มนุษยธรรม

เรื่องสั้นมนุษยธรรม                                                                             โดย....ฟ้ารุ่งดุนยา เมื่อยามเช้าอาซัมชอบมานั่งริมฝังแม่น้ำมยุนา  แดดอ่อนๆส่องกระทบผิวน้ำดูเป็นประกายดูละลานตาสายน้ำสีคล้ำไหลเอื่อยๆเรื่อยๆพัดพาขยะมูลฝอยและฟองน้ำเน่าไหลสู่ปลายน้ำหลายๆครั้งที่อาซัมเห็นซอกศพและซากสัตว์ลอยพลุบๆโพล่ๆกับกอสวะภาพนี้เป็นภาพที่ชินตาเขาตลอดเวลา 8 ปีบนฟากฝั่งแม่น้ำแห่งนี้มันเป็นอยู่อย่างนี้หากจะเปลี่ยนไปบ้างก็คงจะเป็นสีของน้ำที่นับวันก็ยิ่งคล้ำขึ้นกลิ่นก็ยิ่งแรงขึ้นทุกวันแต่แปลกที่คนแถบนี้ยังใช้น้ำของแม่น้ำยมุนาอยู่อย่างเดิมเคยอาบมาอย่างไรเคยซักผ้ามาอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นยิ่งพวกรับจ้างซักผ้าแล้วละก็ยิงนับวันก็ยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกๆที่ซัดแล้วก็ตากกันที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นแหละระโยงระยางสลับสีสะบัดพลิ้วล่นลมเหมือนเอารุ้งกินน้ำมาไว้ตามฝั่งแม่น้ำเลยที่เดียวจากฝั่งแม่น้ำด้านที่อาซัมนั่งอยู่เป็นประจำมองเห็นฝั่งตรงกันข้ามเป็นหมู่บ้านจัดสรรตามอัธยาศัยตัวบ้านซึ่งไม่หน้าจะเรียกว่าบ้านส่วนใหญ่ก่อกำแพงดินเป็นผนังมุงหลังคาด้วยกระดาษลังแล้วมุงทับอีกทีด้วยถุงพลาสติกที่นำมาเย็บต่อๆกันพอกันไม่ให้ฝนและแสงแดดส่องลงมาแต่แดดและฝนไม่ค่อยน่าหวาดหวั่นเท่ากับลมที่พัดมาหอบทั้งกระบิไปลอยตุบป่องๆอยู่ในแม่น้ำโน้นแม้แถบนี้ส่วนใหญ่จึงต้องเอาเศษอิฐเศษปูนเอามาวางทับบนหลังคา  สภาพของบ้านในแถบนี้ส่อให้เห็นถึงสถานะภาพของผู้ที่อยู่ที่นี่ได้เป็นอย่างดีมองย้อนไปทางต้นน้ำไม่ไกลจากจุดที่อาซัมนั่งอยู่นักมีสะพานคอนกรีตตีคู่ขนานไปกับทางรถไฟสูประมาณ14-15 เมตรจากพื้นน้ำทอดข้ามแม่น้ำมยุนาถนนจะสิ้นสุดลงที่ใดนั้นอาซัมไม่รู้เขารู้แต่วาหากเดินเท้อาตามทางรถไฟสักเกือบครึ่งชั่วโมงทางรถไฟก็จะพาไปสู่เมืองเดลฮี  เมืองที่ยัดเหยียดไปด้วยผู้คนรถรถและอาคารรูปร่างแปลกๆประดับประดาไปด้วยสีสันสวยงาม. ที่เมืองเดลฮีนี้แหละเขายึดเป็นแหล่งหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เขายังไม่ถึง10 ขวบชีวิตสำหรับอาซัมแล้วหมายถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาตัวรอดบางครั้งเขาไม่มีโอกาสคิดว่าอะไรดีอะไรเลวขอให้ตัวองดำรงชีวิตอยู่ได้ก็พอเขายังจำได้แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 