ความคิดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความรัก ความชอบ อารมณ์เป็นตัวกำหนด
ความคิดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ต้องใช้ความรัก ความชอบ อารมณ์และความปราณีต
ถ้าเราคิดดี คิดถูกต้อง เราก็จะทำได้ดีและถูกต้อง ความคิดเป็นตัวกำหนดการกระทำทางกาย
การเพ่งความคิดไปในสิ่งที่เป็นจริง น่าเชื่อถือและถูกต้อง คิดในเรื่องบริสุทธิ์ น่ารัก น่าชม คิดแต่ช่องทางที่ดี ที่งาม และมีคุณค่าควรชื่นชม เราจะเพลิดเพลินกับการใช้ความคิด
ความคิดของคนเรา ยังมีอิทธิพลต่อคนอื่นๆด้วย เป็นการสร้างอิทธิพลในทางสร้างสรรค์ หากคิดดี จิตใจปราศจากความไม่ดี ทำอะไรก็ดีไปหมด เพราะจิตใจแจ่มใส ผ่อนคลาย
คุณตุ๊กตา เป็นผู้มีจินตนาการครับ การศึกษาก็เป็นเหตุให้เป็นผู้ใฝ่รู้ครับ.............
แต่คำโบราณกล่าวไว้ว่า "อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมวลมิตรระวังคำพูด" ครับ .......
ในพูทธศาสนา ผมใช้เวลาศึกษาพอควรครับ ยังไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ท่าน กล่าวเรื่องความคิดไว้หรือเปล่า แต่ขอแลกเปลี่ยนในเรื่องความคิดครับ
เพราะผมจับคำได้ว่า ในอริยสัจจ์ สี่ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้นั้น คือ ทุกข์,สมุทัย,นิโรจและมรรค ในมรรคมีองค์ ๘ นั้นได้กล่าวถึงหนทางในการดับทุกข์เอาไว้ครับ ว่าจะต้องเริ่มจากสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา ,สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ),สัมมาอาชีโว(อาชีพชอบ) ,สัมมาวายาโม(ความเพียรชอบ) สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ครบ ๘ประการครับ
การดับทุกข์ของคนเรา ไม่มีคำว่า ความคิดชอบนะครับ แต่มีความเห็นชอบ(ซึ่งตรงข้ามกันมิจฉาทิฎฐิ) และความคิดส่วนหนึ่งก่อนจะกระทำอะไร มักจะเป็นการดำริก่อนทำ เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องเพ่งความคิดครับ แต่ให้เข้าใจ หรือเห็นด้วยใจในทางที่ถูกต้องพอครับ สิ่งที่อยู่รอบตัวเราก็จะได้รับอารมณ์ที่ถูกต้องด้วยครับ
และการที่คนเราจิตใจแจ่มใส และผ่อนคลายได้ เพราะการปล่อยวาง ไม่ยึดติดในอารมณ์ ที่เข้ามากระทบหรือเกิดขึ้นภายในจิตใจครับ
ขอแลกเปลี่ยนเท่านี่ก่อนครับ หมดเวลาแล้ว
สวัสดีค่ะคุณสมพงศ์ ยินดีและขอบคุณสำหรับข้อแนะนำนะค่ะ จริงๆแล้วการอยู่คนเดียวแล้วคิดมากๆนั้นสามารถทำให้เราคิดแล้วเครียดได้และอาจจะถึงกับสติแตกได้ แต่เหมือนที่คุณว่าแหละว่าการนั่งพูดกับคนหลายคนและการไม่ได้ระวังในคำพูดทำให้เราตายได้ การคิดในที่ว่าคือให้พยายามคิดหรือเพ่งในความคิดที่เป็นไปได้หากคิดแล้วทำไม่ได้ก็เรียกความฝันหรือที่โบราญบอกเอาไว้ว่าฝันแบบลมๆแล้งๆนะค่ะเคยได้ยินใช่ไหมค่ะ
อยากจะเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะค่ะ จากความคิดนำมาจากการตรัสของพระพุทธเจ้าในวันมาฆบูชา เป็นพระคาถา ที่ตรัสว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ สลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนฺ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
แปลว่า การไม่ทำชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตของตนให้ผ่องใส
จิตในที่นี้ คือธรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิดและใจ
สวัสดีครับ คุณตุ๊กตาครับ.......ผมเขียนบันทึกเสร็จแล้วไม่ได้กลับมาอ่านครับ ต้องขอโทษเป็นอย่างมากครับ สิ่งที่คุณตุ๊กตานำมาเขียนเป็นรัตนะ ๓ ครับ รัตนะคือสิ่งที่เราชาวพุทธควรจะปฏิบัติให้ได้ เพราะเราเข้าว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรแล้ว .......
คือพึ่งละบาปทั้งปวง ประกอบคุณความดี(กุศลและบุญ)ทั้งหลาย แล้วทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน (แปลความง่าย ๆ ว่าถึงทุกข์ก็ยิ้มได้ครับ)
แต่ที่คุณตุ๊กตาเขียนมา ก็น่าสนใจครับ คือจิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิดและใจ.... เป็นเรื่องที่ต้องแยกให้เข้าใจครับ เพราะมนุษย์เรา ประกอบด้วย หทัย (หัวใจ) ...ความนึกคิดหรือใจ (มนะ)...จิตตัง(เจตสิก) .....จิตแท้(วิญญาณ) ครับ
ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ คือจิตตัง(จิตเจตสิก) สภาพที่นึกคิด ก็เป็นมนะ และความคิด(thinking)เป็นมนะครับ และใจ(นอกเป็นรูปกาย(หัวใจ) ในเป็นจิตตัง(เจตสิก)
สิ่งที่นำเอาบุญ เอาบาปไปได้ และจะหมองหรือผ่องใส คือ จิตแท้(วิญญาณ)ครับผม.........
ต้องกราบสวัสดีอีกครั้งหนึ่งนะค่ะ ขอขอบพระคุณมากนะค่ะสำหรับข้อคิดดีๆที่เขียนตอบกลับมานะค่ะ พอดีว่าไม่สบายเสียหลายวันไม่ได้เปิดอ่านและมาตอบช้าไป ขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งนะค่ะ