ผมไม่รู้ว่าจะต้องชื่อบันทึกนี้ว่าเรื่องอะไรดี จะว่าเรื่องวุ่นๆ ก็ไม่ใช่สะทีเดียว จะว่าเรื่องไม่ดีก็ไม่ใช่ จะว่าเรื่องดี หลายคนก็กังขาอยู่เหมือนกัน

เหตุมันเกิดมาตั้งแต่ไปร่วมนั่งเขียนนั่งทำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชามลายู(หลักสูตรนานาชาติ) มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้หลักสูตรอนุมัติและเปิดรับนักศึกษามาเรียบร้อยแล้ว (กำลังรับเพิ่มครับ ใครสนใจสมัครเรียนได้) มีคน(ผู้ทรงคุณวุฒิ) หลายท่านตั้งข้อสงสัยเมื่อเห็นคุณวุฒิของอาจารย์ท่านหนึ่งในหลักสูตร

เหตุผลเพราะอาจารย์ท่านนี้ไม่ได้จบจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งอาจารย์ในหลักสูตรมี 5 ท่าน  4 ท่านจบด้านภาษามลายูจากประเทศมาเลเซีย (นี้ถ้าเป็นจบโทภาษาไทยจากประเทศไทยเขาก็ว่าแน่มากอยู่แล้วครับ และถ้าจบภาษาอังกฤษจากประเทศอังกฤษเจ้าของภาษาเองเขาก็ว่าไม่ใช่ย่อยๆ แล้ว แต่หลักสูตรของเราจบมาเลเซียทั้งหมด ยกเว้นหนึ่งท่าน) ท่านนี้จบภาษามลายูจากประเทศอินโดนีเซีย ครับ

ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหลักสูตร ตั้งคำถามในที่ประชุมว่า ตกลงหลักสูตรนี้จะสอนภาษามลายูไหน มาเลเซียหรืออินโดนีเซีย  และอีกหลายทั้งก็ให้ข้อสังเกตุว่า สองประเทศนี้มีหลักภาษาไม่เหมือนกันทั้งหมด

ประเด็นนี้ผมยอมรับครับ ว่าไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่พอไปด้วยกันได้ เพราะสมัยเรียนมัธยมก็เคยเรียนภาษามลายูกับอาจารย์จากอินโดฯ ปรากฏว่า ใช้เวลาเป็นสัปดาห์เพื่อปรับความเข้าใจกับสำเนียงและคำศัพท์ที่ต่างออกไปจากภาษามลายูที่เราคุ้นเคย

แต่เมื่อผมมานั่งดูแลงานวิชาการของคณะฯ ผมกลับเห็นว่านี้คือจุดแข็งใหม่ที่เราไม่เหมือนกับสองมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสอนสาขาวิชานี้ และเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจมากครับ เหตุผลง่ายๆ คือ ถ้านับประชากรที่ใช้ภาษามลายูในแต่ละประเทศแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า อินโดฯ มีประชากรมากที่สุด ดังนั้นการให้นักศึกษาได้สัมผัสภาษามลายูอินโดฯ ก็หมายถึงการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้กว้างขึ้นด้วยเช่นกัน

ดังนั้นก็ต้องตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า ทำไมคุณจะต้องไปโฟกัสที่มลายูของมาเลเซียอย่างเดียวล่ะ

เพื่อนผมส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ภาษามลายู (โดยเฉพาะที่จบสาขาวิชาภาษามลายูมา) ก็ทำงานที่ประเทศอินโดฯ มากกว่ามาเลเซีย ซึ่งเพื่อนๆ ก็เล่าให้ผมฟังว่า ต้องใช้เวลาปรับตัวด้านภาษานานเหมือนกัน แฮะ.แฮะ. จนกระทั้งได้แต่งงานกับสาวอินโดฯ นั่นแหละครับภาษาจึงแข็งขึ้นทันตาเห็น

งานที่ผมพูดถึงเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะทางภาษาเป็นหลักครับ นั่นคือการเป็นผู้ประสานงานต่างประเทศให้กับเรือประมงไทยในน่านน้ำอินโดฯ ซึ่งคนไทยไปลงทุนเยอะมากครับ

ดังนั้นถ้ามองในแง่นี้ ต้องขอบอกว่านี้คือความแตกต่างของหลักสูตรมลายูของมหาวิทยาลัยของเรา

แต่ก็ต้องมีข้อเฉพาะเจาะจงไปเรื่องหนึ่งก่อนนะครับว่า ถ้าในเรื่องของหลักภาษา นี้ สอนแบบปนกันนี้ไม่ได้นะครับ ซึ่งอันนี้ชัดว่า หลักสูตรของเราใช้หลักภาษาของ dewan bahasa ครับ หมายถึง ราชบัณฑิตยสถานของประเทศมาเลเซียครับ ดังนั้นไม่ต้องกังวล ว่าเราจะเอาทั้งสองประเทศมาสอนรวมกันในหลักสูตรเดียว (ที่ผมกลัวคือ สมองเด็กจะแตกก่อนจบครับ ถ้าเรียนทั้งสองประเทศ)