สร้างแรงยุให้เค้าคึก....นึกอยากที่จะเรียนด้วยตัวเค้าเองดีกว่า

               เปิดเทอมใหม่แล้ว!   คุณครูคนเก่าก็มีเด็กกลุ่มใหม่มาให้สอนอีกแล้วล่ะค่ะ  แต่ปีนี้ไม่ได้สอนเด็กกลุ่มเดิมในระดับ ม.3 อย่างเดียวนะคะ  มีสอนเด็กกลุ่ม ม. 2 ด้วย  เพราะที่กลุ่มสาระฯ ลงมติให้ทำการหยิบฉลากสุ่มกลุ่มนักเรียนที่จะทำการสอน  ออกจะมีโชคทางการหยิบสลากค่ะ ...... (ปีใหม่ทุกที.....คนอื่นๆ หยิบได้ของชิ้นโต๊....โต  ผู้เขียนหยิบทีไร.....ได้ของชิ้นเล็กตลอด)  ปีนี้....เลยหยิบได้ห้องเด็กเรียนอ่อนมาตั้ง  3  ห้องแน่ะ  โรงเรียนเราไม่มีสิทธิ์เลือกเด็กเก่งๆ อย่างโรงเรียนในตัวเมืองค่ะ ( ใครมาเราก็รับหมด  เวลาเปิดเทอมผ่านมาตั้ง  1  สัปดาห์แล้ว  เราก็ยังรับค่ะ  พวกเราต้องถือคติที่ว่า....ใครอยากเรียน   ต้องได้เรียน.... ไว้ให้มั่นค่ะ เพื่อรองรับเด็กที่พลาดจากการสอบจากที่อื่น )  เพราะฉะนั้นเด็กที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะอ่อนมาก - ปานกลาง สำหรับในรายวิชาภาษาอังกฤษ  ( อาจจะมีบ้างนะคะ....ที่มีเด็กเก่งโผล่หรือหลงเข้ามาให้ชื่นใจนิดนึง  ต้องใช้คำว่า "รีบตะครุบ" ไว้ค่ะ   เพราะเค้าเหล่านั้นจะเป็นตัวชูโรงที่พอที่จะสอนง่ายหน่อยและพร้อมที่จะทำชื่อเสียงให้โรงเรียนได้บ้างในโอกาสการแข่งขันทักษะทางวิชาการต่างๆ   แต่ก็นั่นล่ะค่ะ.....พอสอนได้ดั่งใจ  ........พอเค้าเหล่านั้นจบช่วงชั้น  เราก็ต้องปล่อยให้เค้าไปสอบในโรงเรียนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับช่วงชั้นที่สูงขึ้น....เพื่ออนาคตของเค้านี่คะ  ส่วนเด็กๆ ที่เหลืออยู่ที่โรงเรียนเราก็ต้องขุน....เอ๊ย! ...สอนกันต่อไป  )   

           เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์แรกของการเปิดเรียน  ก็เลยง่วนกับภาระกิจต่างๆ ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก  ตลอดจนเป็นครั้งแรกของการเข้าพบกับนักเรียนกลุ่มใหม่ด้วย

           มีอยู่ห้องนึงค่ะ   เป็นห้องที่อ่อนที่สุดในระดับชั้น  ม.2  ( เกือบทุกๆ รายวิชา ) แล้วก็ได้ยินกิติศัพท์ของความซ่าส์  (ประสาเด็กไม่ชอบเรียน) มาจากครูที่สอนเค้ามาก่อนซะหูอื้อเลย  ก็เลยเกิดคำถามในใจก่อนเข้าห้องสอนเค้าว่า  "แล้วฉันจะทำอีท่าไหนดีหว่า.....ให้พวกเค้าอยากจะเรียนภาษาอังกฤษ....ที่เสมือนยาขมของเค้าเนี่ย?"  แต่ถ้ามัวแต่คิดหาวิธีการแก้ปัญหาล่วงหน้า  โดยยังไม่ไปเจอเจ้าต้นตอปัญหาเราก็จะยังไม่รู้ว่าควรเลือกวิธีไหนแก้ปัญหานั้นเป็นแน่.....เลย.....ต้องลุย!!

