การมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาที่ยั่นยืนและต่อเนื่อง จะต้องเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของก่อนเป็นลำดับแรก

       ผมคงเป็นนักเขียนที่แย่มากๆ  แค่ชื่อเรื่องก็ไม่ทราบจะตั้งอย่างไร ก็เลยตั้งตามความเป็นจริง  ด้วยความขาดแคลนครู  ขาดสื่อการเรียนการสอน ขาดวัสดุ ขาดครุภัณฑ์ ขาดไปหมดทุกอย่างในปีนั้นงบประมาณที่รัฐจัดสรรมาก็ถูกตัดอีก  เดินดูอาคารสถานที่แล้วก็เหนื่อยสงสารเด็ก  ได้อาคารใหม่ ๑ หลังก็ได้แต่อาคารจริงๆ  เงินก็ไม่มีจะพัฒนา  ชุมชนเองก็ไม่ให้ความสนใจ  ผมได้มารับตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนมัธยมตำบลแห่งหนึ่ง(ปี ๒๕๓๘)

พวกเราพยายามหาวิธีการหาเงินเพื่อจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยู่ประมาณ ๒ เดือนก็ได้วิธีที่พวกเราคิดว่าดีที่สุดคือ การนำห้องต่างๆ ของโรงเรียนไปขาย  โดยมีเงื่อนไข

๑.ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน

๒.ต้องมาเป็นประธานการจัดกิจกรรมหรือมาร่วมกิจกรรมห้องตนเองได้อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง

๓.ต้องมารับสิทธิบัตรด้วยตนเองในวันเปิดอาคารเรียนและเป็นประธานพิธีเปิดห้องของตนเอง

๔.ตั้งชื่อห้อง (โรงเรียนทำป้ายชื่อห้องติดหน้าห้องทุกห้อง)

พวกเราได้วิเคราะห์บุคคลเป้าหมาย และส่งบุคลากรที่สนิทที่เขาเกรงใจไปเจรจาตกลงขายเมื่อตกลงซื้อแล้ว ผมพร้อมทีมบริหารไปทำสัญญาพร้อมรับเงินตามราคาห้องที่ตั้งราคาไว้เช่น ห้องเรียนปกติ ๓๐,๐๐๐ บาท    ห้องพิเศษเช่นห้องคอมพิวเตอร์  ห้องปฏิบัติการทางภาษา ฯลฯ ห้องละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ห้องประชุม ๖๐,๐๐๐ บาททุกราคาเป็นราคาเริ่มต้น  พวกเราใช้เวลาในการขาย ๔ วันได้ตามเป้าหมาย ห้องเรียน ๘ ห้องให้หมวดละ ๑ ห้อง ห้องพิเศษ ๕ ห้อง  บุคลากรที่รับผิดชอบจะนำเงินไปพัฒนาตามความจำเป็นเร่งด่วนของตนเองก่อนเป็นลำดับแรก เช่น ห้องประชุมซึ่งจะใช้ประชุมครูและประชุมสัมมนาของกลุ่มโรงเรียน ของชุมชน ฯลฯ  ๖๐,๐๐๐ บาทคงได้อะไรไม่มากนัก แต่เวลามีการประชุมเราจะแจ้งเจ้าของห้องพร้อมส่งรถไปรับท่านมาเป็นประธานเปิดบ้าง ให้มอบของที่ระลึกให้วิทยากรบ้าง เป็นวิทยากรบ้าง พร้อมกับแนะนำให้ผู้เข้าประชุมทราบว่าท่านคือเจ้าของห้อง  พอท่านเห็นโต๊ะหมู่บูชาเก่าไม่เหมาะสมท่านก็สั่งอย่างดีมาให้ทันที  อีกครั้งหนึ่งเก้าอี้ไม่พอเรานำเก้าอี้นักเรียนมาใช้ท่านก็ไม่ยอมสั่งมาให้ใหม่ทันที  อีกหลายอย่างที่ตามมาเกือบทุกครั้งที่มาร่วมกิจกรรม ซึ่งเราจะจัดบทบาทสำคัญให้ท่านทุกครั้ง   เมื่อเจ้าของห้องอื่นมาเห็นความก้าวหน้าของห้องคนอื่นก็ไม่ยอมพัฒนาห้องของตนเองให้เท่าเทียม  ห้องไหนมี ทีวี ทุกห้องก็มี ทีวีด้วย บางครั้งก็ดูเหมือนเขาแข่งกัน กลัวน้อยหน้า เป็นต้น  ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมาก็พามาเยี่ยม มาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก  ทั้งผู้บริหาร ครูและเด็กต้องเตรียมความพร้อมในการต้อนรับเจ้าของห้องตลอดเวลา เหมือนกับมีชุมชนคอยตรวจเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา          

              สิ่งที่พวกเราคาดคิดไม่ถึงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกันโรงเรียน  เขามีความภาคภูมิใจ เขามีความรู้สึกที่แท้จริงว่าโรงเรียนนี้เป็นของเขา  เป็นการนำชุมชนเข้าสู่โรงเรียนแบบยั่นยืน  นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆที่ดีดีของโรงเรียนด้วยเพราะเราเชิญเขามาตอนมีเรื่องดีดี  ในปีต่อมาพวกเราก็เหนื่อยมากขึ้นเพราะผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียนเพิ่มขึ้นและมีคนมาขอดูงานมากมาย 

05