ข้าพเจ้าเจ็บแปล๊บที่หน้าอกด้านซ้าย ใจหาย เมื่อข้าพเจ้านึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้าและดวงดาวดวงนั้น
วันนี้เมื่อข้าพเจ้าทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างในยามสาย  แสงแดดยามสายกำลังหยอกล้อกับใบไม้สีเขียวหม่นและทอดสายลงมาแตะแต้มผืนแผ่นดินให้เกิดแสงเงา ทำให้ต้นหญ้าต้นน้อย ๆ ที่อยู่เบื้องล่างกลายสีเป็นสีเขียวเฉดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าดูแล้วก็เหมือนกับว่ากำลังอยู่ในห้องนิทรรศการแห่งธรรมชาติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาที่ฝนพรำสาย ปลายฟ้าหม่น และสายลมที่ล่องลอย

          ข้าพเจ้าเดินออกมาหน้าบ้าน เงยหน้าแหงนมองดูที่ต้นไม้สูงริมทางเดินอย่างที่ข้าพเจ้าชอบทำอย่างสม่ำเสมอ  เห็นหูกวางกำลังเต้นรำในชุดที่หลากสีและสดใส

          ใบไม้สีเหลือง ส้ม เขียวและแดง  หล่นเคว้งลงจากต้น  ทำให้ข้าพเจ้าหวลนึกถึงวันที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วัน ใบไม้สีต่าง ๆ เหล่านี้ยังเขียวสดใสอย่างมีชีวิตชีวาอยู่บนต้นที่แข็งแรง

          แล้วนี่กลับร่วงหล่นเกลื่อนริมทางเท้า......

          นี่ใช่ไหม..คือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า ความจริงแท้ที่สุดแล้ว เกิด  เติบโตและร่วงโรย

          ข้าพเจ้าเจ็บแปล๊บที่หน้าอกด้านซ้าย  ใจหาย เมื่อข้าพเจ้านึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้าและดวงดาวดวงนั้น  จะเป็นเช่นนี้ใช่ไหม จะเป็นเช่นนี้รึเปล่า  จะต้องเปลี่ยนไปใช่หรือไม่  ในวันหนึ่งต่อจากนี้จะไม่รักกันมากอย่างนี้อีกแล้วหรือไร  เราจะไม่ต้องการกันและกันอีกแล้วใช่ไหม  ความหวานจะคลายจางลงและความอ้างว้างจะเข้ามาแทนที่ หรืออาจจะมีเพียงแต่ความเศร้าให้ข้าพเจ้าได้ดื่มกินเท่านั้น

          นี่คือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนหรือไร
          ได้มาเพื่อที่จะเสียไปในวันหนึ่งข้างหน้า
          แล้วนี่..เราจะต้องรักคนอีกสักเท่าไร  เพื่อให้หัวใจและความรู้สึกของหัวใจเราจะยังคงได้ลิ้มรสหวานอยู่เสมอ

          ดวงดาวจ๋า
          ถ้าหากว่าเมื่อวันนั้นมาถึง  คุณจะยืนอยู่ที่ไหน และดวงดาวจะยังคงรักสายลมอย่างข้าพเจ้าอยู่อีกหรือไม่ หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากหรือน้อยระหว่างดวงดาวและสายลม

          มันช่างแสนเศร้า..ที่ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย

.....................................................