วันที่ 29 พฤษภาคม 2550
วันนี้เป็นวันอังคาร สถานการณ์ดูปกติ ครูลีลาหยุด ดังนั้นช่วงเช้าจึงว่าง บ่ายมีคลินิก ลูกสาวไปโรงเรียนทันเวลา เพราะตอนกลางคืนสัญญากับพ่อเอาไว้แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ว่าด้วยเรื่องคลินิก ที่นี่เขามีคลินิกพิเศษทุกวัน consultant จะมีประจำที่คลินิกทั้งเช้าและบ่าย จันทร์ถึงศุกร์เลย ผลัดๆกันมาตามตาราง วันที่คนประจำผ่าตัด ซึ่งก็คือวันพฤหัสบดีและศุกร์ เขาก็จะเชิญ (จ้าง) visiting consultant มาช่วยตรวจ ซึ่งก็คือครูรอยและครูคริสต์ ซึ่งผมยังไม่เคยเจอท่านที่สองนี้เลย ดังนั้นคนไข้จะได้รับการดูแลแน่ๆถ้ามาที่นี่ แต่ต้องมีนัดก่อนนะ เพราะทุกบ่าย ผมจะได้ยินเสียงตามสายประกาศว่า วันนี้หมดคิวรับบัตรแล้ว ฟังดูแล้วคุ้นๆเหมือนที่โรงพยาบาลผมที่เมืองไทยเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตลอด 2 สัปดาห์กว่าๆที่ได้มาตรวจคนไข้ที่นี่ (นั่งดูมากกว่า) สิ่งหนึ่งซึ่งผมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรมของผู้คนชาวสิงคโปร์ อะไรทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น ก็แต่ละวันจะมีคนไข้ที่เป็นชาวสิงคโปร์แท้ๆ พูดภาษาจีน ซึ่งยังแบ่งเป็นจีนกลางบ้าง ฮกเกี้ยนบ้าง แถมฮกเกี้ยนของสิงคโปร์กับของฟิลิปปินส์ก็ต่างกันไปอีก ภาษาอังกฤษ ซิงกลิช บางครั้งก็มาเลย์ ศรีลังกา จนรู้สึกว่าความหลากหลายนี้มันทำให้ใจของผมไม่ค่อยสุข ไม่ค่อยอิ่มเอิบกับการสื่อสารเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมยังไม่คุ้น (ไม่เก่ง) กับภาษาอังกฤษที่นี่ มันรู้สึกเหมือนกับคนที่ดูหนังฝรั่งแล้วได้ยินพวกฝรั่งหัวเราะแทบตาย แต่เรานั่งบื้อ ไม่รู้ว่ามันขำตรงไหน ผมเองยังอดคิดเล่นๆไม่ได้เลยว่า เวลาคนที่นี่บอกรักกันว่า “I love you” นั้น เขาจะประทับใจเหมือนคนไทยพูดว่า “ผมรักคุณ” หรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันก่อนมีคนไข้เป็นชาวศรีลังกามาตรวจ เวลาเธอแสดงความเข้าใจ เธอจะส่ายหน้าหยึกๆ ส่ายตั้งแต่หัวมาถึงคอและสะโพก ผมนี่เกือบหัวเราะออกมาเลย เพราะดันทะลึ่งคิดไปว่า หมอก็อธิบายไป คนไข้ก็ส่ายหน้าไป มันจะรู้เรื่องกันหรือ แต่นั่นคือวัฒนธรรมของเขา เขาเข้าใจจึงส่ายหน้าแบบนั้น นี่ยังไม่เห็นเวลาเธอไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าจะพยักหน้าหรือเปล่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความหลากหลายของที่นี่ก็คือ อาหารการกิน