Pong Watershed Stakeholder
Workshop
"Community Vision for Sustainable Management of the Pong
Watershed"
การประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง
"วิสัยทัศน์ชุมชน...สู่การจัดการลุ่มน้ำพองอย่างยั่งยืน"
วันที่ 22-23 พฤศจิกายน
2545
- - - - - ณ ห้องประชุม 1401 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- - - - -
ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงรายงานข่าวทั่วไป
โปรดติดตามรายงานฉบับจริงจากคณะผู้จัดทำโครงการ
การจัดการลุ่มน้ำพองยั่งยืน /
สมาคมพัฒนาชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
หรือจากสื่อต่างๆต่อไป
พิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เมื่อเวลา 15.50 น. ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวถึงการจัดการลุ่มน้ำภาคประชาชน มิติใหม่ในการจัดการทรัพยากรน้ำ แต่เดิมภาคประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก เวทีแห่งนี้ภาคประชาชนต้องร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปการประชุมเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ได้เริ่มขึ้นเมื่อ ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง นายกสมาคมพัฒนาชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (สพชส.) ได้กล่าวแนะนำการประชุมกลุ่ม คุณกิตติ คุมภีระ จากสถาบันคีนัน ได้แนะนำรูปแบบการประชุมในครั้งนี้ว่า จะใช้กระบวนการ AIC (Appreciation Influence Control) ซึ่ง เป็นการประชุมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการประชุมปฏิบัติการเพื่อการวางแผน ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนทีส่วนร่วมสูง ใช้ความเป็นประชาธิปไตยมาก โดยในการประชุมวันนี้ ใช้หลัก 3H คือ Heart - การเปิดใจ / Head - ระดมสมอง และระดมความคิดเรื่อยๆ / Hand - ร่วมมือ ร่วมทำ
คุณกิตติ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ของลุ่มน้ำท่าจีน โดยใช้หลัก 7 ประสานแก้ไขท่าจีน "ร้อยใจรักษ์พิทักษ์ท่าจีน" ซึ่งประกอบไปด้วย (1)ชาวบ้านริมน้ำ (2)วัดริมน้ำ (3)โรงเรียนริมน้ำ (4)โรงงานริมน้ำ (5)ร้านค้าริมน้ำ (6)อบต.เทศบาลริมน้ำ (7)สื่อมวลชน เป็นผู้เสนอข่าวสาร เป็นช่องทางให้ความรู้และอยู่ในกระบวนการอนุรักษ์ลุ่มน้ำท่าจีนด้วย
หลังจากนั้น ได้จัดให้สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมมีการแบ่งกลุ่ม โดยแบ่งตามกลุ่มตามองค์กรที่ผู้เข้าร่วมประชุมสังกัดได้ 8 กลุ่ม คือ (1) องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (2) ส่วนราชการส่วนท้องถิ่น (3) ส่วนราชการในจังหวัด (4) กลุ่มโรงงาน-ผู้ประกอบการ (5) กลุ่ม NGOs (6) สื่อมวลชน (7) กลุ่มชาวบ้าน (8) กลุ่มนักศึกษากิจกรรมแรก วิทยากรให้ทุกคนในแต่ละกลุ่ม ช่วยกันระดมความคิด ค้นหาสิ่งดีในองค์กร ตั้งแต่ด้านบุคคล,สิ่งของ,ธรรมเนียมปฏิบัติ,เครื่องมือ, กฏหมาย, สังคม ,วิถีชีวิต ฯลฯ เพื่อจะนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ชุมชนในขั้นตอนต่อไป
จากการระดมสิ่งดีๆในแต่ละองค์กร กลุ่มต่างๆได้ระดมแนวคิดต่างๆออกมาดังนี้
- กลุ่มผู้ประกอบการ-โรงงาน มีตัวแทนจากโรงงานสุรา-เขื่อนอุบลรัตน์-บริษัทฟินิคซ์ ได้ระดมแนวคิดออกมาได้ดังนี้
- ส่งเสริมงานในชุมชน มีการสร้างงานมากกว่า 200 คน
- มีกิจกรรมสิ่งแวดล้อม เช่นการปล่อยปลาลงสู่ลำน้ำ เป็นอาหารให้แก่ชุมชน
- มีโครงการแจกทุนการศึกษา อุปกรณ์กีฬา แก่เด็กนักเรียน
- ช่วยบริหารน้ำในลุ่มน้ำพองให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการจัดสรรน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ
- มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน ISO 14000
- ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเยื่อกระดาษออกขาย ทำรายได้เข้าประเทศ
- เขื่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ
- ส่งเสริมสุขภาพชุมชน จัดแพทย์เคลื่อนที่ไปเยี่ยมตามหมู่บ้าน
- สร้างเศรษฐกิจชุมชน จัดอบรมการตัดผ้า การนวดแผนโบราณ จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานบริษัท
- ในกลุ่มภาคราชการ ตัวแทนจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมเขต 10 ได้ระดมแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งดีๆของกลุ่มดังต่อไปนี้
- มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
- มีทรัพยากรบุคคลที่ทำงานในเรื่องนี้โดยตรง
- มีห้องปฏิบัติการและมีงบประมาณสนับสนุน
- ส่วนราชการมีโอกาสที่จะเข้าสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนได้ ขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสที่เหมาะสม
- ส่วนราชการเป็นองค์กรที่ประสานภาครัฐ- เอกชน และประชาชนให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
- มีการพัฒนาองค์กรอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง และมีการลงสำรวจชุมชนเป็นประจำ
