รถมหาสนุก รุกโยนกนคร สัญจรเมืองแพรพรรณ
สิ้นสุด session ที่สวนดอก คณะผู้รับฟังและคณะผู้มาแลกเปลี่ยนยังอ้อยอิ่งอาลัยอยูในห้อง คนเดินเข้ามาทักทาย คนเดินเข้ามาพูดคุย เสียงแว่วๆ เราต้องการเก๊า เราต้องการเก้า (ทราบทีหลังแปลว่าผู้ริเริ่ม เจ้าภาพ อะไรประมาณนั้น ไม่ใช่ภาษาจีน!!) แววตาแต่ละคนกระตือรือร้น ผมชอบมองตาพี่ๆพยาบาล โดยเฉพาะเวลาแกนึกอะไรออก หรือกำลังอยากจะทำอะไร มันสนุกสนาน น่าตื่นเต้นดี
จำได้ตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนศัลย์ อยู่เวรกลางคืนไม่รู้ทำอะไร เลยโทรไปถามว่าใครเป็นผู้ตรวจการเวรดึก อ่า.... พี่ตุ่นเหรอ เสร็จเรา ทั้งทีมมาพร้อมหน้าที่ห้องเวร แล้วก็โทรไปหาพีตุ่น "พี่ตุ่นครับ ยุ่งไหมครับ ไม่ยุ่งเหรอ มีอะไรกินไม้เนี่ย หิวจังเลย" ประเดี๋ยวเดียวผู้ตรวจการพยาบาลก็หอบหิ้วมะม่วงมาให้หนึ่งถุง เจ้าทะโมนทั้งหลายแหล่ยังทำตาละห้อย มองเฉยๆ พี่ตุ่นก็ถามว่า "ปอกเป็นรึเปล่ายะ มามามา ไปเอามีดมา" คืนนั้นเราก็เลยได้ทั้งมะม่วงและคนปอกมะม่วงมากิน snack กันยามดึก กัลยาณมิตรที่แท้ก็เห็นกันตอนอยากกินมะม่วงตอนห้าทุ่มนี่แหละครับ!!
เห็นพี่ๆพยาบาลไปมะรุมมะตุ้ม อ.วัฒนา พูดคุยสนทนาเรื่องการจัดระบบการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย เป็นการ warm down ลงจากการสนทนาที่ได้รสชาติ เราค่อยๆเคลื่อนขบวนออกจากห้องบรรยาย (พึ่งรู้ว่ามันเย็นขนาดนั้น ตอนคุยกันมันมี heat มาจากภายใน เลยไม่รู้สึกตัว) มาหยุดคุยกันต่อที่หน้าตึก ฝนโปรยลงมาฉลองชัยอีกรอบ แอ๊ดบอกจะไปเอารถมา เราเลยคุยกันต่อหน้าตึก (เที่ยวงานนี้ ไม่มีการอยู่เฉยๆ ไม่บรรยาย ก็ต้องคุย ไม่คุยก็ต้องกิน ห้ามทำอย่างอื่น !!) ในที่สุดก็ต้องอำลาจากสวนดอก วันหน้าวันหลังจะมาเยี่ยมใหม่นะคร้าบ!!