มีทั้งอินเดีย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น มาเลย์ และไทย ผมยังไม่เห็นร้านไหนเขียนเลยว่า อาหารสิงคโปร์ เวลาไปไหนๆก็สามารถหากินของได้ง่ายๆ (ในเมืองนะครับ ไม่ใช่ย่านที่ผมอยู่ตอนนี้) จะเลือกของชาติไหนก็ได้ อยากกินโรตี prata มะตะบะ ก็ไปร้านอินเดีย ขณะที่ร้านข้างๆก็ขายอาหารมุสลิม ก๋วยเตี๋ยวก็มีให้เลือกมากมาย แต่หาอร่อยไม่ได้เลย จะกินอาหารจีนนี่มีให้เลือกมากหน่อย ที่ทรมานคนอย่างผมมากที่สุดคือ หาผักกินยากเหลือเกิน ผมแทบจะไม่รู้สึกว่ามีผักติดฟันมานานแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องความแตกต่างนี้ ที่ประทับใจผมมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องศาสนา เพราะคนที่นี่เขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เราจะเห็นวัดฮินดูในชุมชนมุสลิมหรือจีน มัสยิดใหญ่ในย่านคนจีน ย่านอาหรับ โบสถ์คริสต์แฝงตัวอยู่ในย่านอินเดียน้อย (ฟังดูเพราะกว่า Little India เป็นไหนๆ) ดูแล้วมีความสุขมากครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอ...ธนพันธ์ ชูบุญ
ขอบคุณค่ะ
ที่คุ้นมากเลยก็คือที่ย่านอินเดียน้อยครับ มีผักมากมายเหลือเกิน ขึ้นจาก MRT แล้วเดินไปยังทางออกถนนควายเดิน (มันชื่อถนน buffalo ครับ) ตรงนั้นแหละที่มีผักสีส้ม แดง เหลือง เขียว น้ำตาลเต็มไปหมด
แถมยังได้บรรยากาศอินตะระเดียอีกครับ เพราะที่นี่เปิดแต่เพลงอินเดีย คนอินเดีย อาหารอินเดีย กลิ่นอินเดีย
ต่างจากที่ย่านชุมชนจีน ที่พี่แกเล่นเปิดแต่เพลงฝรั่ง ก็อย่างว่าล่ะครับ คนสิงคโปร์กับคนจีนแยกจากกันยาก อีกทั้งจีนสิงคโปร์เขาก็พูดภาษาอังกฤษทั้งนั้น (ส่วนใหญ่) เพลงก็เลยเป็นฝรั่งไปเลย
ตอนนี้เห็นผักแล้วน้ำลายไหลครับ อยากกินน้ำพริก นี่ถ้ากระเพาะผมย่อยหญ้าได้เหมือนวัวล่ะก้อ ตัวคงโต แต่ตอนนี้ซูบครับ ขาดผัก ขาดผลไม้
เท่าที่เห็นก็คงจะเป็นผลไม้บางอย่างที่น่าจะเข้ามาจากจีนที่มีราคาถูกครับ
แอปเปิ้ลฟูจิ ตกลูกละราคา 20 บาท (ฟังดูเหมือนควายตกลูกยังไงชอบกลครับ)
ลูกแพร์ราคาลูกละ 10 บาทกว่าๆ
ฉะนั้น ทั้ง 2 อย่างนี้จึงเป็นผลไม้ติดหิ้งผมเลยครับ กินวันละลูก
เคยไปสิงคโปร์แบบผ่านๆ ค่ะ คือไป transit ค้าง 1 คืน นั่งรถ taxi ไปโรงแรม ผ่านบ้านเมืองเขาบางส่วน ดูสะอาดสะอ้านสว่างไสวดีนะค่ะ … นอกจากนั้นก็ดูจากบนท้องฟ้าอีก 2 ครั้ง ค่ะ … น่าไปเที่ยวมั้ยค่ะ
ผมรู้สึกงงงงกับทุเรียนปลาร้าจังเลยครับ มันเป็นอย่างไรหรือ
มันคือทุเรียนที่สุกงอมสุดๆหรือเปล่าครับคุณครู
สวัสดีค่ะคุณหมอ....ธนพันธ์ ชูบุญ
ขอบคุณค่ะ