ธรรมะสบาย

ในทางพุทธศาสนา   พระพุทธเจ้าสอนไว้สรุปว่า  ในธรรมชาติประกอบไปด้วยธาตุหลายชนิด   แต่ที่ควรทำความรู้จักมี 2 ประเภท    ประเภทแรกเรียกว่า  วัตถุธาตุ หรือ รูปธาตุ  มีอยู่ 4 ชนิด คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ประเภทที่ 2 เรียกว่า นามธาตุมี 2 ชนิด คือ วิญญาณธาตุและอากาศธาตุ  ธาตุทั้ง 6 ชนิดนี้มีอยู่แล้วในธรรมชาติ  มันทรงตัวของมันอยู่ได้ในลักษณะหนึ่งๆ    ต่างคนต่างอยู่อย่างสงบ  ไม่วุ่นวาย  ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์    

           เป็นหน้าที่ของธรรมชาติที่จะต้องปรุงแต่งผสมมันขึ้นมาเป็นสิ่งต่างๆ   หากปรุงขึ้นด้วยวัตถุธาตุหรือรูปธาตุอย่างเดียวก็จะเป็นร่างกายที่ไร้วิญญาณ  แต่หากประกอบกันขึ้นมาครบทั้ง 6 ธาตุเมื่อไร  ก็จะเป็นร่างกายที่มีพร้อมด้วยจิตใจ   และเมื่อมีกายและจิตประกอบกันพร้อม  ก็พร้อมที่จะเป็นที่เกิดของความทุกข์ในทันที

               แต่หากธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นให้เป็นมนุษย์   ก็เป็นที่ทราบกันว่าทุกคนต่างต้องการความสุข   ไม่มีมนุษย์คนไหนต้องการให้ตัวเองได้รับความทุกข์   แต่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสุขที่แท้จริงนั้นสร้างได้ยาก  ใช้เวลานาน  เห็นผลช้ากว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดทุกข์   มนุษย์จึงเลือกทำในสิ่งที่เห็นผลเร็ว  ดังที่ พระชยสาโร ภิกขุ  วัดป่านานาชาติ  กล่าวว่า มนุษย์อยากสุขแต่ไม่รู้จักสุข   อยากหนีทุกข์แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปในความมืด  เอาความหวังในความสุขข้างหน้าเป็นที่ปลอบใจ     บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเนรมิตให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง   แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า โยม  มันสว่างอยู่แล้ว  ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก  ลืมตาก็จะเห็นเอง

               ความทุกข์เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเกลียดกลัว   ประมาณว่า คือ ความสกปรก  กลัดกลุ้ม  เศร้าหมอง  ระทมขมขื่น  ซึมเศร้า  พลัดพราก  ผิดหวัง   ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ทั้งสิ้น   เกิดขึ้นจากการหลงผิดคิดว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อุบัติขึ้นมาในโลกมีตัวมีตน  จนหลงไปยึดมั่นถือมั่นเอาว่า  เป็นตัวเรา    เป็นของเรา   ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า  สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

               เหตุเกิดทุกข์  มาจากตัณหา 3 ประการ คือ

1. กามตัณหาคือ อยากในสิ่งที่รัก  อันเกิดจากรูป เสียง กลิ่นรส สัมผัส  ธรรมารมณ์

2. ภวตัณหา  คือ ความอยากเป็นตามที่อยากจะเป็น              

3. วิภาวตัณหา  คือ ความอยากไม่ให้เป็นตามที่ไม่ต้องการจะเป็น 

   ดังนั้นวัฏจักรของ  ตัณหากับมนุษย์   น่าจะสรุปได้ดังนี้

ตัณหา   เกิดจากความอยากด้วยอำนาจอวิชชา                       

ตัณหา  ก่อให้เกิด  ความโกรธ                       

ความโกรธ  ก่อให้เกิด  ความขัดใจ                       

ความโกรธ ก่อให้เกิด บันดาลโทสะ                       

ความโกรธ  ก่อให้เกิด  ความอาฆาตพยาบาทจองเวร                       

ความโกรธ  ก่อให้เกิด  สนิมกินใจ

 ความโกรธ   บ่อนทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์

 ศาสตราวุธเป็นวัตถุ  มีคุณค่าที่ความคม                       

 สนิม  บ่อนทำลายความคมของศาสตราวุธ                       

มนุษย์ขัดสนิมศาสตราวุธให้มี  ความคมและทรงคุณค่า                       

ศาสตร์  เป็นความคมในจิตวิญญาณของมนุษย์ทำให้มนุษย์ทรงคุณค่า

 ตัณหาก่อ ความโกรธ  เป็น สนิม  ของศาสตร์

ท่านคิดว่ามนุษย์ควรขัด  ตัณหา  ที่ ประดับจิตวิญญาณของมนุษย์ด้วยหรือไม่ครับ