เรื่องโลกร้อน มีผู้รู้เขียนบันทึกไว้ใน g2k มากมายแล้วครับ (ผมชอบบันทึกนี้: ความจริงที่ไม่อยากฟัง วิกฤติโลกร้อน) เรื่องนี้่เกี่ยวกับคนเป็นนายโดยตรง เนื่องจากเป็นเรื่องของทุกคน ส่วนเรื่อง+ข้อมูลที่ผมเขียน คงไม่ซ้ำกับใครครับ 

สำหรับผู้ที่ภาษาอังกฤษแข็งแรงพอ สารคดีที่ให้ความรู้เรื่องปัญหาโลกร้อนได้ดีคือ An Inconvenient Truth (2006) ซึ่งได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย สารคดีเรื่องนี้ อาจหาชมได้ในเมืองไทย

แต่มีสารคดีอีกอันหนึ่งของ BBC ชื่อ Global Dimming (2005) ซึ่งในขณะที่เขียนบันทึกนี้ ไม่พบว่าเคยฉายในเมืองไทย (อาจหาดูได้ด้วยการโหลดหนังผ่าน Bittorrent โดยการค้นชื่อ Global Dimming)

เรื่องคร่าวๆ เป็นอย่างนี้ครับ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะโลกร้อน มีสาเหตุใหญ่เกิดจากภาวะเรือนกระจก (จากก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ แต่มีคาร์บอนไดอ็อกไซด์ CO2 เป็นองค์ประกอบใหญ่ ติดตามด้วยมีเทน CH4 และไนตรัสออกไซด์ N2O แผนภูมิ)

ผลอันใหญ่ของก๊าซเรือนกระจก คือการกักไม่ให้โลกแผ่รังสีความร้อน(ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับจากแสงอาทิตย์) กลับออกไปในอวกาศได้ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ทีละน้อย

ในปัจจุบัน โลกมีระดับความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์สูงที่สุดตั้งแต่มีโลกนี้มา (นานกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ); ในอดีต เราพบความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดยุคน้ำแข็ง กับความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ แต่ระดับของก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในปัจจุบัน กลับสูงกว่าระดับที่เกิดยุคน้ำแข็งในอดีตไปแล้วถึงหนึ่งเท่าตัว

ตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในยุโรป โลกได้เริ่มใช้พลังงานอย่างไม่มีความรับผิดชอบ และได้ปล่อยมลภาวะและก๊าซเรือนกระจกออกมาเกินกว่าที่โลกจะรับได้

หากเป็นไปตามการณ์คาดการณ์ ปลายศตวรรษที่ 21 ที่โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 5°C หรือหากชาวโลกไม่แก้นิสัยทำลายตัวเอง คำถามที่ควรจะเริ่มถามตัวเองในวันนี้คือ จะมีศตวรรษที่ 22 หรือไม่ ถ้าหน้าร้อนของเมืองไทยตอนนี้มีอุณหภูมิ 40°C จะเกิดอะไรขึ้นหากเปลี่ยนเป็น 45°C เมืองไทยจะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรและชาวโลกได้หรือไม่ หากพืชและปศุสัตว์ตายหมดจากความร้อน พายุและเอลนินโย-ลานินยาุมีความรุนแรงขึ้น

ในยุโรป เป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจนกระทั่งปัจจุบัน ว่ามีคนตายจากความร้อน แต่ในขณะที่เขียนบันทึกนี้อากาศกลับอบอุ่นผิดปกติ ผู้คนต่างชื่นชม ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติด สหรัฐกลับหนาวจัด ความแปรปรวนของอากาศ เป็นเรื่องน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีใด ที่สามารถจะแก้ไข-ควบคุมได้

หากเกาะกรีนแลนด์และนำแข็งขั้วโลกละลาย (ข่าว: หมีขั้วโลกจมน้ำตายเพราะหิมะละลาย) จะ่มีปริมาณน้ำจืดมาเพิ่มมาก ทำให้ความเค็มลดลง และจะไปรบกวนการไหลของกระแสน้ำเย็นซึ่งมีความเค็มสูง และไหลอยู่ที่ก้นมหาสมุทร เนื่องจากเมื่อความเค็มลดลง+อุณหภูมิน้ำอุ่นขึ้น น้ำก็จะลอยตัวสูงขึ้น -- สถานการณ์นี้เป็นอันตรายยิ่งกว่าการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน จะมีผลถึงคนที่อยู่ในที่สูง-ห่างไกลจากทะเลด้วย

มลภาวะทางอากาศที่มนุษย์สร้างขึ้น มีสองรูปแบบคือเป็นก๊าซไม่มีสี และเป็นฝุ่นละออง+ก๊าซที่มีสี (ควันดำ เชื้อเพลิงที่เผาใหม้ไม่สมบูรณ์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ) มลภาวะทั้งสองแบบมีผลต่อภาวะโลกร้อนคนละแบบ