- มีระบบฐานข้อมูลที่พร้อมให้การสนับสนุน มีข้อมูลทุกด้านทั้งด้านอากาศ/น้ำ ใน Internet เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของชุมชน
= ตัวอย่าง Website ฐานข้อมูลที่กล่าวมา เช่น
@ http://www.esanenvi.net
@ http://www.khonkaen.go.th เวบไซต์จังหวัดขอนแก่น มีฐานข้อมูล GIS
@ http://www.pcd.go.th กรมควบคุมมลพิษ
@ http://www.capeqm.org
@ http://www.geocities.com/kudnamsai เวบของอาสาสมัครลุ่มน้ำพอง![]()
- สำหรับกลุ่มข้าราชการในท้องถิ่นอำเภอน้ำพอง เช่น โรงพยาบาลน้ำพอง, คณะครู, อบจ. มีสิ่งดีในองค์กรที่สนับสนุนงานอนุรักษ์ลำน้ำพอง โดยแยกเป็นประเด็นต่างๆดังนี้
- ด้านบุคคล - มีครูอาจารย์ในพื้นที่ที่ตั้งใจทำงาน / มีบุคลากรเพียงพอ มีความรับผิดชอบชัดเจน
- ด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพจิตใจ - มีการคมนาคมที่สะดวก / ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมดีเด่น / มีการจัดทำวังปลาในเขตอภัยทาน
- ด้านอื่นๆ เช่น มีการประชุมประชาคมทุกเดือน / อบต จัดงานประเพณีครบทั้ง 12 เดือน / สร้างสรรค์กิจกรรมชุมชนเข้มแข็งให้ประชาชนในพื้นที่
- สำหรับตัวแทนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน NGOs มีข้อดีคือ
- เป็นส่วนที่ประสานบุคลากร NGOs ในส่วนกลาง และ NGOs ในพื้นที่
- มีนโยบายส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม โดยยึดชาวบ้านเป็นหลักในการพัฒนา
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยเป็นองค์กรประสานภาครัฐและเอกชน
- มีความหลากหลายของเครือข่าย
- เป็นแหล่งเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กรและชาวบ้านในพื้นที่
- ในส่วนของชาวบ้านและชุมชน มีสิ่งดีที่มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมเฝ้าระวังและอนุรักษ์ลำน้ำพองดังนี้
- มีประเพณีไทยอีสาน เช่น สงกรานต์ ทำให้คนในท้องถิ่นที่ออกไปทำงานที่อื่นกลับมาทำบุญที่บ้าน
- มีการศึกษา มีภูมิปัญญาชาวบ้าน
- มีทรัพยากรในท้องถิ่นที่ดี
- กลุ่มสื่อมวลชน มีสิ่งดีที่ช่วยสนับสนุนงานในจุดนี้เช่นกัน
- ในหมู่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน ต่างคนต่างช่วยเหลือกัน
- สื่อมวลชนมีโอกาสพบปะผู้คนมากมาย มีตัวอย่างในการทำงานที่ดี
- เป็นกลุ่มที่ทันข่าวสารอยู่ตลอดเวลา
- เป็นกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆสู่สาธารณชน
- กลุ่มนักศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีสิ่งดีที่สนับสนุนงานในส่วนนี้เช่นกัน คือ
- นักศึกษามีวิชาเรียนทื่ต้องทำการศึกษาวิจัย ทำการตรวจวัดคุณภาพน้ำ / ดิน / อากาศ เพื่อศึกษาหาความรู้
- มีการตั้งชมรมกิจกรรม การออกค่ายอาสาพัฒนา เพื่อการปลุกจิตสำนึก มีกลุ่มเป้าหมายในการเผยแพร่ความรู้
- มีงานวิจัยของอาจารย์ นักศึกษาที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นข้อมูลต้นแบบที่นำมาใช้ในการศึกษาต่อไปเรื่อยๆ
- นักศึกษา มีเวลา แรงงานและความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาต่างๆ
หลังจากกิจกรรมที่ 1 เสร็จสิ้นลงโดยตัวแทนแต่ละกลุ่มได้ออกมาสรุปแนวคิดของกลุ่มแล้ว กิจกรรมที่ 2 ได้มีการพูดถึง การจัดการลุ่มน้ำพองอย่างยั่งยืน น่าจะมีอะไรบ้าง ควรจะเกิดอะไร / ควรจะเป็นอย่างไร / ควรจะทำอย่างไร ซึ่งในขั้นตอนนี้ เป็นการกำหนดสภาพที่มุ่งหวังในอนาคต (the ideal/vision)
วิทยากรได้จัดกลุ่มใหม่ ให้เหลือเพียง 4 กลุ่ม ให้ระดมถึงภาพในอนาคตที่อยากเห็น ว่าควรจะมีอะไร เป็นอย่างไรบ้าง
กิจกรรมนี้ใช้เวลาพอสมควร แต่ก็ได้นักศึกษาที่ประจำแต่ละกลุ่มช่วยกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มให้แสดงความคิดเห็นออกมา หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ช่วงบ่ายก็ได้มีการนำเสนอภาพของลำน้ำพองที่อยากเห็น
- กลุ่มที่ 1
- ต้องการเห็นลำน้ำพองมีคุณภาพดี ดื่มได้ มีปริมาณน้ำในลำน้ำที่เหมาะสม ไม่เอ่อล้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ริมฝั่งอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
- ริมตลิ่งแม่น้ำพองมีทัศนียภาพที่สวยงาม ริมฝั่งร่มรื่น
- ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี
- บ้าน วัด โรงเรียน โรงงาน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
- ประชาชนมีจิตสำนึก หวงแหนลำน้ำพอง
- ชุมชนและโรงงาน ไม่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ
- มีความร่วมมือของประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการรักษาลำน้ำพอง
- ภาครัฐ-ส่วนราชการสนับสนุนให้ชุมชนในลุ่มน้ำพองมีการดูแลลำน้ำ / สนับสนุนงบประมาณและด้านวิชาการ ให้กิจกรรมต่างๆยังคงดำเนินต่อไปในชุมชน
- วิสัยทัศน์ของกลุ่ม การจัดการลุ่มน้ำพองโดยการวางแผนแบบบูรณาการ ภาครัฐ - เอกชน -ประชาชนร่วมกันในการติดตามตรวจสอบ เน้นการทำให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนในลุ่มน้ำพอง
- กลุ่มที่ 2