8 ปีเต็ม  คืนวันหนึ่งคืนที่น่ากลัวอย่างยิ่งในวัยเด็กของเขาขณะที่เขากำลังหลับสนิทอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้านเสียงอึกทึกครึกโครมเสียงตะโกนโห่ร้องเรียกเขาให้ตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันอาซัมหันไปมองยังที่พ่อของเขานอนอยู่เป็นประจำแต่มันมืดจนมองอะไรไม่เห็นแม่..พ่อ..อยู่ไหนกันฉันกลัวอาซัมตะโกนเรียกพ่อ..อุ๊บเงียบๆไว้อาซัม...”ได้ยินเสียงแม่บอกเบาๆพร้อมกับปล่อยมือที่ปิดปากเขาพวกฮินดูมันบุกหมู่บ้านเราเสียงแม่บอกพ่อล๊ะแม่พ่อ...ไปไหนพ่อออกไปดูและหาทางป้องกันหมู่บ้านเดียวพ่อมาใช้ไหมแม่อาซัมถามแม่อืม...เดียวคงมาแต่ลูกจำไว้หากพวกมันมากันจนถึงบ้านเราลูกต้องวิ่งออกไปด้านหลังหมู่บ้านวิ่งไปอย่าหยุดครับแล้วแม่กับพ่อล๊ะไม่ต้องห่วงเดียวแม่กับพ่อจะตามไปทีหลังแม่คว้าตัวอาซัมมากอดไว้อาซัมเงียบแม่เองก็เงียบไม่พูดอะไรอีกเสียงโห่ร้องเสียงตะโกนยังคงดังอยู่เบื้องนอกไม่ห่างจากบ้านที่อาซัมอยู่มากนักสักครู่ใหญ่ๆก็ได้ยินคนเปิดประตูเข้ามาอาซัมกอดแม่แน่นยิ่งขึ้นเขารู้สึกกลัวมูนาเสียงเรียกแม่เบาๆในความมืดอาซัมจำได้ว่าเป็นเสียงของพ่อฉันอยู่นี่แม่ตอบเสียงดังพอๆกันพวกมันมากันมากเหลือเกินสงสัยจะทานไม่อยู่อาซัมได้ยินพ่อกระซิบกับแม่แกพาลูกหนีไปก่อนพ่อบอกกับแม่แล้วพ่อละครับอาซัมถามพ่อจะตามไปทีหลังลูกไปกับแม่ก่อน...รีบไปพ่อเร่งแม่ให้รีบไปนั่นแหละเป็นสุดท้ายที่อาซัมให้รีบไปแม่เดินนำอาซัมออกไปทางหลังบ้านเดินตัดตรงไปตามทุ่งนาทางนี้เป็นทางลัดเดินไปจะไปบรรจบกับถนนใหญ่ได้เร็วที่สุดหมู่บ้านที่อาซัมอยู่เป็นหมู่บ้านมุสลิมล้วนๆถัดไปอีกไม่ไกลนักเป็นหมู่บ้านของชาวฮินดูแต่ทั้งสองหมู่บ้านก็อยู่ด้วยกันสงบสุขมาเป็นมาเป็นเวลายาวนานพึ่งจะมาเปลี่ยนไปเมื่อไม่นานมานี้เองหลังจากที่มีบุคคลภายนอกมายังหมู่บ้านชาวฮินดูอยู่เรื่อยๆแม่และอาซัมเดินมาได้สักพักแม่หันกลับไปมองหมู่บ้านที่จากมาและเห็นเปลวไฟปลุกโชติขึ้นมาหลายจุดพวกมันเผาหมู่บ้านของเราแม่หันมาบอกอาซัมทำไมพวกมันต้องเผาหมู่บ้านของเราด้วยละแม่อาซัมกระซิบถามแม่ของเขาไม่รู้ซิอาจเป็นเพราะเราเป็นมุสลิมแม่ตอบแล้วรีบฉุดมือของอาซัมไปเถอะถึงถนนใหญ่แล้วเราค่อยพักอาซัมและแม่ทันจะก้าวออกเดินเสียงคนวิ่งตามมาด้านหลังก็ดังขึ้นเสียงตะโกนเรียกกันดังชัดเจนพอที่จะเดาได้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู          แม่ผลักอาซัมให้วิ่งไปข้างหน้าพร้อมกำชับเขาอีก          วิ่งไปอย่าหยุดถึงถนนใหญ่หากมีรถผ่านมาขออาศัยเขาไปก่อนแม่จะตามหาเอง          อาซัมจำได้ว่าเขาวิ่งไปพร้อมกับแม่จนเหนื่อยแม่หยุดวิ่งก่อนเพราะหมดแรงจะวิ่งต่อไป  แต่ยังสั่งให้อาซัมวิ่งต่อไปทั้งๆที่แม่ยังหอบอยู่อีก          วิ่งลูกวิ่งอย่าหยุดแม่ร้อง          อาซัมฝืนวิ่งต่อไปอีกโดยไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับแม่ของเขาบ้างเขาจำได้อย่างเดียวว่าวิ่ง...วิ่ง...และวิ่งทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเขาวิ่งหนีอะไรแล้วหนีไปไหน          หลายครั้งเขาลมลงหลายตอนต้องคลานกับพื้นดิน  กิ่งไม้หนามแหลมเกี่ยวเสื้อเกี่ยวเนื้อหนังฉีดขาดเป็นบาดแผลแต่เขายังวิ่งบ้างเดินบ้างจนถึงถนนใหญ่ที่นั่นอาซัมเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าเขาแล้วแต่ไม่รู้เป็นใครสัตรูหรือเพื่อนบ้านเขารู้แต่ว่าอยากจะพักเขาหมดเรี่ยวแรงจะฝืนเดินต่อไปแล้วสติของเขาก็วูบหายไปนานเท่าไหร่นั้นเขาจำไม่ได้เขารู้สึกอีกครั้งก็กำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนรถดูเหมือนจะเป็นรถบรรทุกเขานอนเอาหัวหนุนตักหญิงคนหนึ่งนอกจากนั้นยังมีอีกหลายคนนั่งบ้างนอนบ้างยืนบ้างส่วนใหญ่จะเป็นชายชรามีผู้หญิง5-6 คนและเด็กอีก3-4 คนเขาจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเด็กชายกี่คน          เอารู้สึกตัวแล้วหรือผู้หญิงคนนั้นถามเมื่อเห็นอาซัมลืมตา          แม่..พ่อแม่กับพ่ออยู่ไหนอาซัมถาม          แม่กับพ่อแกเดี่ยวเขาตามมาเองแหละหญิงคนเดิมตอบ          แกเพลียก็นอนต่อไปก็แล้วกันถึงเฮลลีแล้วจะปลุก          เพียงเท่านั้นแหละที่อาซัมจำได้เขาหลับไปอีกครั้งรถมาถึงที่หมายปลายทางเมื่อไหร่เขาไม่รู้เขาตื่นมาอีกทีก็รุ่งขึ้นอีกวันเขาพบตัวเองนอนอยู่บนเตียงสานนอกกระท่อมหลังหนึ่งเขาหันซ้ายหันขวาดูรอบๆเขาด้วยความแปลกใจสถานที่นี้เขาไม่ได้ฝันไปเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วแต่เป็นความจริงความจริงทีน่ากลัวยิ่งกว่าฝันร้าย          ตื่นแล้วรือหญิงคนหนึ่งถามขึ้น          อาซัมหันไปตามเสียงผู้หญิง2 คนคนหนึ่งนั่งผิงโนตีอยู่หน้าเตาอาซัมไม่รู้จักเธอมาก่อนอีกคนหนึ่งคุ้นหน้าเขาเคยเจอหล่อนในหมู่บ้านที่เขาอาศัยและดูเหมือนว่าเธอนั่นแหละที่เขานอนหนุนตักมาบนรถบรรทุกคืนที่ผ่านมา          ครับเมื่อไหร่พ่อกับแม่จะมาละครับ          .”ฉันก็ไม่รู้รุ้แต่ว่าเราต้องรออยู่ที่นี่ก่อนจนกว่าจะได้ข่าวหญิงคนนั้นตอบพลางจ้องหน้าอาซัมอย่างเห็นใจ          สองสามวันต่อมานั่นแหละข่าวการตายและหมู่บ้านที่พินาศไปกลับเปลวไฟจึงมาถึงแน่นอนในหมู่บ้านนั้นไม่มีใครที่มีชีวิตเหลืออยู่ที่รอดตายก็อพยพไปอยู่ที่อื่นหมู่บ้านร้างผู้คนซากเผ่าที่ไม่ได้เป็นเหยื่อไฟก็หนีไม่พ้นเป็นเหยื่อแร้งเหยื่ออีกกาไปกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะยืนมือมาจัดให้มียามรักษาการณ์ไว้ตามมีตามเกิดชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นก็กล้าเขามาทำพิธีศพตามศาสนา          ฉันจะไม่กลับไปหมู่บ้านนั้นอีกแล้ว...แกจะอยู่กับฉันที่นี่ไปอีกสักพักหนึ่งก็ได้หญิงคนนั้นเอยขึ้นในวันหนึ่ง          บางทีพ่อกับแม่แกหากยังไม่ตายเขารู้ข่าวแกคงตามมาที่นี่หล่อนให้ความหวังแก่แก          จากวันนั้นถึงวันนี่จวนจะแปดปีอยู่แล้วไม่เคยมีวี่แววอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับผู้บังเกิดเกล้าของเขา    อาซัมเติบโตขึ้นในหมู่บ้านริมฝั่งยมุนาแห่งนี้โรงเรียนโรงใหญ่ของเขาคือเมืองเดลฮีทั้งเมืองที่นั่นสอนทั้งวิชาการอาชีพและศิลปะการเอาตัวรอดแก่เขาตั้งแต่ขอทานขัดรองเท้าฉกชิงวิ่งราวหรือขโมยทั้งฉายเดียวและทำกันเป็นแกงค์วัยเยาว์ที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาถูกแทนที่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมความโกรธแค้นเกลียดชังและความหวาดระแวงต่อคนแปลกหน้า   เขาผูกใจเจ็บกับฮินดูชนไม่สนิทสนมคบชาวฮินดูเป็นสหายในแกงค์ของเขามีเด็กฮินดูอยู่เหมือนกันแต่ก็พยายามตีตนออกห่างนอกจากจะมีงานจำเป็นจริงๆจึงจะร่วมด้วย                กระแสความรู้สึกเกลียดชังต่อกันกระจายไปทั่วเมืองด้วยการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์กรณีการพิพาทระหว่างมุสลิมกับฮินดู   เรื่องมัสยิดจนเป็นชนวนลุกลามใหญ่โตเกิดการฆ่าฟันกันในหลายท้องถิ่นทั่วประเทศสำหรับหมู่บ้านหมู่บ้านจัดสรรกันเองริมฝั่งมยุนาข่าวคราวเหล่านั้นมาถึงเช่นกันในรูปแบบที่ตื่นเต้นพิสดารมากกว่ามากมายและสีสันแล้วแต่ผู้เล่าจะมีความสามารถถ่ายทอดปรุงแต่งให้เร้าใจผู้ฟังแต่ทั้งหมดนั้นล้วนแต่อยู่ในขอบข่ายที่นำประโยชน์มาให้แก่คนกลุ่มเดียวที่เริ่มปลุกกระแสเกลียดชังในครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมนี้หันมาให้การสนับสนุนพวกตนขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองซึ่งพวกเขาวาดหวังมาโดยตลอดอาซัมพ่อแม่และหมู่บ้านของเขาจึงเป็นเพียงเบี้ยในเกมหากรุกของเขาคนกลุ่มนี้          