รู้สึกว่าได้อะไรมากมายทีเดียว แต่ที่สำคัญที่สุดคิดว่าเป็น การได้ “สติ” อันที่จะเป็น “เครื่องมือ” ในการนำไปเก็บเกี่ยวความรู้ที่ได้จากกระบวนการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งตั้งไว้เป็น องค์ความรู้ของวิทยานิพนธ์ เป็นสติที่เกิดจากคำของอาจารย์ที่บอกว่า คนเราต้องมีกระบวนการเรียนรู้เพราะมันจะทำให้เราได้ความรู้จากของจริง

ไปพบอาจารย์วิจารณ์ พานิช มาค่ะ 

 

...อาจารย์แหวว มักเล่าให้ฟังเสมอ ว่าชีวิตอาจารย์ที่เปลี่ยนมาทำเรื่องคนไร้รัฐไร้สัญชาติอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาจารย์วิจารณ์ โดยเฉพาะที่อ.วิจารณ์ให้ คนมาทำรายการทีวี รากแก้วแห่งปัญญา ตอนที่อาจารย์ทำงานวิจัยเรื่องสัญชาติไทยของชาวเขา...

  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ปีนี้อาจารย์แหววขอไปเข้าพบอาจารย์วิจารณ์อย่างเคย  ข้าพเจ้าก็รีบตามอาจารย์ไปด้วยทันทีพร้อมกับโทรไปปลุกน้องๆ ในวันที่นัดท่านกลัวเค้าจะลืมและไม่ได้ไป  เพราะตัวเองที่จริงก็อยากจะเจอตัวจริงของอาจารย์มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสักที  ก่อนหน้านี้จึงได้แต่รู้จักอาจารย์จากคำบอกเล่าของอาจารย์แหวว และ gotoknows ที่อาจารย์เขียน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ระหว่างที่นั่งฟังอาจารย์พูดคุยกัน ก็รู้สึกว่าบรรยากาศ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นเวทีของนักคิดพยายามคิดตามคำสนทนาของอาจารย์ ซึ่งติดใจอยู่หลายคำ  เช่น  อาจารย์บอกว่า  เราต้องมี กระบวนการเรียนรู้ อาจารย์ว่าการศึกษาไทย ไม่ค่อยมี และ ไม่ให้ความสำคัญ กับ กระบวนการเรียนรู้เพราะเราจะสอนแต่สื่งที่เป็นความรู้สำเร็จรูปแล้ว เป็นความรู้ หรือ ทฤษฎี ที่คนอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเค้าคิดและสรุปไว้แล้ว เราก็จำๆๆๆ และ พยายามทำความเข้าใจในความรู้นั้น แบบไม่มีการเรียนรู้ ที่จะมีความรู้นั้นได้ด้วยตัวเอง   </p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">รีบจดลงสมุดเลยค่ะ และ คิดตามอาจารย์  ก็เห็นจริงตามอาจารย์  รู้สึกว่าคำว่า กระบวนการเรียนรู้  นี้สำคัญ และนึกตามอาจารย์ไปว่า ตอนเราเรียนหนังสือมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่าหนอ ก็เริ่มจะเห็นจริง และลองนึกเอาว่า มีความรู้ไหนที่ตัวเราได้มาด้วยการเรียนรู้ของเราเองบ้าง  ที่ไม่ใช่คนอื่นพูดให้ฟัง หรือ อ่านเจอ  </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>เมื่อพยายามนึกถึงความรู้ ที่เรามีกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่นั้น ในใจยังไม่ค่อยถูกใจกับความรู้ของตนเองในช่วงตั้งแต่เกิด จนถึง เรียนจบปริญญาตรีเท่าไหร่  เพราะส่วนใหญ่ที่เรารู้นั้น  เรารู้สึกว่าไม่ใช่องค์ความรู้ที่มีสาระประโยชน์กับคนอื่นเท่าไหร่ (ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะส่วนตัว และ เป็นสาระกับตัวเราเอง  เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ที่เราเชื่อว่าเราทำได้ดี ซึ่งมาจากการฝึกฝน หรือ การทำซ้ำๆ ของเราเอง  หรือไม่ก็ประสบการณ์พิเศษ แปลกๆ ใหม่ๆ ที่เราคิดว่าเป็นกำไรชีวิต ) นึกๆๆ…แบบเร็วๆ…ผ่านมาถึง</p><p></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p>กระบวนการเรียนรู้ของเราในช่วงที่มาทำงานกับอาจารย์แหววนี่ซิ เรากำลังรู้สึกตื่นเต้นว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ที่จะได้มา โดยมีอาจารย์คอยสั่งสอน ชี้แนะ  