- มีความฝันว่า ลำน้ำจะใสคืนมา ปูปลาเต็มน้ำพอง พี่น้องบริโภคปลอดภัย จัดแบ่งกันใช้อย่างเป็นธรรม (จัดแบ่งน้ำ เช่น พื้นที่ต้นน้ำ ใช้น้ำส่วนหนึ่งในการทำนา ไม่กักน้ำไวัทั้งหมด จัดสรรน้ำให้พื้นที่อื่นๆด้วย)
- ตั้งศูนย์ประสานงานของแต่ละองค์กร แล้วประสานงานกัน เพื่อหาทางแก้ไข
- อยากเห็นทุกหน่วยงานร่วมมือกันตลอดรอดฝั่งทุกกรณี
- ปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เยาวชนในโรงเรียน
- ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการบำบัดน้ำเสีย ทั้งชาวบ้าน ชุมชน - ให้ความรู้ในขั้นตอนต่างๆ ใช้ประสบการณ์ร่วมกัน
- ลำน้ำพองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวของชุมชม
- ภาคีร่วมดำเนินการออกมาตรการที่เข้มงวดในการร่วมดำเนินการ โดยออกมาในลักษณะของการปฏิบัติกิจกรรมจริงๆ ไม่ใช่มีแต่แนวความคิดเท่านั้น
![]()
- กลุ่มที่ 3
- มีภาพฝันอยากให้น้ำพองปราศจากมลพิษ
- ชุมชนลุ่มน้ำพองอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี / เป็นแหล่งท่องเที่ยว
- เป็นแหล่งอาหารของชุมชน
- มีทรัพยากรทางน้ำที่อุดมสมบูรณ์
- น้ำพองเป็นประโยชน์ต่อการชลประทานพื้นบ้าน (ทำการเกษตร)
- ชาวบ้านยิ้มแย้มแจ่มใส ปราศจากความขัดแย้ง
- วิธีการในการไปสู่ภาพฝันที่กลุ่มที่ 3 ได้นำเสนอมีดังนี้
- การมีส่วนร่วมของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง
- มีแผนการจัดการที่มาจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (เช่นการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้)
- มีการบริหารจัดการแบบองค์รวม
- มีการสร้างจิตสำนึกที่ดี
- มีข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว
- มีศูนย์ประสานงานติดต่ออย่างต่อเนื่อง
- กลุ่มที่ 4
- อยากเห็นลำน้ำพองเป็นแหล่งอาหารของชุมชน
- เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีน้ำใสสะอาดตลอด
- อยากให้ลำน้ำพองมีลักษณะเหมือนสมัยก่อนที่ยังไม่เกิดปัญหา
- อยากให้ประชาชนใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างเต็มที่ ทุกกลุ่มใช้ประโยชน์จากน้ำพองร่วมกัน ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
- อยากให้โรงงานมีการจัดการสิ่งแวดล้อมจริงๆ มีการพัฒนาและมีส่วนร่วมจริงๆ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
- อยากเห็นลำน้ำพองเป็นต้นแบบของการจัดการลุ่มน้ำแก่ลุ่มน้ำอื่นๆจริงๆ
จากการสรุปภาพในอนาคตของการจัดการลุ่มน้ำพองแบบยั่งยืน สามารถนำแนวคิดของทุกกลุ่มมาเขียนแผนที่ความคิดได้ดังภาพ
- ในเรื่องที่เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาลำน้ำพอง กลุ่ม 4 มีแนวคิดดังนี้
- ต้องสร้างจิตสำนึกแก่ทุกฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากน้ำพองในเรื่องการรักษาความสะอาด
- สร้างกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำพอง
- ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้มีแนวทางการพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน
- รณรงค์กิจกรรม เช่น การปลูกป่า ร่วมกันหลายฝ่าย
หลังจากนั้นตัวแทนของทั้ง 4 กลุ่มได้มาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ลุ่มน้ำพองยั่งยืนร่วมกัน ได้วิสัยทัศน์ดังนี้....
"ลำน้ำใสคืนมา ปูปลาเต็มน้ำพอง
พี่น้องบริโภคอย่างปลอดภัย แบ่งกินแบ่งใช้อย่างเป็นธรรม
มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พิทักษ์สิทธิทุกคน
ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน"ในช่วงสุดท้ายของการประชม ได้ให้ตัวแทนขององค์กรต่างๆมาสรุปแนวปฏิบัติเพื่อการบรรลุตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว
ในส่วนของข้าราชการในท้องถิ่น ได้กล่าวถึงการทำ"วังปลา" ที่วัดห้วยทรายและวัดยางคำ ที่บ้านหนองแต้ ซึ่งปัจจุบันมีปลาเป็นจำนวนมาก และชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆมากขึ้น ข้าราชการหน่วยงานต่างๆมีการออกปฏิบัติงานในชุมชมรวมกันมาตลอด
ตัวแทนกลุ่มข้าราชการในจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังลุ่มน้ำพอง, การสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือต่างๆ และนำข้อมูลต่างๆที่ได้มาใช้ในประกอบในการวางแผนและพัฒนาต่อไป รวมไปถึงการติดตามตรวจสอบสถานการณ์สิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำเป็นกรอบนโยบายต่อไป
ตัวแทนของสื่อมวลชนได้กล่าวสรุปว่า สื่อมวลชนมีส่วนสนับสนุนในการทำงานทุกๆองค์กร และคอยเป็นกระบอกเสียง เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่สังคม ซึ่งล่าสุด รายการวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน FM 103 MHz มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยนักจัดรายการ "ชัยทัต สอพอง" จะได้นำประเด็นต่างๆในการประชุมครั้งนี้ไปพูดคุยในรายการ"ร่วมด้วยช่วยกัน" โดยเชิญทีมงานจัดการประชุมครั้งนี้ไปพูดคุยในรายการในช่วงเวลาออกอากาศ 15.00-19.00 น.
ส่วนแนวทางปฎิบัติเพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าวของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนนั้น จะให้การสนับสนุนองค์กรชาวบ้านในด้านการเรียนรู้ ประสานแหล่งทุน รณรงค์ยกระดับปัญหาขององค์กรชาวบ้าน และเป็นฝ่ายประสานงานถ่ายทอดความรู้ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศต่อไป
ในส่วนของ อบต.นั้น จะเน้นการขจัดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและโรงงาน เนื่องจากที่ผ่านมา เกิดการร้องเรียน จึงมุ่งที่จะใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหา นอกจากนั้น อบต.จะให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชน จัดตั้งกลุ่ม ศูนย์ฝึกอบรมให้ความรู้ ให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญร่วมกัน ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำ เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่อไป
สุดท้ายในส่วนของนักศึกษา มีศักยภาพในการช่วยเผยแพร่ความรู้แก่ชาวบ้านโดยการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ และสถาบันการศึกษาจะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญ
จากการระดมความคิดร่วมกันของทุกองค์กร ทุกส่วนพร้อมที่จะเสียสละทั้งงบประมาณ ทรัพยากร เวลาในการร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงก่อนปิดการประชุม ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง ได้ออกมากล่าวสรุปการประชุมครั้งนี้ว่า จากการจัดประชุม 1 วันครึ่ง ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการประชุมเกินความคาดหมาย วิสัยทัศน์ที่ได้ในการประชุมครั้งนี้ จะได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศและจะถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
จากวิสัยทัศน์ลุ่มน้ำพองยั่งยืน "ลำน้ำใสคืนมา ปูปลาเต็มน้ำพอง พี่น้องบริโภคอย่างปลอดภัย แบ่งกินแบ่งใช้อย่างเป็นธรรม มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พิทักษ์สิทธิทุกคน ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน" ดร.ยรรยงค์ได้แสดงความคิดเห็นโดยให้ขยายความแต่ละประเด็นในวิสัยทัศน์ที่สามารถนำไปวางแนวทางให้เกิดขึ้นจริงได้ต่อไป อาทิ...
...ปูปลาเต็มน้ำพอง ขณะนี้มีวังปลาอยู่แล้ว ต่อไปคงจะมีกิจกรรมอื่นอีก โดยทางพระ,คณะครู หรือทางโรงพยาบาลน้ำพองสามารถทำแผนเสนอ อบจ.ได้
..พี่น้องบริโภคปลอดภัย ..มีการตรวจน้ำดื่มว่าปลอดภัยหรือไม่
... แบ่งกินแบ่งใช้ เขื่อนอุบลรัตน์สามารถทำการประสานชลประทานหนองหวาย / คุยเชือก ประสานงานระหว่างกรมในการจัดสรรน้ำให้แก่พื้นที่ต่างๆได้
... มีกิจกรรมท่องเที่ยว.. ต่อไปอาจจะมีการจัดเยี่ยมคุ้งน้ำ / จัดโปรแกรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ขึ้นได้
ในการประชุมครั้งนี้ได้วิสัยทัศน์เป็นแนวทางอย่างคร่าวๆ ซึ่งจะต้องมีการจัดประชุมกันอีกหลายรอบ เพื่อจัดทำ"ภาพรวมใหญ่ให้ได้" ตามรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ชุมชนแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการจัดทำแผนภาคประชาชน เสนอต่อ อบจ.และ อบต.ต่อไป
หลังการประชุมนี้แล้วจะได้ทำการเผยแพร่แนวคิดต่างๆ โดยจะเริ่มจากการสัมภาษณ์สดทางรายการวิทยุ "ร่วมด้วยช่วยกัน" FM 103 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 และจะทำการเผยแพร่วิสัยทัศน์ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน ประชาคมในจังหวัด และจะเปิดเวทีพูดคุยเรื่องนี้กับนายก อบจ.,ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมไปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและ อบต.ในพื้นที่
ในปี 2546 คาดว่าจะมีการจัดประชุมอีก 3 รอบ โดยในรอบแรกจะจัดประชุมร่วมกับส่วนราชการ/โรงงาน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ในรอบที่สองจะได้มีการประชุมจัดทำแผนงานโครงการต่างๆ ประเด็นไหนที่งบประมาณของจังหวัดและงบประมาณของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่สามารถให้การสนับสนุนได้ เช่นการจัดประชุมในรูปแบบนี้ ทางสถาบันคีนันยินดีให้การสนับสนุนในการจัดประชุม ซึ่งในการจัดทำแผนงานดังกล่าว ภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ประเด็นที่ภาคประชาชนจะร่วมการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างไร จะสร้างเครือข่ายอย่างไร แล้วจะทำการเสนอแผนงานต่อทางจังหวัดให้อนุมัติแผนงานนั้น ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดอาจจะให้งบประมาณในการตรวจสอบคุณภาพน้ำหรือในส่วนอื่น..
ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท้องถิ่นอาจจะทำแผนเสนอต่อ ททท. เพื่อให้ ททท.มาลงทุนร่วมกับท้องถิ่น นำไปสู่การออกแบบภูมิสถาปัตย์ทั้งลุ่มน้ำ เพื่อสร้างจุดท่องเที่ยวและรองรับอาชีพในพื้นที่ต่อไป....