          พอเข้าไปเจอกันปุ๊ป.....เค้าก็แสดงกิติศัพท์ให้เห็นซะวันแรกนั่นเลย  ก็เป็นการดีนะคะ  เราจะได้เลือกวิธีแก้ให้เข้ากับเค้าหน่อย  ก็ต้องลุยกันแบบลูกล่อลูกชนบ้างสำหรับเด็กบางกลุ่ม

          มาสะดุดตรงที่   บอกเค้าว่า.....ครูได้ยินกิติศัพท์ห้องเรามาแบบนี้นะ......เลยดั๊นไปท้าเค้าต่อ.....ว่า "เอามั๊ยล่ะ  เรามาลองดูกันซักตั้งซิว่าถ้าพวกเราจะขยันเรียนภาษาอังกฤษขึ้นมาเนี่ย....เราจะเก่งกว่าห้อง(....)มั๊ย   ครูพร้อมแล้วล่ะนะ  เธอล่ะ....จะเอาด้วยมั๊ย?" 

         โอ!  ได้ผลค่ะ.......ไอ้คนที่ดูท่าจะเฮ้วสุดๆ กว่าใครในห้องตอบกลับมาทันที " เอา.....ครู....เอา"   (เริ่มเข้าทางแล้วค่ะ)......ก็เลยยุต่อ  "เอ๊า.....แล้วคนอื่นล่ะ ไม่เอาด้วยเหรอ   เอามั๊ยล่ะ.....เรามาช่วยกันทั้งครูทั้งเธอ  ตกลงมั๊ย"  ทีนี้ตกลง กันเป็นแถวเลยล่ะค่ะ (ทั้งห้อง)  เริ่มสนุกแล้วล่ะค่ะ  (เริ่มเห็นแสงรำไรเล็กน้อยก็ยังดี)   ประมาณว่าสร้างคำถามยั่วยุให้เค้าคึก...อึกเหิมกันสุดฤทธิ์....(เหมือนจะออกศึกเลยนะคะ)  เพื่อที่เค้าจะได้ตั้งใจ  แล้วก็รักที่จะเรียน  อยากเรียนแบบมีจุดมุ่งหมายหรือปักธงไว้ให้ตนเอง  ไม่ใช่สักแต่เรียนตามพ่อแม่สั่ง

        ผู้เขียนน่าจะต้องบอกว่า......ผู้เขียนเองแทบจะไม่อยากเอาหลักสูตรตามระดับชั้นมากางและจัดให้พวกเค้าเรียนตามที่หลักสูตรระบุเลยล่ะค่ะ  ก็เล่นพบความจริงที่ว่าเค้าเขียน A - Z กันไม่ครบและเขียนไม่ถูกด้วยซ้าไป.....เลยต้องคิดใหม่ค่ะ  ถ้าเราจะสร้างตึก....แล้วฐานรากของตึกยังไม่แข็งพอ  ถึงจะต่อเติมต่อไปอีกซักสิบๆ ชั้นมันก็ต้องพังครืนลงในไม่ช้า......สู้เราไปสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานรากก่อนดีกว่า 

        แม้ว่าขณะนี้ ..... พวกเค้าถูกเตะโด่ง, ปล่อยปละมาเรื่อยๆ  ตามนโยบายห้ามซำชั้นของกระทรวงฯ ก็ตาม  ก็คงต้องมาเริ่มต้นสร้างฐานรากกันใหม่

        มาในวันนี้ของการพบกับในคาบเรียนคาบที่สอง  ผู้เขียนจึงจำต้องนำเสนอ A - Z  ใหม่....อีกครั้ง....แต่ครานี้ผู้เขียนกลับได้พบแววตาแห่งความมุ่งหมายของการปักธงร่วมกันของพวกเค้า  แถมด้วยการตั้งใจเรียน  อยากรู้โน่น  อยากรู้นี่  เถียงกันวุ่น  เธอผิดเพราะตรงนั้น  ฉันผิดเพราะตรงนี้  แต่ที่ได้มา...ณ...ตรงนี้....คือเค้าอยากจะเรียนรู้ด้วยใจมุ่งมั่นของเค้าเหล่านั้นเอง.......ก็คงต้องรอดูกันต่อไป