อำลาจากสวนดอกออกอาลัย
แต่หัวใจฮึกหาญปานราชสีห์
ซึมซับกำซาบพลังช่างเปรมปรีด์
คนเรานี้มีดีอยู่ใช่น้อย
ขอเพียงมองให้ดีที่รอบข้าง
มีคนสร้างสุนทรีย์อยู่ไม่รู้ถอย
กำลังใจมีให้คนที่รอคอย
เพื่อใช้สอยเก็บเกี่ยวเป็นเรี่ยวแรง
ฝนโปรายปรายสายลมเย็นเห็นกรรโชก
รถโขยกโยกจากที่เสาะแสวง
หาจุดเติมกำลังพลังแรง
เราต้องแข่งกับสายฝนผจญภัย
เสียงแอ๊ดคุย mobile กับใครหนอ
สงสัยพ่อเลี้ยงแดงจะสงสัย
ว่าเราออกเดินทางแล้วหรืออย่างไร
ขับปลอดภัยให้ดีดี นะแอ๊ดเอ๊ย
ครับพ่อเลี้ยง วางใจผมเถิดครับ
ผมจะขับ สุดฝีมือไม่แชเฉย
มากับหมอ ทั้งที ไม่ละเลย
จะไม่เสยกับใครๆให้อาวรณ์
จุดแรกเริ่มเติมน้ำมันกันทั้งรถ
ส่วนคนซด กาแฟสด Amazon
ฝนทำท่ายืดเยื้อไม่ระรอน
เรามาผ่อนสติคลายสบายใจ
แอ๊ดส่งข่าวสุดล่าหา วฆ
โอ้เราหนอขอคิดถึง อยู่หนไหน
โอ้ ท่านอยู่กรุงเทพฯแต่เมือใด
จะคลาไคลกลับเชียงใหม่ ณ บัดนี้
ชีวิตเราไม่มีนิ่งยุกยิกตลอด
ไฟไม่มอดกลับโชติช่วงที่นั่นที่นี่
เป็น "วาระ" ของพวกเราจะทำดี
เท่าที่มีกำลังอยู่คู่กายา
เรากำลังเดินทางไปเมืองแพร่
ที่ผ้าแพรพรรณรายลายภูษา
เป็นเส้นทางสำคัญทางการค้า
เป็นที่มา "เมืองแพร่" แพรโบราณ (ผิดถูก โทษมัคคุเทศน์ครับ)
ระหว่างทางเราจะแวะแพโยนก
อาทิตย์ตกเมืองลำปางเป็นทางผ่าน
กิน dinner กลางบึง ไม่เสียงาน
เสียงประสาน OK เร่ไปพลัน
หยุดยืดเส้นยืดสายที่ทุ่งเกวียน
เป็นตลาดซื้อของฝากคนมากรัก
ให้ประจักษ์ฉันรักเธอ ทราบแล้วเปลี่ยน
รักกันมาเป็นสิบปียังไม่เลี่ยน (ไม่ค่อยโรแมนติกเลยแฮะ!!)
ใจวนเวียนอยู่กับเธอเพ้อทุกวัน (อ่า... หวานขึ้นมาหน่อย)
ว.2 ว.2 วฆ อยู่ไหน
มาร่วมรู้หัวใจใฝ่สังสันทน์
อ้อ กำลังขึ้น เครื่องมาแล้ว ท่านกำนัน
แล้วดูกันใครถึงก่อนผ่อนอารมณ์
มาถึงแพ ไม่ใช่แพร่ แห่มากับฝน
นั่งในแพได้ยลลมประสม
จุดตะเกียงเสียงหริ่งหรีดอภิรมย์
แล้วนั่งชมธรรมชาติหยาดพิรุณ
เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง
นกบินเฉียงมาทั้งรุ่น
ตัวเดียวไร้คู่คุ้น
ขาดไออุ่นกรุ่นน้ำตา
มองมองไป ชีวิตช่าง เหมือนแพนี้
ล่องวารี นทีกว้างอย่างหันหา
ไม่จบสิ้นดิ้นรนค้นปัญญา
ทั่วท้องฟ้าอยู่ที่ใดไยไม่เจอ
เพียงแค่หยุด แพลอย คอยให้นิ่ง
ทุกๆสิ่งเคลื่อนที่ไปใจไม่เผลอ
แพนำเรา เรานำแพ ใครละเมอ?
จิตเสมอระนาบนิ่งอิงวิญญาณ
เมื่อเราหยุดดิ้นรนกระสนกระเสือก
สามารถเลือกจิตอิสระสอดประสาน
สนทนาบำเพ็ญอภิญญาณ
วานน้องแอ๊ดเปิดชาเขียวเดี๋ยวนี้พลัน
เอกเขนกเหยียดยาวบนราวแพ
ช่างสุขแท้มางานนี้นี่ตัวฉัน
เป็นบุญใดได้ทำแต่ดำบรรพ์
กรรมตามทันเกิดวิบากอยากทำดี
เสียงพี่แดงโทรมาหาเจ้าแอ๊ด
พี่รอแอ๊ดทานข้าวเย็นอยู่ที่นี่
ฝนตกเหรอ เออ..อย่ารีบ ขับดีดี
ให้ถึงที่ปลอดภัยไร้กังวล
เราพูดคุยกันสามคน ผม แอ๊ด และอ.ประสาท กันอย่างเมามัน ต่อจากเมื่อเช้า (หลังจากที่ทุยโส่วจนถูกเช็คบิล) และกาแล (แห่ระเบิด!) เราก็เริ่มขุดเอาเรื่องราวเก่าๆมาทบทวน หวนคิดกัน
พูดคุยกันถึงระบบการศึกษาอยู่เยอะเหมือนกัน เรายังจำกันได้ถึงยุทธศาสตร์การสร้างศิลปิน โดยการเขียนลงในสมุดพกว่า "เด็กคนนี้ สติปัญญา ค่อนข้าง....อ่อน!!" และเมื่อเด็กคนนี้สอบได้ top physics ครูก็ทำไง รู้ไหมครับ ให้สอบใหม่ทั้งชั้น!! เป็นเรื่องราวการปัดไพ่จากมือเด็กโดยครูที่ classic ที่สุด เรื่องหนึ่งทีเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นเวลากว่าหลายสิบปี ที่ knowledge เป็น personality ที่ถูก blocked มาโดยตลอด แต่ข้อดีก็คือ พลังงานทั้งหมดกลายเป็น สุนทรียภาพทางดนตรี ออกมาเหลือเฟือ
ปัญหาคือ ตอนนี้ block นั้นถูกสลายไปแล้วตอนงานอ่าน เขียน แปล ตอนนี้ energy ของเด็ก top physics เก่า กำลังมาสอดประสานกับ energy ศิลปิน กันอีนุงตุงนัง!!!
