ระหว่างนั่งสังเกตการณ์การประชุมปฏิบัติการ แผนที่ผลลัพธ์ของ สคส. เมื่อวันที่ ๔ พ.ค. ๕๐     มีถ้อยคำ "เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ"      สะกิดใจผม ว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตแนวรับมือ หรือตั้งรับ     ผมถนัดที่จะเป็นฝ่ายรุกมากกว่า     ไม่ว่าทำอะไร ผมก็จะวางยุทธศาสตร์และแผนเชิงรุก     ผมจะสังเกตสภาพความเป็นไปในสังคมหรือในหน่วยงาน      พิจารณาว่าผลลัพธ์ของงานที่ถือว่าโดดเด่นน่าพอใจเป็นอย่างไร     และตั้งเป้าไว้     แล้วพิจารณาวิธีทำงานว่ามีตรงไหนที่เป็นจุดอ่อน ที่น่าจะปรับปรุงได้     ใคร่ครวญให้ดี อ่านหนังสือ หรือสดับตรับฟังเรื่องราวต่างๆ เอามาตรวจสอบให้แน่ใจ     เอามาสร้าง operating model ในการทำงานชิ้นนั้น หรือเรื่องนั้น อย่างแปลกใหม่ เพื่อให้เกิดผลที่โดดเด่น

         ในช่วงที่กำลังดำเนินการทำนองนี้     มันสนุกและตื่นเต้นอย่าบอกใคร     ที่สำคัญ ต้องคอยตรวจสอบทฤษฎีที่ใช้อยู่ตลอดเวลา     เพราะผมจะถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าผมกำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า     ไม่แค่ถามตัวเองเท่านั้น มีใครอยู่ใกล้ จะโดนผมถามหมด     และไม่แค่ตรวจสอบทางทฤษฎีเท่านั้น ผมจะคอยตรวจสอบจากผลที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการนั้น     ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มีเค้าว่าจะได้ผลสุดท้ายดีอย่างโดดเด่นจริงหรือไม่     และหาวิธีปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา      มาคิดดูตอนนี้ ผมใช้วงจร PDCA แบบหมุนติ้วทีเดียว   

         ผมบอกตัวเองอยู่เสมอ ว่าในการทำงาน (หรือเรื่องอะไรก็ตาม) เราต้องเป็นฝ่าย "หาเรื่อง" เข้าไปจัดการปัญหาก่อน     ไม่รอให้ปัญหาวิ่งมาชนเรา     ผมเรียนจากการประชุมปฏิบัติการแพทยศาสตร์ศึกษา ที่มี รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ และ ศ. นพ. ประพนธ์ ปิยะรัตน์ เป็นครูใหญ่ (วิทยากร) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่า ปัญหา = (สภาพที่ต้องการ - สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) x concern  ผมโชคดี ที่มี concern อยู่ล้นเหลือภายในใจตนเอง (มีคนบอกว่ามีมากเกินพอดี)      ดังนั้นผมจึงร่ำรวยปัญหาสำหรับนำมาคิดทดลองดำเนินการหาวิธีแก้      และที่สำคัญที่สุด ผมได้เรียนรู้อย่างมากมายและตลอดชีวิต

         ชีวิตเกมรุก เป็นชีวิตที่สนุก และประเทืองปัญญา

วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ค. ๕๐