ผู้ที่ด้อยกว่า ถ้าอยากจะชนะก็ต้องรู้สภาวะแวดล้อมที่เป็นจุดเด่นและโอกาสของตนเอง รวมทั้งต้องกล้าที่จะเสี่ยงด้วย

       มีนิทานที่ให้ข้อคิดเรื่องการวางแผนเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง เรื่องเต่าแข่งกับกระต่ายภาค 3 ต่ออีกเรื่อง 
     
กล่าวคือ  กระต่ายรู้สึกอับอายมากที่วิ่งแพ้เต่าเป็นครั้งที่สอง   ก็พยายามทบทวนว่า
แพ้เต่าได้อย่างไร ทั้งๆที่ตนมีจุดแข็งและโอกาสที่มีเหนือเต่าทุกอย่าง  กระต่ายคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก  เพื่อให้หายสงสัยจึงไปขอท้าเต่าแข่งขันแก้ตัวเป็นครั้งที่ 3  เต่าเองก็รู้ตัวว่าตนมีข้อเสียเปรียบกระต่ายเกือบทุกอย่าง  ที่ชนะครั้งแรกเพราะกระต่ายประมาท  ส่วนครั้งที่สองก็เกิดจากการใช้ปัญญา  ครั้งนี้จึงมีข้อจำกัดจะนำวิธีการเก่าๆมาใช้ในครั้งที่สามก็คงไม่ได้  แต่ถ้าไม่รับคำท้าก็เสียศักดิ์ศรีความเป็นแชมเปี้ยน  การแข่งครั้งนี้จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับเต่าอย่างมาก  เต่าจึงขอเวลาคิดแผนกลยุทธ์สักหนึ่งวันก่อนที่จะรับคำท้ากระต่าย

                        หลังจากเต่ากลับไปนอนคิดได้หนึ่งคืน  จึงมาตอบรับคำท้ากระต่าย  โดยเสนอเงื่อนไขว่า  ครั้งนี้ขอเปลี่ยนสนามวิ่งแข่งขันใหม่เป็นบริเวณภูเขา  กระต่ายพิจารณาแล้วเห็นว่าภูมิประเทศที่เต่าเสนอมาตนเองย่อมคุ้นชินและได้เปรียบเต่า  จึงตอบตกลง

                        การแข่งขันจะเริ่มวิ่งจากยอดภูเขาจนถึงเส้นชัยคือบริเวณเชิงเขา 
                    
เมื่อสิ้นสัญญาณการปล่อยตัว  กระต่ายกระโจนออกไปอย่างสุดกำลัง  ส่วนเต่าก็คลานต้วมเตี้ยมไปจนถึง
หน้าผาที่สูงชัน  แล้วหดหัวและขาตนเองลงในกระดอง  จากนั้นก็ทิ้งตัวให้ตกลงจากหน้าผาแล้วกลิ้งลงมาที่เชิงเขา  จนถึงเส้นชัยก่อนกระต่าย  ด้วยสภาพกระดองที่สะบักสะบอม 
            ผลการแข่งขันเต่าจึงชนะกระต่ายอีกเป็นครั้งที่สาม  แต่เป็นชัยชนะที่แลกกับความบอบช้ำและเจ็บปวดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด