คำถามว่าชีวิตเราเป็นอะไร..... (เมื่อหลายปีก่อน) ควรจะดำรงตัวอย่างไร? เราเกิดมาเพื่ออะไร? หรือเราจะทำตัวแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
มีคำตอบคือ มนุษย์ที่ต้องมีสังคม เมื่อมีสังคม ก็ต้องมีความคิดและการกระทำ บางครั้งเป็นสิ่งที่เราทำตาม ๆ กันไป หรือการเลียนแบบบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา ให้เหมือนเขาเพื่อเราจะเข้าหมู่ เข้าพวกกับเขาได้.......
ส่วนผมนั้นครั้งหนึ่งก็เคยให้คำตอบว่า การที่เราเกิดมาเพื่อสืบทอดสกุลของบิดามารดา เพื่อวงศ์ตระกูลของเราจะยังเป็นที่กล่าวขานของคนรุ่นหลัง.......แล้วต้องทำตัวให้ดี ไม่เป็นขยะของสังคม
แต่เมื่อผมได้ศึกษาธรรมของอาจารย์พุทธทาส คือ เราเป็นมนุษย์ เกิดมาทำหน้าที่........ อยู่ก็เป็นหน้าที่ .....ดับก็เป็นหน้าที่ เช่น เราเมื่อคลอดออกมาเป็นทารก ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ก็ให้พ่อแม่แวดล้อมเลี้ยงดู เป็นประชากรของบ้านนั้น ตำบลนั้น ไปจนถึงชาตินั้น ๆ โตจนรู้จักผิดชอบชั่วดี ก็มีผู้ใหญ่ อุปัชชาย์ ครูอาจารย์คอยสอนให้ทำหน้าที่ลูก ทำหน้าที่ลูกศิษย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา จบแล้วก็ทำงาน มีครอบครัว มีหน้าที่ เป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นเขย เป็นสะใภ้ จนเกิดทายาท เป็นพ่อแม่คน มีหน้าที่พ่อแม่ และอีกมากมาย เป็นคนแก่ของบ้านนั้น หมู่บ้านนั้น จนถึงวาระสุดท้าย คือสมาชิกของกำแพงแก้ววัดนั้น ๆ
แล้ว เราจะอยู่อีกนานเท่าไหร่เพื่อทำอะไร? เหมือนกับการวางเป้าหมายของชีวิต ในเมื่อท่านอาจารย์พุทธทาสท่านกล่าวว่าเราต้องศึกษาอิทัปปัจจยตา ,ตถาตา,สุญญตา และอีก 6 ตาที่เหลือ หลักการเป็นเหตุเป็นกันนั้น เป็นหลักใหญ่ ทางพระจะใช้ ปฏิจสมุปบาท.......คือ อวิชชาทำให้เกิดสังขาร ... ไปจนถึงชาติ ถึงภพ และทำให้เกิดอวิชชาเหมือนเดิม การดับ ถึงจะเป็นนิโรจ(การดับทุกข์) เป็นการดับที่อวิชชา เมื่อดับอวิชชาแล้วก็ดับสังขารไปในตัวจนถึงชาติภพนั้นเอง คือ นิพพาน
เราเกิดมามีกรรมเป็นตัวกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ให้เชื่อว่าที่เราเป็นมนุษย์ได้ทุกวันนี้เพราะวิปากกรรม (ผลของกรรมในภพชาติที่ผ่านมา)
เพราะฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ต่อจากนี้ไปคือ หนึ่งดับอวิชชา สองอยู่เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลให้กรรมตามมาให้ผลไม่ทันนั่นเอง.......
เพราะฉะนั้นเราจึงมาหน้าที่ต่อจากนี้ไปคือ หนึ่งดับอวิชชา .........
................................
ขอบคุณครับ แก้ไขให้ใหม่แล้วจ๊ะ น้องดอกแก้ว
ที่ยกมา หน่อยไม่ได้ดูที่คำผิดหรอก...
แต่ว่า...มันน่าสนใจ ที่ว่า เราเกิดมามีหน้าที่อะไร
การดับ ความไม่รู้ ก็เป็นสิ่งที่ น่าค้นพบนะ...
ข้อคิดเห็น....การดับ ความไม่รู้ ก็เป็นสิ่งที่ น่าค้นพบนะ...
อวิชชา หมายความมากกว่า ความไม่รู้ เนื่องจาก....อวิชชาเป็นต้นกำเนิดของกิเลสทั้งปวง โดยมีรากเหง้าของความชั่ว เรียก อกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ โลภะ(อยากได้),โทสะ(คิดประทุษร้ายเขา),โมหะ(ความหลง หรือไม่รู้จริง)
อวิชชาจะเป็นโมหะดัวเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้ง ๓ จ๊ะ
ส่วนการปฏิบัติ เราใช้ "อปัณณกปฏิปทา" การปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง
๑. อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาไปกระทบหรื่อผัสสะนามรูป
๒.โภชเน มัตตํญญุตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอควร ไม่มากไม่น้อย
๓.ชาคริตยานุโยค ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระให้ใจให้หมดจด ไม่เห็นแก่นอนมากนัก
ขอบคุณในความวิริยะ เพื่อเกิดปัญญา.......ขอบคุณครับ