เมื่อเกิดปัญหาในพื้นที่ขึ้น ที่ผ่านมายังไม่มี "เจ้าภาพ" ที่เป็นตัวหลักในการดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ เห็นว่าน่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น จึงไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่ความรับผิดชอบ ปัญหาจึงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่เนื่องจากยังไม่มี "เจ้าภาพ"หลัก จึงเกิด "สมาคมพัฒนาชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน" (สพชส- CDSEA) เป็นตัวกลางในการประสานให้หน่วยงานต่างๆมาร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งโครงการจัดการลุ่มน้ำพองยั่งยืนนี้ โครงการภาคประชาชนจะมีการประชุมอีกหลายรอบ เพื่อให้ได้โครงการเสนอต่อหน่วยราชการท้องถิ่นไปจนถึงระดับรัฐบาลต่อไป โดยทางโครงการจะใช้สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นศูนย์กลางในการประสานงานชั่วคราว โดยนำข้อมูลจากการประชุมครั้งนี้ไปจัดทำแผนงานอย่างเป็นระบบเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ได้ในครั้งนี้ ในปี 2546 จะมีชุดโครงการต่างๆทั้งโครงการวิจัย / การทำแผน และโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการออกมาให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ทางสมาคมจะได้ทำหนังสือขอบคุณไปยังต้นสังกัดของแต่ละองค์กรและจะได้ติดต่อประสานงานเชิญมาร่วมโครงการต่อไป
======
- เกร็ดต่างๆ จากการประชุมครั้งนี้
- โดยปกติการจัดเวทีพูดคุยกันเรื่องน้ำพอง มีการจัดประชุมบ่อยครั้ง หลายฝ่ายกล่าวว่าเป็นเรื่องเดิมๆ พูดแล้วพูดอีก แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขเช่นเดิม แต่คณะผู้จัดการประชุมยังคงพยายามสู้ต่อไป ด้วยแนวทางใหม่ๆ ซึ่งบางโครงการเริ่มเห็นผลงานบ้างแล้ว เช่นการตรวจวัดคุณภาพน้ำพอง โดยอาสาสมัครเฝ้าระวังลุ่มน้ำพอง
- ตั้งแต่เกิดปัญหาน้ำพอง สุขภาพอนามัยของหลายฝ่ายเริ่มแย่ลง เด็กนักเรียนหลายคนเป็นหวัดบ่อยมาก แม้แต่บุตรของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลน้ำพองยังเป็นหอบหืด ทำให้บุคลากรท่านนั้นตั้งปณิธานว่าจะต้องรักษาบุตรของตนให้หาย ปัญหานี้จึงเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- การจัดเวทีแบบนี้บ่อยครั้ง ในเรื่องเดิม หลายฝ่ายมองว่าไม่น่าจะเกิดผลที่เป็นรูปธรรมเหมือนการประชุมที่ผ่านๆมา แต่ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการนำแนวคิด A-I-C มาใช้ในกระบวนการวางแผนและพัฒนา โดยเริ่มจาก(A - Appreciation)การร่วมกันสร้างสภาพที่มุ่งหวังในอนาคต (the ideal/vision) ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ(I - Influence)ร่วมกันคิดค้นแนวทาง/ยุทธศาสตร์ (strategies) ซึ่งจะทำให้ได้สภาพที่มุ่งหวัง เพื่อเป็นแนวทางให้คณะผู้จัดทำโครงการ นักวิจัยและอาสาสมัครชาวต่างประเทศนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนดำเนินงาน และดำเนินการตามแผน(C-Control) เมื่อรวมพลังทั้ง 3 พลังเข้าด้วยกัน เท่ากับ 3 มิติแห่งการพัฒนาองค์กรและสังคม
- มีการนำวิทยากรอบรมทีม AIC ของศูนย์สาธารณสุขมูลฐานภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาร่วมจัดประชุมกลุ่ม ทำให้มองเห็นแนวคิดขององค์กรหลากหลาย
- แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆพัฒนาไปมาก แต่คำตอบของการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอันทันสมัย แต่อยู่ที่ "ความร่วมมือ"
- มาตรการทางสังคมมีบทบาทต่อความร่วมมือในพื้นที่มากขึ้น ไม่มีฝ่ายใดอยากเป็นฝ่ายผิด แม้หลายฝ่ายจะกล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็ชดเชยด้วยการดำเนินการหลายอย่าง เช่น จ่ายเงินชดเชย มอบทุนการศึกษา ฯลฯ
- โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครประเทศออสเตรเลีย (Australian Youth Ambassador) ในการติดต่อประสานงานกับต่างประเทศในการของบประมาณสนับสนุนโครงการ เมื่อนายกสมาคมกล่าวถึงทิศทางของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้น
- การจัดประชุมครั้งนี้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการประชุมอย่างมาก ทำให้การประชุมภายในระยะเวลา 1 วันครึ่งได้ข้อมูลและมุมมองหลากหลายจากองค์กรต่างๆ ในการจัดทำแผนปฏิบัติการต่อไป...
- หลังการจัดประชุมครั้งนี้ เริ่มมีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น มีการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อต่างๆ ในพื้นที่ และแปลข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศเผยแพร่ไปสู่นักวิชาการด้านการจัดการลุ่มน้ำทั่วโลกด้วย
- กลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการประชุมครั้งนี้ คือนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเข้าร่วมในการประชุมกลุ่มทุกกลุ่มย่อย ใช้ความสดใสและความกระตือรือร้นช่วยกระตุ้นให้ผู้ร่วมประชุมระดมความคิดเห็นออกมาหลากหลายในเวลาอันจำกัด
- การประชุมในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม แต่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเดิม ผลคงจะเป็นแบบเดิม ผู้เข้าร่วมประชุมจึงมาร่วมเพียงส่วนหนึ่ง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมปี 2 มีโอกาสแสดงความเห็นต่างๆในเวทีนี้ ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนก็เปิดโอกาสให้นักศึกษากล้าแสดงออกเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ยังเป็นการสร้างสีสันให้การประชุมมีสีสันมากขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านชื่นชมในความน่ารัก ความสดใสและความสามารถของนักศึกษาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ขอบคุณ อ.สำอางค์ หอมชื่นที่เปิดโอกาสให้นักศึกษามาช่วยงานในครั้งนี้... เย้!!


- หน่วยงานและองค์กรร่วมจัดการประชุมวิสัยทัศน์ชุมชน...สู่การจัดการลุ่มน้ำพองอย่างยั่งยืน
- สมาคมพัฒนาชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
- Kenan Institute Asia
- สถาบันพระปกเกล้า
- คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาชุมชน (กป.อพช.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- โรงงาน องค์กรท้องถิ่น และองค์กรชุมชนลุ่มน้ำพอง
- สถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นายบอน เรียบเรียง
การประชุมเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ได้เริ่มขึ้นเมื่อ
ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง
นายกสมาคมพัฒนาชุมชนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (สพชส.)