มีงานวิจัยของกระทรวงเกษตรในอิสราเอล ที่วัดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นดิน เพื่อคำนวณปริมาณน้ำที่จะเป็นต้องใช้ในการเพราะปลูก ผลการวิจัยน่าตกใจมาก กล่าวคือปริมาณแสงอาทิตย์ลดลงถึง 22% ในระยะเวลาประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์นี้ สอดคล้องกับการศึกษาการระเหยของน้ำที่ออสเตรเลีย และข้อมูลการวัดพลังงานแสงอาทิตย์จากรัสเซีย

ปริมาณแสงอาทิตย์ที่เดินทางมายังโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่แสงไม่สามารถทะลุบรรยากาศลงมายังพื้นโลกได้ (Global Dimming) สิ่งที่มาบดบังแสงอาทิตย์ไว้ คือมลภาวะที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และเป็นปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการแก้ไขนั้น กลับไม่ยาก คือเผาเขม่าอุตสาหกรรมให้ร้อนขึ้น-นานขึ้น จะเขม่าเปลี่ยนเป็นไออย่างสมบูรณ์ก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ; มีการบังคับใช้ catalytic converter ในยุโรป เปลี่ยนไปใช้นำมันไร้สารตะกั่วทั้งหมด ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นมาก -- แต่การทำเช่นนี้ กลับมีผลเสียหายร้ายแรงเช่นกัน

เขม่ามลภาวะ ก่อให้เกิด global dimming; global dimming ทำให้โลกเย็นลง; เมื่อผลจาก global dimming ลดลง/หายไป โลกก็จะร้อนขึ้นด้วยอัตราที่แท้จริง; ความเข้าใจของเราต่อภาวะโลกร้อนด้วยข้อมูลในอดีต เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิ เป็น net effect ของ global warming - global dimming; แต่ปัจจุบัน global dimming เริ่มหายไป อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นด้วยอัตราที่แท้จริง โดยไม่มีตัวช่วยชะลออีกแล้ว!!!

ศ.รามานาธาน นักวิทยาศาสตร์สหรัฐเชื้อสายอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาผลของ global dimming ในมหาสมุทรอินเดีย กล่าวไว้ว่า "My main concern is global dimming is also having a detrimental impact on the Asian monsoon ... We are talking about billions of people" (เอเซียมีประชากรครึ่งหนึ่งของโลก)

Even the most pessimistic forecasts of global warming may now have to be drastically revised upwards.

That means a temperature rise of 10 degrees Celsius by 2100 could be on the cards, giving the UK a climate like that of North Africa, and rendering many parts of the world uninhabitable.

ในสารคดี Global Dimming ข้างบน ได้เสนอว่าภาวะอดอยากแห้งแล้งในทวีปอัฟริกานั้น เป็นผลจากมลพิษที่ก่อโดยยุโรป (และบางส่วนจากสหรัฐ) ซึ่งยับยั้งการเคลื่อนตัวของร่องมรสุมไม่ให้เคลื่อนขึ้นเหนือ ทำให้ฝนไม่ตกติดต่อกันเป็นเวลานานมาก ไม่มีน้ำ ต้นไม้ตายหมด ดินเสื่อมโทรมเพาะปลูกไม่ได้

หากเหตุการณ์เช่นเดียวกัน เกิดแถบป่าอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งอยู่ในเส้นรุ้งเดียวกัน (เช่นเดียวกับประเทศไทย) ความแห้งแล้งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอภิมหาไฟป่า ในป่าดิบที่หนาแน่นที่สุดในโลก เขม่าที่เกิดขึ้นจะสร้างก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน และจะเร่งภาวะโลกร้อนขึ้นอีกมาก

ที่ก้นมหาสมุทรที่ลึกมากกว่า 300 เมตรและมีอุณหภูมิต่ำนั้น ยังมีพลังงานสำรองอยู่อย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้นำขึ้นมาใช้ คือมีเทนไฮเดรท ซึ่งเป็นผลึกของมีเทนหนึ่งโมเลกุล จับกับน้ำ 20 หรือ 24 โมเลกุล พันธะทางเคมีนี้ ยังเสถียรอยู่ได้ด้วยความกดดันและอุณหภูมิต่ำ (อยู่ในรูปน้ำแข็ง)

เมื่ออุณหภูมิก้นทะเล สูงขึ้นเกิน 2°C มีเทนไฮเดรทก็จะสลายตัวเป็นน้ำกับก๊าซมีเทน น้ำจะลดความเค็มของทะเล ซึ่งในที่สุดจะไปรบกวนการไหลของกระแสน้ำเย็นก้นทะเล ส่วนมีเทนซึ่งมีฤทธิ์ในมุมของก๊าซเรือนกระจกร้ายกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์ถึง 8 เท่า ก็จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และเข้าสู่บรรยากาศ

มีผลึกมีเทนไฮเดรทอยู่หมื่นล้านตัน นอนอยู่ก้นทะเลครับ!!!

เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ เรากลับไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังยืนอยู่ที่ปากเหวนรก และความก้าวหน้าของมนุษยชาตินี่แหละที่ทำลายตนเอง !

หนีไปไหนก็ไม่พ้น เนื่องจากเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิอากาศ ซึ่งจะกระทบต่อวงจรอาหาร !!

ไม่มีใครช่วยเราได้หากเราแต่ละคนไม่ช่วยตัวเอง  โดยการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ !!!