เมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2550 มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “บทบาทองค์กรประชาชนกับการจัดการสารเคมีทางการเกษตร” ตอนแรกก็สงสัยว่าองค์กรประชาชนหมายถึงกลุ่มคนพวกไหนบ้าง ก็ได้รับคำตอบจากการฟังในเวทีว่า หมายถึง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) นั่นเอง บทบาทของ อบต. ต่อการจัดการสารเคมีทางการเกษตร เป็นการขับเคลื่อนเพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง จากความสามารถในการพึ่งตนเองได้ ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก ชุมชนสามารถผลิตปุ๋ย(อินทรีย์)ใช้เอง ฟังดูแล้วหลักการคล้าย ๆ กับการเคลื่อนงานด้านกลุ่ม สหกรณ์ องค์กรการเงิน/ชุมชน เพราะสุดท้ายมีเป้าหมายเดียวกันก็คือการช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถยืนด้วยตัวเองได้นั่นเอง
สถานการณ์สารเคมีทางการเกษตรที่เกิดขึ้นในชุมชน การใช้สารเคมี มีสาเหตุมาจากการตอบสนองนโยบายด้านการเกษตรเพื่อการค้า(การปลูกพืชเชิงเดี่ยว) ซึ่งเป็นกระแสระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจากทิศทางการพัฒนาของโลก
ผลกระทบจากการใช้สารเคมี จากบทเรียนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสูญเสียด้านพันธุกรรมพืช พันธุกรรมสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สูญเสียภูมิปัญญาพื้นบ้านในการทำการเกษตร สูญเสียการพึ่งตนเอง และการสูญเสียโดยตรงก็คือการสูญเสียอวัยวะ หรือร่างกายของผู้ใช้สารเคมี หรือผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง หากถามว่าเกษตรกรทราบถึงพิษภัยของสารเคมีรึเปล่า? จากการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร ของ ดร.เพิ่มศักดิ์ ได้คำตอบว่า ทราบ แต่ยังต้องใช้ด้วยเหตุผล 1) จ้างฉีด (มีคนตายแทน) 2) เลิกไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการผลิตที่ต้องพึ่งสารเคมีเพื่อให้ทันกับฤดูกาล เช่น เกษตรกรทำนาปรัง ต้องใช้ปุ๋ย/สารเคมี จำนวนมาก เพื่อให้ข้าวโตก่อนที่จะถึงฤดูน้ำท่วม (อยู่บนหลังเสือ จะลงก็ไม่ได้)
กระบวนการเคลื่อนงานของ อบต. ที่ใช้แล้วเห็นว่าเกิดผลต่อการเลิกใช้สารเคมี ได้แก่ การคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรที่เห็นด้วย และมีความพร้อมจะทำเกษตรอินทรีย์มาร่วมทีมกับ อบต. จัดกิจกรรมเพื่อหลอมรวมคนในชุมชนให้สามัคคีกัน (ทำนารวม, กีฬา) การจัดอบรมความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกร อบรมข้อเสียของการใช้สารเคมี จัดดูงานของพื้นที่อื่นที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรอินทรีย์ มีพื้นที่ทดลองทำจริง ที่สำคัญที่สุดทุกกระบวนการนั้นต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
ผลของการเคลื่อนงาน ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในบางพื้นที่ ที่มีความชัดเจนของผู้นำ เช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตำบลโนนเปือย อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ตัวแทนของตำบลโนนเปือยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของการเคลื่อนงาน ว่า มีความยากในตอนเริ่มต้นเพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้นจะไม่เห็นผลในปีแรก ๆ ทำให้เกษตรกรหลายรายถอดใจ บางรายหันไปใช้ปุ๋ยชีวภาพจากบริษัทขายปุ๋ยแทน แต่หากทำไประยะหนึ่งจะเห็นประโยชน์จากการทำเกษตรอินทรีย์ อย่างกรณีของจังหวัดสุรินทร์ ที่ถ่ายทอดผ่านทางคุณกัญญา อ่อนศรี ว่า หลังจากเริ่มทำเกษตรอินทรีย์มาประมาณ 4-5 ปี พบว่าสัตว์น้ำ (กบ เขียด ปลา) ที่เคยหายไปตอนที่ใช้สารเคมี ตอนนี้จำนวนและชนิดของสัตว์จำพวกนี้กลับคืนมาอีกครั้ง ดินมีความร่วนซุยมากกว่าตอนใช้สารเคมี เป็นต้น
การเคลื่อนงานด้านการจัดการสารเคมีครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของชุมชน แม้ว่าบางพื้นที่อาจจะไม่นำไปสู่การเลิกใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด แต่สิ่งที่ทุกชุมชนได้คือความร่วมมือ การรวมกลุ่มของกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาพึ่งตนเองได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากหากกลุ่มจัดการสารเคมีจะสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่ม/องค์กร อื่น ๆ ในชุมชนเพื่อร่วมมือเป็นเครือข่ายกันในการนำชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งได้
ขอบคุณ