หอค้าฯ แนะหั่นแวตเหลือ 5% กระตุ้น ศก.

หอการค้าไทยแนะรัฐใช้ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอลดดอกเบี้ยลง 1% ทันที พร้อมลดภาษีวีเอทีจาก 7% เหลือ 5% เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้ กระตุ้นใช้จ่ายภาคประชาชน ภายหลังส่งออกไตรมาสที่ 2 แนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ปรีดิยาธร” เชื่อมั่นพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่ง คาดสิ้นปีจีดีพีโต 4% ด้านคลังนัดสรรพากรมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สัปดาห์หน้านายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย แถลงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันในทัศนะและข้อคิดเห็นจากหอการค้าไทย” ว่า รัฐบาลควรเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้อีก 1% จึงมากพอที่จะให้ภาคประชาชนรู้สึกได้ว่าเงินที่มีอยู่มีค่ามากขึ้น ซึ่งจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคประชาชนได้   รวมถึงการเพิ่มมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีในการเลี้ยงดูพ่อ-แม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีในการเลี้ยงดูบุตร ลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยซื้อบ้าน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลต้องเพิ่มวงเงินให้มากขึ้น แต่ควรพิจารณาฐานภาษีที่เป็นประโยชน์กับคนชั้นกลางและฐานรากมากขึ้น  นอกจากนี้    ควรพิจารณาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เหลือ 5% เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้ปานกลาง ถึงต่ำ มีเงินเหลือและนำมาใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคประชาชนอย่างแท้จริง สถานการณ์การส่งออก แม้ไตรมาสที่ 1 จะขยายตัวได้ดี 34,824.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขยายตัว 18.2% เนื่องจากผู้ส่งออกจำเป็นต้องรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ จึงต้องรับคำสั่งซื้อทั้งที่รู้ว่าต้องขาดทุนจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า และอีกสาเหตุหนึ่งคือผู้ผลิตในประเทศพยายามผลักดันส่งออกมากขึ้น เนื่องจากความต้องการในประเทศชะลอตัว ดังนั้นมองว่าการส่งออกไตรมาสที่ 2 ไม่น่าจะขยายตัวได้มาก เพราะไม่ใช่ช่วงคำสั่งซื้อเข้ามา ประกอบกับผู้ประกอบการไม่มีแรงจูงใจจะขยายตลาดส่งออก ปัจจัยลบดังกล่าว คาดว่าปี 2550 จะขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไม่ถึง 4% อย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในสี่ตัวหลักมีเพียงการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ ส่วนการลงทุนโดยตรงก็ไม่มี ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐก็ยังไม่เห็นเม็ดเงิน และการใช้จ่ายภาคประชาชนก็ขาดความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม หากรัฐเร่งระดมแก้ไขปัญหา คาดว่าในไตรมาสที่ 3 ปีนี้อาจทำให้เศรษฐกิจกลับฟื้นคืนมาได้  การส่งออกคงไม่ใช่ทางเลือกที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจไทย เพราะผลกระทบจากค่าเงินบาทที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกยอดขายสินค้าขาดทุน เพราะไม่มีทางเลือก ดังนั้นรัฐบาลควรหันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากกว่า เพื่อให้ผู้ส่งออกเหล่านี้หันมาทำตลาดภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทยในภาวะปัจจุบันที่มีปัจจัยลบมากมายจากทั้งปัญหาการเมือง ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น” นายดุสิต กล่าว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังดีอยู่ประกอบกับเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอนในเดือนธันวาคมของปีนี้ ทำให้เชื่อว่าในปีนี้อัตราการขยายตัวของจีดีพีน่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% โดยการส่งออกจะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันเศรษฐกิจ และในปีหน้าจีดีพีจะขยายตัวได้มากกว่า 4% เนื่องจากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่จะต้องพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่าสามารถบริหารได้ดีกว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจจึงน่าจะหวือหวากว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้การที่พื้นฐาน เศรษฐกิจยังดี ประกอบกับการที่ตลาดหุ้นของประเทศอื่นปรับตัวดีขึ้นส่งผลให้การซื้อขายหลักทรัพย์ของไทยดีขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากขณะนี้ดัชนีก็เกือบถึง 700 จุด อย่างที่ตนเคยคิดไว้แล้ว โดยจนถึงสิ้นปีนี้ดัชนีหลักทรัพย์       ก็น่าจะกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับสิ้นปีที่ผ่านมาที่ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 740 จุด โดยมาตรการกันสำรอง 30% ไม่ได้มีผลกระทบเลย เห็นได้จากที่ชาวต่างชาติยังคงซื้อสุทธิมาตลอดตั้งแต่หลังจากมีมาตรการออกมา มาตรการกันสำรอง 30% ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ที่ผ่านมามาตรการนี้ถือว่าทำถูกต้องมาตลอด เพราะหากไม่มีมาตรการกันสำรอง 30% ตอนนี้การส่งออกของไทย        คงจะขยายตัวได้น้อยกว่านี้ เพราะเดิมก็คาดกันไว้ว่าการส่งออกจะขยายตัวได้แค่เพียง 