ได้กล่าวแนะนำการประชุมกลุ่ม คุณกิตติ คุมภีระ
จากสถาบันคีนัน ได้แนะนำรูปแบบการประชุมในครั้งนี้ว่า จะใช้กระบวนการ
AIC (Appreciation Influence Control) ซึ่ง
เป็นการประชุมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เป็นการประชุมปฏิบัติการเพื่อการวางแผน
ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนทีส่วนร่วมสูง ใช้ความเป็นประชาธิปไตยมาก
โดยในการประชุมวันนี้ ใช้หลัก 3H คือ Heart - การเปิดใจ / Head -
ระดมสมอง และระดมความคิดเรื่อยๆ / Hand - ร่วมมือ ร่วมทำ
กิจกรรมแรก วิทยากรให้ทุกคนในแต่ละกลุ่ม
ช่วยกันระดมความคิด ค้นหาสิ่งดีในองค์กร
ตั้งแต่ด้านบุคคล,สิ่งของ,ธรรมเนียมปฏิบัติ,เครื่องมือ, กฏหมาย, สังคม
,วิถีชีวิต ฯลฯ
เพื่อจะนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ชุมชนในขั้นตอนต่อไป
หลังจากกิจกรรมที่ 1
เสร็จสิ้นลงโดยตัวแทนแต่ละกลุ่มได้ออกมาสรุปแนวคิดของกลุ่มแล้ว
กิจกรรมที่ 2 ได้มีการพูดถึง การจัดการลุ่มน้ำพองอย่างยั่งยืน
น่าจะมีอะไรบ้าง ควรจะเกิดอะไร / ควรจะเป็นอย่างไร / ควรจะทำอย่างไร
ซึ่งในขั้นตอนนี้ เป็นการกำหนดสภาพที่มุ่งหวังในอนาคต (the
ideal/vision)

ในช่วงสุดท้ายของการประชม
ได้ให้ตัวแทนขององค์กรต่างๆมาสรุปแนวปฏิบัติเพื่อการบรรลุตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว

ก่อนปิดการประชุม ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง
ได้ออกมากล่าวสรุปการประชุมครั้งนี้ว่า จากการจัดประชุม 1 วันครึ่ง
ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการประชุมเกินความคาดหมาย
วิสัยทัศน์ที่ได้ในการประชุมครั้งนี้
จะได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศและจะถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
โครงการการพัฒนาชุมชนที่เริ่มจากหน่วยเล็กที่สุดในสังคม...ซึ่งก็คือครอบครัว...จะส่งผลถึงความสำเร็จของโครงการพัฒนาชุมชนได้อย่างมากมาย...
การส่งเสริมการสร้างความอบอุ่นในครอบครัวของชุมชน เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาในการทำงานกับชุมชนเช่นกันนะครับ
พอดีเห็น mind map ของคุณบอน ในบันทึกของอาจารย์ปภังกรครับ...น่าสนใจดีครับ ผมยังไม่มีประสบการณ์ทำแบบนี้ครับ...อย่างไรผมก็มั่นใจว่า คุณบอนทำงานพัฒนาชุมชนมานาน ย่อมตระหนักถึงจุดนี้ดีใช่ไหมครับ
ขอให้ความยั่งยืนต่างๆ ออกมาจากภายในตัวชุมชนเองนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
ความเห็น การประชุมนี้เต็มไปด้วยสมาคม และองค์กรอนุร้กษ์น้ำต่างๆมากมาย แต่ไม่เห็นมีองค์กรที่ปล่อยน่ำเสียลง ลำน้ำพองเลยครับ มีการแสดงตัวเลขคุณภาพน้ำว่ามี บี.โอ.ดี. เท่าไหร่เช่น โรงงานกระดาด มีค่า บี.โอ.ดี.๑๐ชาวบ้านน้อยคนที่จะทราบความหมาย แต่ถ้านำเสนอภาพบ่อบำบัดน่ำเสียของโรงงานชาวบ้านเขาจะเข้าใจได้มากกว่า (แต่ไม่มีสื่อได หรือหน่วยงานรัฐไดกล้านำเสนอเลย)ผมเชื่อว่าประชุมเสร็จแล้วก็ลืมก้นไป ไม่นาน ก็จะพบว่ามีปลาในกระชังตายก้นอีก.ทั้งนี้เพราะพี่น้องประชาชนยังไม่เข้มแข็ง ขอพูดว่า ยังไม่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบซ้ำซ้อนเช่นกรมพ้ฒนาลุ่มน้ำมีแต่นักวิชาการจัดประชุมอย่างเดียวจนท่านนายอำเภอท่านเอือมระอา ส่วนกรมชลก็ก่อตั้งมากว่าศตวรรษ แต่ยังมีพื้นที่การเกษตรยังต้องอาศัยน่ำฝนอยู่ถึง ๗๘% คิดเป็นจำนวนครัวเรือนกว่า ๑๐ ล้านครัวเรือน พื้นที่เกษตรกรรมที่เข้าถึงระบบชลประทานมีเพียง ๒๒% เท่านั้น คิดเป็นจำนวนครัวเรือนเพียง ๓.๕ ล้านครัวเรือนเศษ. ผมได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลคำว่า "ลุ่มน้ำพอง"พบว่า ลุ่มน้ำพองตอนบน นั้นมีลำน้ำสาขามากมาย ลำน้ำพองตอนบน มีลำน้ำสาขาถึง ๖ ลำน้ำ ส่วนลุ่มน้ำพองตอนล่าง มีลำน้ำสาขาจำนวน ๑๐ ลำน้ำ แตเกษตรกร/ชาวนายังต้องเสียค่าสูบน้ำถึงไร่ละ ๘๐-๑๐๐.-บาท แล้วพวกเขาจะเข้มแข็งได้อย่างไร?ครับ และที่ผมว่ามีหน่วยงานซ้ำซ้อนดูตรงนี้ครับ.
สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานดูแล (ตามหลักต้องให้ กฟผ.ดูแลและรับผิดชอบค่าไฟในการสูบน้ำจึงจะถูกต้อง เป็นกานคืนกำไรให้แก่ท้องถิ่น.)ในเขตอำเภออุบลรัตน์ ๗ สถานี ในเขตอำเภอน้ำพอง ๗ สถานี และในเขตอำเภอกระนวน อีก ๑ สถานี. ส่วนท่าสูบน้ำกลับกลายเป็นของกรมชลประทานดูแล ทั้งในอำเภอน้ำพอง อำเภออุบลรัตน์ และอำเภอกระนวน ถ้าเราเข้าไปชมอย่างผิวเผิน ก็จะไม่เห็นความแตกต่าง เพราะเป็นส่วนราชการเหมือนกัน แต่ถ้าเรามองอีกด้านหนึ่งของภาพ ก็จะพบว่าการทำงานของหน่วยงานที่ก่อตั้งมากว่า ๑๐๐ ปี จะให้มีประสิทธิภาพเท่ากับหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้อย่างไร?ครับ. ท่าน้ำขาดน้ำก็ไม่มีน้ำส่งให้เกษตรกร/ชาวนา เครื่องสูบน้ำเสียแต่ท่าน้ำมีน้ำ ก็ไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกร/ชาวนาเช่นกัน นี่แหละพี่น้องเกษตรกร/ชาวนาเขาจึงจะข้ามโขงไปอยู่ประเทศ ส.ป.ป.ลาว ปัจจุบันพวกเขาต้องไปตกระกำลำบากอยู่ที่ อำเภอสูงเนิน โคราชบ้านผมเองครับ. ผมพยายามค้นหาผู้นำที่กล้าเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเพราะน้ำคือชีวิต และเป็นต้นเหตุแห่งความยากจน.
๑.) แก้ปัญหาเขื่อนปากมูลให้จบ ไม่ใช่เปิดๆปิดๆเช่นทุกวันนี้. จะปิด/หรือจะเปิด มีเพียง ๒ ทางเลือก และต้องให้ทุกฝ่ายยอมรับได้.
๒.) โครงการ โขง ชี มูล อันลือลั่นจะเอาอย่างไร?จะสานต่อ/หรือจะยกเลิก
หมายเหตุ. ทั้ง ๒ ข้อนี้ ไม่มีอยู่ในนะโยบายของพรรคการเมืองไหนเลยครับ พรรคไหนกล้าตัดสินใจ เปิดเขื่อนปากมูลตลอดไปพร้อมเหตุผล/หรือปิดเขื่อนปากมูลตลอดไปพร้อมเหตุผลที่ยอมรับได้ และกล้าที่จะสานต่อโครงการโขง ชี มูล พร้อมด้วยเหตุและผลที่ยอมรับได้เช่นกัน ข้อนี้มีทางเลือกเดียว เพราะผมเองเห็นว่าต้องสานต่อเท่านั้น ถ้าไม่สานต่อภาคอิสานจะกลายเป็นทะเลทรายแน่นอน. พรรคไหนกล้าตัดสินใจพร้อมเหตุผลเป็นที่ยอมรับและโดนใจพี่น้องชาวอิสาน ผมคิดว่า ท่านหัวหน้าพรรคนั้นลอยลำเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแน่นอนครับ.
ขอบคุณความเห็นของคุณประชุม สุริยามาศอย่างมากครับ
เรียนคุณบอน@kalasin
ผมดีใจครับที่มีคนสนใจ โดยเฉพาะคุณบอนฯที่เป็นชาวกาฬสินธุ์ครับ
ลุ่มน้ำปาวของคุณก็มีปัญหาเช่นเดียวกันกับลุ่มน้ำพอง เพียงแต่ลุ่มน้ำปาวของคุณนั้น วิกฤติกว่ามากครับ เพราะเชื่อน ลำปาว ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เช่นเก่าก่อนแล้ว ประกอบกับการบิหารจัดการที่ด้อยประสิทธิภาพ จึงไม่สามารถวบคุมปริมาณน้ไหลลงเขื่อนให้สมดุลย์ได้
ผมเองสนใจมากเพราะผมเคยไปทำงานในพื้นที่นี้หลายปี จึงทราบปัญหาความแห้งแล้งไนภาคอิสานตอนกลางได้เป็นอย่าดีครับ ปัจจุบันเรามีเขื่อนและอ่างเก็บกักน้ำมากมาย แต่เกษตรกรเข้าถึงการบริการเฉลี่ยเพียง ๒๒%ของพื้นที่เท่านั้นครับ โดยเฉพาะที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี มหาสารคาม และจังวัดร้อยเอ็ด ผมประมาณเอานะครับ พื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดดังกล่าวจะเข้าถึงบริการน้ำถึง ๒๐% หรือเปล่าผมไม่ค่อยจะแน่ใจนะครับ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เข้าถึงบริการน้ำนั้นจะอยู่ในภาคกลางเเละภาคเหนือตอนล่างเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ อนึ่งเขื่อนลำปาวนั้นประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำเหลือเพียง ๕๐%กว่าๆเท่านั้น (ผมยังไม้กล้าที่จะพูดว่าวิบัติไปแล้วครับ)
จากข่าวเมื่อปลายปี ๒๕๔๘ มี ครม.สัญจร(หลับตาอนุมัติโครงการเพื่อเสริมสันเขื่อนลำปาวให้สูงขึ้นอี ๒.๐๐เมตร เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก เป็นจำนวน ๕๐๐ ล้าน ลบ.ม. จาก ๑,๔๓๐ ล้าน ลบ.ม.(ปริมาตรเก็บกักปกติ)เป็น ๑,๙๓๐ ล้าน ลบ.ม.(แต่ปริมาตรเก็บกักสูงสุดคือ ๒,๕๑๐ ล้าน ลบ.ม.) ผมยังเก็บ่าวนี้ไว้ทั้งจาก นสพ.ไทยรัฐ และนสพ.ผู้จัดการ ข้อมูลจากข่าวฟ้องประชาชนครับ. หากคุณบอนสนใจผมจะส่งไปให้ครับและถ้นคุณสนใจปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" และ "ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับน้ำเพื่อการเกษตร" ของพะเจ้าอยู่หัว ร.๙ ผมก็จะส่งแถมไปให้ด้วยครับ.คุณเพียงแจ้งที่อยู่มาเท่านั้นนะครับ.