ผมก็เลยแลกเปลี่ยนเรื่องที่ "โดนครู block" บ้าง (ชักสงสัยว่ามีเด็กคนไหนไหมที่ไม่เคย "โดน" ครู block บ้าง) ตอนเรียนแพทย์ ทำงาน presentation หน้าชั้น โดยปกติ ผมจะชอบงานอะไรก็ตามที่ต้อง present มาก งานนี้ก็เป็นคนแบ่งงาน หาตำรา หา references แจก วันจริงปรากฏว่ามีอาจารย์อาวุโสมาแทนอาจารย์เจ้าของ class เดิม ท่านก็มานั่งฟังจนจบ ออกมาถามว่า "ใครให้ทำแบบนี้" เรียนไปว่า "อาจารย์... ครับ เป็นคนแนะนำ" ท่านพูดออกมาประโยคเดียวว่า "ใช้ไม่ได้เลย ห่วยที่สุด ไปทำรายงานมาใหม่ทั้งกลุ่ม" แล้วก็เดินไป
โอ้ โฮ อารมณ์ตอนนั้นบอกไม่ถูกเลยครับ โกรธ และเสียใจ และ อืม... อะไรดี เต็มไปด้วยอะไรทุกสิ่งทุกอย่างใน pandora box เรียกว่าหยิบมาใช้ได้หมดเลยก็ว่าได้ ผมโกรธอาจารย์ท่านนี้นานมาก ปวารณาตนเองว่าถ้าเป็นครู (ซึ่งเผอิญตอนหลังก็ได้เป็นจริงๆ) จะไม่ขอทำให้เด็กคนไหนเสียใจด้วยคำพูดแบบนี้อีกเด็ดขาด เพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ถูกว่าด้วยคำพูดแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักเรียนมีความตั้งใจ และความปราถนาจะทำให้ได้ดี แม้ว่าจะออกมาไม่ถูกใจก็ตาม แต่อาจารย์มีสิทธิอะไรที่จะ devalue คน และผลงานของคนได้แบบนี้
ผมจำได้ว่าจนกระทั่งแกเสีย ผมก็ยังโกรธอาจารย์อยู่ มันจี๊ดอยู่ลึกมากทีเดียว
การศึกษานั้น พ่อ แม่ เป็นคนแรกที่ให้ ครู บาอาจารย์เป็นคนต่อๆมา ผลของการหล่อเลี้ยงนี้ กลายเป็นตัวเราในปัจจุบัน นิสัยใจคอหลายต่อหลายอย่าง ลองนึกดูดีๆ มีที่มา มีจุดกำเนิดทั้งสิ้น ว่าเราทำไมทำแบบนี้ ไม่ทำแบบนี้
ยังไม่ถึงแพร่ซะทีแฮะ!!
Phoenix เล่าถึงการที่โดนบั่นทอนกำลังใจอย่างแรงนี่แหละค่ะ เห็นมาหลายเรื่องหลายกรณี หลายรายจนอยากจะถ่ายเป็นหนังให้ตัวคนที่ทำ ได้มีโอกาสเป็นผู้ดู จะได้รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ร้ายแรงมากมายเกินกว่าจะประมาณได้จากคำพูดเพียงไม่กี่คำจากตัวท่านๆเหล่านั้นนะคะ
น่าเสียดายที่ละครฉากนี้เกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ในประวัติศาสตร์การเรียนการสอน
และผมคิดว่าน้อยคน (ทำ) ที่ทราบว่าทำอะไรลงไป