๑๗ พ.ค. ... หลังจากประเด็นปัญหาการสอนศาสนาแนวจารีตผ่านไป... อาจารย์สุวรรณาก็นำเสนอการสอนศาสนาเชิงวิเคราะห์ ซึ่งมี ๓ ตัวอย่าง คือ
- พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ ๘ ตามคัมภีร์ไบเบิล
- หลุ่นอี่ว์ :ขงจื่อสนทนา
- อัคคัญญสูตรในพระไตรปิฏก
ซึ่งพอจะจับประเด็นจากการบรรยายได้ว่า ในการอ่านคัมภีร์เหล่านี้ จะมีข้อแตกต่างระหว่างโลกของคัมภีร์กับโลกของผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านจะต้องวิเคราะห์โลกตามคัมภีร์แล้วพิจารณาจุดมุ่งหมายของคำสอนนั้นๆ ก่อนที่จะนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของผู้อ่าน... ประมาณนี้....
เมื่อ ๑๑.๐๐น การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ก็ยังมีต่อไป... ส่วนพระคุณเจ้าก็มาฉันข้าวหรือกระทำภัตรกิจในห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน แต่ก็ได้ยินเสียงในห้องประชุมชัดเจนดี...
......
ภาคบ่าย ก็มีการอบรมเรื่องการสอนศาสนาแบบสนทนา และตามแนวจิตตปัญญาศึกษา โดย ผศ. ดร. ปาริชาต สุวรรณบุบผา ซึ่งผู้เขียนก็เคยเป็นศิษย์ของท่านสมัยอยู่มหิดล....
แบบสนทนา (Dialogae) และ จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) ตามที่อาจารย์ปาริชาตนำเสนอมา... ชาวโกทูโนก็เคยนำมายกอ้างหรือพาดพิงถึงหลายครั้ง เช่น Wit : Dialogue นิราศมณฑลพายัพ (10): เสขิยธรรม ภาค 1 และ สภามหาวิทยาลัย 41 : จิตตปัญญาศึกษา เป็นต้น... ซึ่งผู้สนใจอาจค้นหาอ่านได้เยอะ...
ส่วนประเด็นที่อาจารย์ปาริชาตนำมาเสนอโยงใยไปถึงการสอนศาสนาด้วยเท่านั้น....
แต่ประเด็น Dialogae และ Contemplative Education หรือแนวคิดอื่นๆ ที่เป็นไปทำนองนี้.. ไม่เป็นที่สนใจของผู้เขียน หรืออาจเป็นเพราะผู้เขียนไม่เข้าใจก็ได้ จึงเพียงแต่นั่งฟังผ่านๆ... นั่นคือ ยังคงไม่มีอะไรมา ขัง อยู่ในหัวเหมือนเดิม ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ จึงแค่ผ่านมาและผ่านไปอีกครั้ง...
............
เลิกประชุม ๔ โมงเย็นกว่าๆ ผู้เขียนก็จะนั่งรถเมล์กลับ เจอหลวงพี่อีกรูปคอยอยู่ที่ป้ายรถเมล์.. ท่านอยู่วัดโพธิ์ ท่าเตียน เมื่อได้สองรูปจึงชวนกันขึ้นรถเมล์ (สายไหน จำไม่ได้) ไปลงที่เทเวศน์... แล้วก็ต่อรถเมล์สาย ๕๓ เพื่อมายังสนามหลวง...
หลวงพี่รูปนี้ ผู้เขียนคุ้นๆ หน้า... ตอนเพล. ฉันข้าวด้วยกัน สอบถามท่านก็ยังนึกไม่ได้ว่าเคยรู้จักกันที่ไหน... ผู้เขียนบอกว่าเคยอยู่วัดทองเพลง ท่านก็ว่าเคยรู้จักพระวัดทองเพลงซึ่งเคยดูดวงให้ท่าน... แต่ท่านก็จำไม่ได้ว่าจะเป็นผู้เขียนหรือไม่ เพราะวัดทองเพลงมีหมอดูเก่งๆ หลายรูป ส่วนผู้เขียนแค่สมัครเล่นสนุกๆ เท่านั้น... ก็นั่งคุยกันมาเรื่อยๆ
รถเมล์วิ่งมาถึงสนามหลวง ท่านบอกว่าเคยอยู่ วัดสาลวัน ศาลายา นครปฐม... ก็เลยถึงบางอ้อขึ้นมา เพราะผู้เขียนก็เคยอยู่ที่นั้นช่วงสั้นๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน กล่าวคือ ตอนเรียนมหิดลผู้เขียนก็ไปอยู่วัดสาลวันกับเพื่อนอีกรูป แต่ผู้เขียนอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ส่วนเพื่อนผู้เขียนออกพรรษาก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ...
ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง... อดีตเรื่องราวเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ยกขึ้นมาสู่การสนทนา ต่างก็รู้สึกดีใจที่พบกันอีกครั้ง (หลังจากจำกันได้)... แต่รถวิ่งมาถึงวัดมหาธาตุเสียแล้ว... ผู้เขียนก็ขอตัวลงก่อน บอกันว่า ค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้...
สิ่งที่แปลกใจยิ่งนักก็คือ การดูดวง เป็นประเด็นให้หลวงพี่รูปนี้จำได้มากกว่าประเด็นอื่นๆ.. หลวงพี่รูปนี้ ระลึกเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ แต่จำได้ว่า เคยมีใครดูดวงให้เท่านั้น... ประเด็นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นได้ว่า การดูดวงมีอิทธิพลต่อจิตใจสูง แม้จะเป็นพระคุณเจ้าก็ตาม...
สรุปว่า ประมาณย่ำค่ำ ผู้เขียนก็กลับมาถึงวัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ อีกครั้ง... สิ้นสุดวันแรกในกรุงเทพฯ
ก็คงเดาเอาว่า…การได้พบกันครั้งนี้เป็นเรื่องของ…ดวง…อ่ะครับ พระอาจารย์…55555
ก็อาจเป็นไปได้ ประมาณนั้น....
ดังตัวอย่าง คนขับรถยนต์ไปกระแทกเสาไฟฟ้า ถุงลมดีดตัวขึ้นมาเพื่อป้องกันหน้าอกไว้ ไม่ให้อัดกับพวงมาลัย... แต่เจ้าคนขับบอกว่า ที่ไม่เป็นอะไรเพราะแขวนจตุคามไว้ที่คอ..
สรุปว่า สาเหตุที่รอดตัวมาได้เพราะ
คุณโยมว่า จะเป็นข้อไหน
เจริญพร
ดวงเขายังดีครับ….พระอาจารย์…..55555555555
โห....
ท่านเลขาฯ ตอบได้ถูกต้องเลย...
เจริญพร