งบประมาณเสริมสันเขื่อนลำปาว(ซ่อมเขื่อนลำปาว) เป็นจำนวนเงินถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท.
กาฬสินธุ์ - จังหวัดกาฬสินธุ์เตือนประชาชนที่อาศัยตามแนวเทือกเขาภูพาน เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมแผนรับมืออพยพคนและทีมกู้ภัยฉุกเฉินระวังเหตุ 24 ชั่วโมง
นายเดชา ตันติยวรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการไปยังนายวีระศักดิ์ วิเชียรแสน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากรวมทั้งซ้อมแผนเพื่อทำการอพยพประชาชน หากเกิดกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย ตามแนวเขตเทือกเขาภูพาน หลังในพื้นที่จังหวัดมีปริมาณฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งจังหวัด
นายวีระศักดิ์ วิเชียรแสน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์จากรายงานของอุตุนิยมวิทยา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่แจ้งมาทราบว่าปริมาณน้ำฝนในพื้นที่มีปริมาณมากพอสมควร แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดจะเป็นเขตรอยต่อหรือพื้นที่ที่ติดตามแนวเขตเทือกเขาภูพาน ที่จะมีอำเภอเสี่ยงอยู่ 7 แห่ง
ประกอบด้วยอำเภอสมเด็จ อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอเขาวง อำเภอนาคู อำเภอสามชัย อำเภอท่าคันโท และ อำเภอคำม่วง ที่ขณะนี้ได้มีการสั่งการไปยังมิสเตอร์เตือนภัยหมู่บ้านทุกแห่งจำนวนกว่า 3,000 นายเฝ้า ระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หากมีเหตุการณ์ผิดปกติจะต้องแจ้งเตือนประชาชนในทันที
รวมถึงเตรียมการณ์อพยพคนด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ อปพร.และทีมกู้ภัยระดับตำบลกว่า 20,000 นาย ที่คาดว่าหากมีเหตุการณ์ผิดปกติจะมีการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง
หมายเหตุ จากข่าวข้างต้น พี่น้องเกษตรกร/ชาวนา ที่อาศัยอยู่ใต้พื้นที่ป่าเขาภูพาน ไม่ต้องไปกลัวครับ ข่าวนี้เกินจริงครับ สามารถเข้าไปดูตารางสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ได้ตามเว็บข้างล่าง และลองดับเบิ้ลคลิกเข้าไปชมกร๊าฟน้ำของเขื่อน ลำปาว ก็จะพบว่า เขื่อน ลำปาวยังสามารถเก็บกักน้ำได้อีกมากกว่า ๓๕๐ ล้าน ลบ.ม.และจะเห็นว่า น้ำฝนเริ่มตกตั้งแต่ประมาณวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๑ จนถึงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ฝนเริ่มหยุดตกแล้วครับ และจะทิ้งช่วงไปอีกจนถึง ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ และปีนี้น้ำจะถูกปล่อยลงมาท่วมไร่นาอีกครั้ง ระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๕๑ - ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ เหมือนกับปี ๒๕๔๖ นะครับ ไครที่ยังไม่ได้ทำนาขอให้รอเอาไว้จนถึง หลัง วันพ่อแห่งชาติ เพื่อหนีน้ำท่วม พันธุ์ข้าวควรจะใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงนะครับ.หรือถ้าต้องการแก้ปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ราคาไม่ดี กรุณาทำเกษตร "ทฤษฎีใหม่"ทำนาเพียง ๓๐% ข้าวในตลาดจะหายไป ๗๐% ราคาก็จะดีขึ้นเองครับ ที่สำคัญจะต้องมียุ้งเก็บข้าวเปลือกเป็นของตนเอง จะได้เก็บข้าวไว้ขายเมื่อได้ราคาครับ.
http://water.rid.go.th/flood/flood/res_table.htm
http://water.rid.go.th/flood/flood/res_table.htm
จุดเล็กสุดคือครัวเรือนและส่วนใหญ่ก็เป็นเกษตรกร/ชาวนา ถ้าแต่ละครอบครัวพออยู่พอกิน ชุมชนก็จะพัฒนาขึ้นได้ แต่ไม่มีไครเข้าไปแก้ปัญหาน้ำให้พวกเขาได้ถูกจุด เช่นจะผันน้ำเข้ามา แต่ไม่เคยดูเลยว่า ภาคอีสานนั้นขาดน้ำหรือไม่? สภาพเขื่อนเป็นอย่างไร? ปลงครับ พี่น้องคงจะต้อยช่วยตัวเองครับ ถ้าถูกน้ำท่วมขัง สูงและเป็นเวลานานทำนาไม่ได้ กรุณาใช้โครงการแก้มลิงเข้าไปแก้ครับวางแผนให้ดีแล้วปรับเป็นการเกษตร ทฤษฎีใหม่ ครับ ก็จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ครับ ส่วนน้ำแล้งนั้น ไคร?ที่ปรับไร่นาเป็นเกษตร ทฤษฎีใหม่ ก็จะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ครับ และถ้าทำกันมากครัวเรือน ราคาผลผลิตข้าวก็จะดีขึ้นเองตามหลัก เศรษฐศษสตร์ครับ.ลองเข้าไปชมแบบโครงการแก้มลิงจากเว็บ http://msuriyamas.blogspot.com ครับ.
อยากทราบว่าคุณประชุม สุริยามาศ วย.777 คือใครอ่ะค่ะ
พอดีว่าอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับน้ำในเขื่อนแต่ละเขื่อนอ่ะค่ะ