หัวข้อข้างบน เอามาจากหนังสือพิมพ์มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๘-๒๔ พ.ค. ๕๐ ในคอลัมน์การศึกษา
บทความมีรูป นายปราโมทย์ ไม้กลัด (นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ (นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม) และนายชุมพล ศิลปอาชา (นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร) เนื่องจากมีปัญหาใน ๓ มหาวิทยาลัยดังกล่าว
จะดาวน์โหลดบทความนี้มาลงประกอบ เขาก็ไม่อนุญาต (ต้องเสียเงิน) จึงขอคัดลอกข้อความตอนหนึ่งมาลงไว้ดังนี้
"ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยทั้ง ๓ แห่ง หากพินิจพิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เกิดจากความอ่อนแอของ 'สภามหาวิทยาลัย' เป็นหลัก จนใครๆ มักขนานนามว่า 'สภาตรายาง' คือทำหน้าที่เป็นตราประทับ 'รับรอง' สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเสนอเท่านั้น แทนที่จะทำหน้าที่วางนโยบายกำกับดูแล และตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามแนวนโยบายที่วางไว้"
"ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก 'อธิการบดี' เป็นผู้เลือก 'กรรมการสภามหาวิทยาลัย' ทั้งที่เป็นกรรมการสภาาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก และกรรมการที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งอธิการบดีมักเลือกโดยดูจากความสัมพันธ์ส่วนตัว แทนที่จะดูความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ในการทำงาน และ 'กรรมการสภา' เหล่านี้ ก็ตอบแทนโดยลงมติให้ผู้ที่เลือกตนเองเป็น 'อธิการบดี' ต่อ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิด 'วงจรอุบาทว์' ขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศในขณะนี้ ทำให้สถาบันอุดมศึกษาไทยอ่อนแอลงตามลำดับ"
"แต่หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายๆ ท่าน ที่ยังไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่จะหันมา 'สำนึก' ในบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติและทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งแล้ว ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสรรหาอธิการบดีที่ฉาวโฉ่ในหลายๆ สถาบัน หรือการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาฯลฯ คงจะไม่เกิดขึ้น"
"ถึงเวลาแล้ว ที่ 'สภามหาวิทยาลัย' จะลุกขึ้น 'ปฏิวัติ' ตัวเองเสียที ก่อนที่ 'อุดมศึกษาไทย' จะ 'ถอยหลัง' ไปมากกว่านี้"
ถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับความข้อความบางตอนที่คัดลอกมา แต่ผมก็เห็นด้วยในสาระสำคัญว่า เราต้องการสภามหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ตั้งแต่ผมเริ่มทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ผมก็ได้ศึกษาและปรึกษาวิธีการทำให้สภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง และได้นำมาเขียนลงใน http://gotoknow.org/blog/council นี้เป็นระยะๆ ผมสรุปว่า สภามหาวิทยาลัย ต้องทำหน้าที่
- วางนโยบาย, ช่วยเหลือเกื้อกูล (stewardship), กำกับดูแล, และตรวจสอบการบริหารงาน
- ในการทำหน้าที่ข้างบน สภาฯ ต้องเน้นการสร้างพลังความร่วมใจร่วมแรง ร่วมฟันฝ่า
- การทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยนั้น กรรมการสภาฯ แต่ละท่านจะทำหน้าที่ในลักษณะ "concerted effort" คือคล้ายร่วมวงคอนเสิร์ต ทำภารกิจต่างแบบกัน แต่เกิดผลรวมที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาฯ
- เป้าหมายของสภามหาวิทยาลัยคือความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยนั้น และอุดมศึกษาในภาพรวม
- กรรมการสภาฯ ต้องไม่มุ่งใช้การเป็นกรรมการสภาฯ เพื่อเป็นที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวระหว่างตนกับเพื่อนกรรมการสภาฯ ท่านอื่น หรือระหว่างตนกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนในรูปแบบอื่นๆ
วิจารณ์ พานิช
๑๙ พ.ค. ๕๐
สวัสดีค่ะ อาจารย์ Prof. Vicharn Panich
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่อาจารย์กล่าวว่า "ต้องการสภามหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน"
จากประสบการณ์ของตัวเอง เห็นว่าบทบาทของสภาฯ เห็นได้น้อยมากในมุมที่มองจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่งค่ะ บางคนแทบไม่รู้ว่าสภาฯ ทำอะไรบ้าง
แต่เรื่องการรับรู้นั้นเป็นสองทางค่ะ
๑. สภาฯ ก็ต้องดำเนินการกำกับดูแลให้เกิดผลตามที่ควร แล้วก็มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่อประชาคม (ซึ่งอาจารย์ทำอยู่แล้ว)
๒. บุคลากรก็ต้องสนใจ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ของตัวเองเช่นกัน
ดิฉันมองว่าปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นเพราะ ๑.ขาดการดำเนินการที่เหมาะสม และ ๒. ขาดการประชาสัมพันธ์ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องค่ะ อันนี้สรุปจากประสบการณ์ตรงค่ะ อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็อยากแลกเปลี่ยนเป็นข้อมูลค่ะ
ดิฉันทำรวมข่าวเรื่องเกี่ยวกับสภาฯ และการสรรหาอธิการบดีต่างๆ เอาไว้ที่สมุดของดิฉัน จะเรียนขออนุญาตลิงค์บันทึกนี้ไปลงที่บันทึกรวมข่าวด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์วิจารณ์
ผมเห็นด้วยว่าสภามหาวิทยาลัยจะต้องทำหน้าที่อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องดูแลอย่างใก้ลชิดในองค์กรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยที่หารายได้ให้กับตนเองได้ เพราะที่ไหนมีผลประโยชน์ ที่นั้นก็จะมีปัญหาเรื่อง conflict of interest ตามมา สภามหาวิทยาลัยที่ดี ควรตรวจสอบดูแลกลไกในการกำกับดูแล คณะ สถาบันหรือวิทยาลัยในการดูแลของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ให้มีการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและสังคมไทย บ่อยครั้งที่องค์กรเหล่านี้มีคณะกรรมการอำนวนการซึ่งส่วนมาก กรรมการก็มาจากเพื่อนฝูงของผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนั่นเอง ทำให้การบริหารงานอย่างโปร่งใสขององค์กรเหล่านี้เป็นไปได้อย่างลำบากเพราะจะเกิดการเกรงอกเกรงใจกันในการตัดสินใจหลาย ๆ อย่าง ซึ่งบางครั้งการเกรงอกเกรงใจกันนี้ ทำให้ผลประโยชน์ที่สังคมหรือนักศึกษาควรจะได้รับ กลับไม่ได้รับ แต่ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยเท่านั้น จนบางที่มีข้อกล่าวหาว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยใช้มหาวิทยาลัยเป็นที่ทำมาหากิน ซึ่งน่าเสียดาย โครงสร้างของคณะกรรมการอำนวยการและการสรรหากรรมการอำนวยการในแต่ละคณะ วิทยาลัย หรือสถาบัน ควรจะต้องประกอบด้วย independent directors ที่เป็นอิสระจริง ๆ อย่างน้อย 1 ใน 4 เพื่อที่จะก่อให้เกิดการบริหารงานอย่างโปร่งใสและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสูดแก่สังคมไทย
ลองเข้าดูน่ะครับน่าสนใจà http://www.kawankita.net อยากให้ลอง Comment ครับ