ตอนคอยขึ้นเครื่องอยู่ที่ดอนเมือง ผู้เขียนก็คิดว่า จะกลับสงขลาอย่างไร ? ก็นึกถึงอาจารย์สุรินทร์ ซึ่งเคยปวารณาไว้ว่า ถ้ามีอะไรก็ให้โทรไปบอกได้... ก็เลยโทรให้อาจารย์สุรินทร์มาคอยรับ...
อาจารย์สุรินทร์ เคยบวชและเป็นนิสิตมจร. ร่วมห้องกับผู้เขียนเมื่อสิบกว่าปีก่อน บ้านเดิมอยู่นครศรีฯ... ภายหลังลาสิกขาแล้วมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่พาณิชยการหาดใหญ่ เพิ่งแต่งงานไม่นานนัก และตอนนี้มีน้องกีตาร์เป็นพยานรักหนึ่งคน อายุ ๘ เดือน กำลังสร้างเนื้อตั้งตัว... เมื่อแรกซื้อรถก็บอกผู้เขียนว่ามีอะไรก็โทรตามได้ แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เคยใช้บริการ... ครั้งนี้ โชคดีไม่มีอะไรติดขัดก็เลยบอกว่าพาศรีภรรยาและน้องกีตาร์มาด้วย ซึ่งผู้เขียนจะได้ถือโอกาสเยี่ยมเยียนทั้งครอบครัวเสียเลย... ประมาณนั้น
.........
ประมาณสามทุ่มครึ่ง ผู้เขียนก็กลับถึงกุฏีที่พัก โดยสวัสดิภาพ... ตามที่เล่ามาเบื้องต้นว่า การเดินทางหนึ่งครั้งก็เหมือนการฟังนิทานหนึ่งเรื่อง ...ดู เล่าเรื่องไปประชุมที่กรุงเทพฯ : นำเรื่อง
ผู้เขียนไปอบรม ๓ วัน ใช้เวลาอยู่ในรถหนึ่งคืน และจำวัดที่กรุงเทพฯ ๒ คืน... เมื่อมาถึงวัดก็นำเรื่องการเดินทางมาเล่าได้ทั้งหมดรวม ๑๒ ตอน และเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้นำเรื่องการเดินทางมาเล่าทำนองนี้....
การอบรมก็ไม่มีอะไรมากนัก เพียงแต่ ข้อคิดจากการอบรมบางอย่างอาจทำให้แง่คิดของผู้เขียนกว้างออกไปอีกนิด...ได้รับ ของขวัญแห่งชีวิต คือ เพื่อนใหม่... และได้ ขัดเกลาอัญมณี ให้สดใสยิ่งขึ้น กล่าวคือ มิตรภาพของเพื่อนเก่าก็จะมีสายใยรักกระชับเกลียวยิ่งขึ้น... ประมาณนั้น
อนึ่ง ก่อนจบการอบรม นายกสมาคมฯ แจ้งไว้ว่า การอบรมครั้งต่อไป จะมีขึ้นประมาณเดือนตุลาคม ในหัวข้อ พลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งการอบรมจะเน้นไปทางปรัชญา ส่วนครั้งนี้เน้นมาทางศาสนา....
สำหรับผู้สนใจก็ติดตามข่าวจาก http://www.parst.or.th
ขออนุโมทนาสำหรับผู้สนใจและติดตามอ่านจนจบทั้ง ๑๒ บันทึกทุกๆ ท่าน โดยประการฉะนี้
เจริญพร
กราบนมัสการหลวงพี่ BM.chaiwut
มาลงทะเบียนรับพรค่ะ : )
จริงๆ แล้วจะเรียนแจ้งว่าได้อ่านจบทุกตอนแล้วค่ะ
อนุโมทนา...
กลับมาก็เร่งเขียนจนจบ ทั้งๆ ที่ต้องไปงานศพและงานบวชสองวันติดต่อกัน...
ตอนนี้ก็รู้สึกเหนื่อยๆ อยู่ ยังคิดไม่ออกว่า จะเขียนอะไรต่อไป....
และเปิดเทอมอีกแย้วววว....
เจริญพร