การแต่งเนื้อแต่งตัว จะต้องทำให้ดูน่าสงสาร
เพลงพื้นบ้าน
จากการปฏิบัติจริง
(ตอนที่ 5) เพลงกระบอก
เพลงกระบอก หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เพลงขอทาน ที่เรียกว่าเพลงขอทานก็เพราะว่าผู้ร้องเพลงใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ แต่งตัวมอมแมม (ปลอมตัวไป) แถมใส่แว่นตาแบบคนตาบอดอีก เพื่อให้ชาวบ้านในละแวกที่ไปขอทานจำไม่ได้ว่าเป็นใคร เป็นการแสดงตัวว่า เป็นคนจนเพื่อที่จะให้ดูเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย ผู้ร้องเพลงขอทานจะร้องไปเดินไป ถ้าจะหยุดก็เพียงรอรับสิ่งของที่ผู้คนนำมาให้ทานและที่สำคัญ ถ้าผู้ร้องเป็นศิลปินเพลงด้านนี้จริง ๆ ผู้ชมจะได้รับความสุขในการได้ดูได้ฟังตลอดการร้องเพราะผู้ร้องจะร้องไป ตีกลองตีฉิ่งไปด้วย ทำให้เกิดความสนุกสนานมาก ส่วนคำว่า เพลงกระบอก ด้วยเหตุที่คนสมัยก่อนไม่มีเครื่องดนตรี ก็นำเอากระบอกไม้ไผ่ 2 กระบอกมากระทุ้งหรือกระแทกกันให้เกิดเป็นเสียงจังหวะขึ้นมา เพลงขอทานใช้จังหวะเร็ว ท่วงทำนองที่เคยได้ยินน้าชาย และพวกของน้าเขาร้องเมื่อตอนไปขอข้าวกระยาสารท มักจะเอ่ยถึงความยากจนเข็ญใจไม่มีจะกิน มาขอข้าวขอน้ำ ขอเงิน เอาไปซื้ออาหารพอปะทังชีวิตไปวัน ๆ และบางที่เขาก็ร้องทำนองเพลงอื่น ๆ ผสมผสานกันเข้าไปด้วยก็มีส่วนการร้องเพลงขอทานของนักเพลงระดับครูเพลงที่เคยได้ยินมาคือ พ่อไสว วงษ์งาม เสียงร้องและลีลาการร้องของท่านน่าฟังมาก ผมเคยได้ฟังโดยดูจากการแสดงในงาน เมื่อตอนที่ผมยังเด็กมาก ส่วนเพลงของทานที่ร้องโดยครูหวังเต๊ะ (ลำตัดหวังเต๊ะ) ครั้งแรกผมไปดูท่านแสดงที่วัดอัปสรสวรรค์ ภาษีเจริญ เมื่อตอนผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ที่ โรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพฯ เมื่อใดที่ครูหวังแกจะร้องเพลงขอทาน อุปกรณ์ของวณิพกจะต้องนำเอามาแต่งให้ครบ มีแว่นตา มีหมวกเก่าๆ ปิดหน้า และสำนวนการพูดนำเข้าสู่บทเพลงของครูแกสุดยอด เรียกเสียงฮาได้ตลอดตับที่พูด ขนาดว่ายังไม่ได้ขึ้นเนื้อเพลงเลยก็เรียกเสียงฮาได้อย่างลืมตัว อาศัยว่าผม ได้ยินเพลงขอทานมานานมากตั้งแต่ยังเด็ก ๆ และก็ร้องตามน้าชาย รวมทั้งนำเอาเพลงขอทานไปร้องเวลามีงานเชียร์รำวงด้วย ผมฝึกฝนตนเองในการร้องเพลงขอทานมาโดยตลอด
จนมาเมื่อมีการรณรงค์ให้โรงเรียนมัธยม สอนนักเรียนโดยวิธีการสืบค้น โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นโรงเรียนนำร่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ของเขตการศึกษา 5 และครูทั้งโรงเรียนจะต้องเข้ารับการอบรม ในปี พ.ศ. 2545 ช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม เขตการศึกษา 5 เชิญวิทยากร และโรงเรียนต้นแบบภูมิปัญญามาแนะนำ (เป็นวิทยากร) ก่อนที่วิทยากรท่านหนึ่งจะจบการบรรยาย ท่านได้ขึ้นต้นเพลงขอทานเอาไว้ที่หน้าไมโครโฟน (ผมฟังดูว่าใช่นะ) จนท่านบรรยายจบ ท่านบอกว่า เมื่อสักครูนี้ได้ร้องเพลงกระบอก แต่จำเนื้อและทำนองได้ไม่หมด ชักลืมไปบ้างในฐานะเจ้าของสถานที่ และศึกษานิเทศก์ เขตการศึกษา 5 ก็เชิญผมออกไปร้องและกล่าวคำขอบคุณท่านวิทยากร ผมเลยร้องเพลงกระบอกโดยการด้นสด ๆ เป็นการขอบคุณวิทยากรไปด้วยเลย เนื่องจากว่าผมไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนดังนั้นการร้องเพลงกระบอกในวันนั้นจึงร้องเพียง 5-7 นาที เพียงแค่ขอบคุณและอวยพรให้ท่านวิทยากร
แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ผมได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากรายกระจกหกด้านของคุณสุชาดี มณีวงศ์ จะมาขอพบผมและบันทึกเทปโทรทัศน์เพลงกระบอก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 ในวันนั้นผมสวมชุดม่อฮ่อม ตอนแรกคาดผ้าขาวม้าด้วย แต่ผู้ควบคุมการผลิตให้เอาออก และในการร้องเป็นการร้องแบบเดิมจึงต้องรักษาบทเพลงเก่า รวมทั้งทำนองแบบเก่า แต่ก็นั่งร้องนะมิได้เดินร้องแบบเก่า เพราะเป็นการบันทึกวิดีโอ ในวันนั้นใช้เวลาในการบันทึกเทปประมาณ 2 ชั่วโมง โดยผมร้อง เพลงกระบอก เพลงอีแซว และเพลงฉ่อย จนกระทั่งต้นปี 2548 จึงได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 สำหรับเพลงขอทานมีความยากที่จะต้องเยื้องรับบทร้องในวรรคลงเพลงให้ได้และร้องต่อจากเสียงเอื้อนด้วยนับว่าเป็นทำนองเพลงที่ยากตั้งแต่ตอนขึ้นต้นเกริ่นเพลงเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับผม ชอบเพลงประเภทนี้มากครับ เนื้อร้องเพลงขอทาน มีดังนี้ครับ
บทร้องเพลงขอทาน
ได้ความรู้ดีจังคะ