ส่วนตัวของอาซัมแม้จะทำตัวเป็นเด็กจรจัดและเลวร้ายอย่างไรในสังคมสิ่งหนึ่งที่มักจะทำเป็นประจำเมื่อมีโอกาสเขาจะตื่นแต่เช้าแล้วเดินข้ามสะพานคอนกรีตมายังฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้านที่เขาอาศัยเขาชอบนั่งเหม่อมองสายน้ำมองดูรถรถไฟที่ผ่านไปมาภาพกนึ่งที่อาซัมมองด้วยความหวังจะเป้นความรู้สึกอิจฉาหรือพอใจเขาเองก็ตอบตัวองไม่ได้ทว่ามันเป็นแรงดึงดูดใจอย่างหนึ่งที่ชังนำให้เขามานั่งอยู่ตรงฝั่งแม่น้ำในยาม้าทุกครั้งที่มีโอกาสภาพรถรับส่งเด็กนักเรียนเต็มคันรถมีตั้งแต่เด็กตัวน้อยในชั้นอนุบาลไปจนถึงนักศึกษาในมหาลัยต่างๆในกรุงนิวเดลฮีหากมีโดรงเรียนอยู่ไม่ไกลนักก็มีสามล้อปั่นบรรทุกเด็กตัวน้อยๆได้ถึงสิบคนหรือมากว่านั้นหากโรงเรียนอยู่ไม่ไกลถึงเมืองเดลฮีก็จะมีรถรับส่งของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมีรถบัสคันเล็กๆบางทีรถเก่าจะพังแหล่ไม่พังแหล่ค่อยแล่นไปสู่ตัวเมืองเขาเองไม่มีโอกาสเหมือนเด็กกลุ่มนั้นโดรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ปลูกฝังในความรู้สึกของเขาตั้งแต่เขาตัวน้อยๆโอกาสของเขามีเพียงไม่กี่ปีในโรงเรียนบ้านนอกในหมู่บ้านของเขามันไม่เพียงความฝันของพ่อแม่ของเขาที่คาดฝันไว้กับตัวของเขาภาพเด็กนักเรียนเหล่านั้นจึงเป็นภาพเติมเต็มในชีวิตของเขาอยากจะอยู่ร่วมด้วยแต่นั่นแหละความจริงและความฝันมักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอเขาจึงมีความสามารถได้แต่นั่งเหม่อมองดูเด็กๆเหล่านั้นวิ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าใครคนไหนเป็นฮินดูใครคนไหนเป็นมุสลิมคนไหนเขาควรเอ็นดุและคนไหนเขาควรเกลียดชัง          เช้าวันนี้เป็นอีกวันที่เขาเดินข้ามสะพานมาตั้งแต่เช้าแล้วมาทรุดนั่งลงสู่ฝั่งแม่น้ำสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่พวกซักผ้าที่กำลังเอาผ้าลงซักเป็นกองๆบ้างกำลังพาดผ้าบนโขดหินบ้างกำลังใช้ไม้ทุบผ้าให้คายคราบสกปรกและบ้างก็กำลังหอบผ้าเปียกขึ้นมาตากบนพื้นหญ้าและราวตากผ้าที่ผูกไว้กับเสาไม้ดูระเกะระกะไปทั่วฝั่งแม่น้ำ          แสงแดดยามเช้าสอดส่องมาต้องร่างที่เข้มแข็งของเขาค่อยๆขับไล่ความหนาวเหน็บของลมยามเช้าให้ความรู้สึกอุ่นสบายเมื่อเขาหันกลับไปมองบนสะพานเห็นรถรายิ่งม