12% เท่านั้น ซึ่งจะส่ง  ผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่านี้ด้วย และตอนนี้ในต่างประเทศก็เห็นว่ากรณีดูแลเงินทุนของไทยได้ผลและน่าสนใจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้คงไม่เล่นการเมืองแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าเล่นการเมืองไม่เป็น ซึ่งขณะนี้ก็ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดมาทาบทามเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว คาดว่าพรรคการเมืองคงจะเห็นแล้วว่าตนเล่นการเมืองไม่เป็น ในช่วงนี้ไม่ได้ทำงานอะไรเพราะกฎหมายห้ามไม่ให้รัฐมนตรีที่ออกไปทำธุรกิจ ซึ่งต้องตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เคยคุมอยู่ และตนก็คุมกระทรวงการคลังซึ่งดูแลกรมสรรพากรจึงไม่สามารถทำธุรกิจใดได้ อย่างไรก็ตามแผนที่จะไปเขียนหนังสือนั้นจะต้องรอให้พ้นจากรัฐบาลนี้ไปก่อน เพราะโดยมารยาทแล้วไม่ควรทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่เคยอยู่ ด้าน ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงมาตรการกันสำรอง 30% ว่า ไม่ว่ามาตรการนี้จะมีอยู่หรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร และถึงจะมีมาตรการนี้ไว้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาหรือเดือดร้อนอะไร โดยการยกเลิกจะต้องดูเวลาที่เหมาะสมเพราะมาตรการนี้ยังมีผลในเชิงจิตวิทยา หากยกเลิกคนอาจจะตกใจเพราะยังมีความกังวลอยู่ เงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นขณะนี้นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่มีเงินเข้ามา เพราะเงินลงทุนในหุ้นไม่โดนกันสำรอง 30% โดยที่ผ่านมาค่าเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาคก็แข็งค่าขึ้นซึ่งค่าเงินบาทของไทยก็แข็งไปตามภูมิภาคด้วย แต่ในระยะต่อไปคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงเนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าหลายรายการ เช่น เครื่องบิน เป็นต้น ด้าน นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจว่ายังมีพื้นฐานที่ดีอยู่ แต่อาจจะมีนโยบายบางอย่างที่จะต้องระมัดระวัง เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีความละเอียดอ่อน       จะดำเนินการอะไรก็ต้องมองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มากกว่าที่จะมองแค่ปัญหาหนึ่งแล้วก็แก้ไขปัญหานั้นจนทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก หรืออย่างเรื่องรถอีโคคาร์ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จะดำเนินนโยบายก็ต้องดูไม่ให้เกิดประโยชน์กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งโดยเฉพาะ นายอานันท์ กล่าวด้วยว่า สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยคือการที่ไทยยังคงใช้แรงงานเป็นปัจจัยหลักในการผลิตสินค้าให้บริษัทต่างชาติซึ่งทำให้ต้องรับภาระความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะขณะนี้การสั่งผลิตมีรอบการผลิตระยะสั้น ๆ ถ้าไทยผลิตช้าก็จะถูกปรับได้ โดยการที่ไทยทำหน้าที่รับผลิตโดยไม่มี   ตราสินค้าเป็นของตัวเองทำให้สุดท้ายแล้วไทยก็จะจมอยู่กับการเป็นผู้ผลิตที่ได้แต่ค่าแรงกลายเป็นคนงานของโลก แล้วต่างชาติก็จะเป็นผู้มีรายได้ส่วนใหญ่แทน ไทยจึงควรคิดถึงการพัฒนาความสามารถด้านการตลาด การสร้างตราสินค้ารวมถึงการกระจายสินค้าให้ดีขึ้น ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ว่า ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเสนอข่าวดังกล่าว เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้องไปทั้งหมด ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะต้องใช้การพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ และภาวะการคลังในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย โดยสัปดาห์หน้าจะนัดทางกรมสรรพากรมาหารือในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง  ก็ขอความร่วมมือว่าเรายังไม่ได้สรุปเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าจะใช้เวลาวันหนึ่งแล้วสรุปได้ เพราะเราต้องดูภาวะเศรษฐกิจ ภาวะการคลังในปัจจุบันด้วย อย่างที่กระทรวงการคลังแถลงว่า ในช่วงที่ผ่านมา เราขาดดุลการคลัง ฉะนั้นเราก็ต้องช่วยอยู่แล้ว แต่ก็ต้องพิจารณาในภาพรวมเศรษฐกิจว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมแค่ไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาให้รอบคอบ ขณะเดียวกัน ก็จะพยายามทำให้เร็วที่สุด” ดร.ฉลองภพ กล่าว ด้าน นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรประเมินว่า รายได้ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปี จะหายไปกรณีที่คลังนำมาตรการภาษีกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เป็น 0.11% มาใช้ ขณะที่มาตรการเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านจะทำให้รายได้หายไปประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี ส่วนมาตรการเพิ่มค่าหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายก่อนเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิมหักได้ไม่เกิน 40% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ก็ทำให้สูญเสียรายได้เช่นกันกรุงเทพธุรกิจ  18  พ.ค.  50