และที่สำคัญมีประโยชน์กับสังคมไทย รู้สึกว่ามีกระบวนการเรียนรู้เยอะแยะไปหมดเลย  ทั้งที่เราสรุปได้แล้ว และ ยังไม่ได้ทำการสรุป </p><p></p><p></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p>แต่ขณะที่กำลังพยายามปั้นและสรุปองค์ความรู้ที่เราได้จากการทำงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายอยู่นั้น  อาจารย์วิจารณ์ก็ย้ำว่า  ทฤษฎีต้องสร้างมาจากของจริง  ก็ยิ่งรู้สึกว่า หัวข้อที่คุยกันวันนี้ เป็นวิทยานิพนธ์ของเราทั้งนั้นเลย  เมื่ออาจารย์ท่านทั้งหลาย (อาจารย์โก๋-อิทธิพล และ อาจารย์แอ๋ว-สายฤดี ก็มาด้วย) คุยอะไรกัน ก็เหมือนกับมีแต่คนกำลังช่วยเราเขียนวิทยานิพนธ์ กันใหญ่เลย  เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าร่างกายตื่นตัวมาก ดีใจมากๆ  (อิ อิ จดจด..คิดคิด..ว่าจะเอาคำนี้คำนั้นไปเติมในวิทยานิพนธ์ดีกว่า..)</p><p></p><p>เนื่องจากวิทยานิพนธ์ที่กำลังทำอยู่ เป็นเรื่องของการสรุปทฤษฎีอันเป็นเรื่องจริงของคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ปรากฎตัวในรัฐไทย  และกระบวนการดำเนินการจริง ในการทำให้คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลนั้นได้มีเอกสาร </p><p></p><p>นอกจากนั้น นอกจากเรื่องกระบวนการเรียนรู้ ที่คิดว่าเราได้ทำในวิทยานิพนธ์ของเราแล้ว ก็มี ในเรื่องการทำงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายที่ทำอยู่กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ หรือ คนต่างด้าวในประเทศไทย ที่รู้สึกว่าเราได้ค้นพบความรู้จากความจริง  และ จากกระบวนการทำงานต่างๆ มากมาย  ที่ควรจะต้องรีบๆ เขียนและสรุปมันออกมา  </p><p></p><p>สุดท้าย คงเป็นความรู้สึกสบายใจอย่างที่สุดว่า  วิทยานิพนธ์ของเราใกล้เสร็จสิ้นเต็มที เหลือแต่การสรุปออกมาเป็นตัวหนังสือสักที และ คิดว่าจะสอดแทรก วิธี การทำงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของวิทยานิพนธ์ด้วย  สบายใจที่เราจะสามารถเขียนมันออกมาได้จากของจริงที่เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง  เพราะความรู้ในวิทยานิพนธ์เราอาจจะหาไม่ค่อยได้จากกระดาษสักเท่าไหร่ ยิ่งภาษาไทยยิ่งไม่ค่อยจะมี</p><p> </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">อาจารย์ถามว่ามาหาอาจารย์ได้อะไร  ก็รู้สึกว่าได้อะไรมากมายทีเดียว  แต่ที่สำคัญที่สุดคิดว่าเป็น การได้ สติ อันที่จะเป็น เครื่องมือ ในการนำไปเก็บเกี่ยวความรู้ที่ได้จากกระบวนการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งตั้งไว้เป็น องค์ความรู้ของวิทยานิพนธ์ เป็นสติที่เกิดจากคำของอาจารย์ที่บอกว่า คนเราต้องมีกระบวนการเรียนรู้เพราะมันจะทำให้เราได้ความรู้จากของจริง </p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">และอีกคำตอบหนึ่งที่ไม่ได้ตอบอาจารย์ไป คือ ความตั้งใจ ที่คิดว่าจะนำไปใช้ในอาชีพอาจารย์ต่อไป ที่คิดว่าจะต้องผลักดันให้ตัวเรา  คนใกล้ชิดเรา หรือ คนที่มาเรียนกับเรา เค้าจะต้องมีกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเชื่อ การฟังจากเรา จากใครๆ หรือ จากหนังสือ เพียงอย่างเดียว </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p> (ปล.มีความตั้งใจที่จะสอนหนังสือหล่ะ ชอบสอนหนังสือมากๆเลย  ยิ่งสอน ก็เหมือนทำให้ตัวเองยิ่งรู้ ยิ่งรู้สึกสนุก เพราะเวลาสอนก็จะรู้ตัวว่าตรงไหนยังไม่รู้ ไม่แม่น หรือ คิดต่อไปว่ามันควรจะเป็นยังไงต่อไป ก็จะต้องหาความรู้เรื่องนั้นๆ แล้วก็สนุก)