เมื่อวาน ผมได้ร่วมนั่งประชุมกับทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยครับ ประเด็นที่คุยกันคือ การพัฒนาโจทย์วิจัย เพื่อเสนอของบวิจัยของสกว. ในชุดโครงการ "มลายูนัยสำคัญต่อไทย"

งานนี้ผมรับบทเป็นแม่งานครับ ในการประชุมคณาจารย์นักวิจัยของคณะและของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดโครงการ ประชุมไปแล้วก่อนหน้านี้สองชุดครับ ก็ทำโครงการเสร็จไปแล้ว และเมื่อวานประชุมอีกสองชุดโครงการ และอีกหนึ่งในใจของผม

เมื่อเสร็จสองโครงการที่ตั้งใจ ผมก็พูดนำเสนอขึ้นประเด็นอีกหนึ่งประเด็นว่า

ผมอยากศึกษาเกี่ยวกับหนังสือตำราเรียนเปรียบเทียบระหว่างปอเนาะในปัตตานีกับปอเนาะในรัฐกลันตัน

ดร. ดลวนะ ตาเยะ ก็ถามว่า ทำไมศึกษาเฉพาะตำราเรียน แต่โดยส่วนตัวท่านบอกว่า หัวข้อน่าสนใจ

ผมตอบท่านว่า ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การศึกษาในภูมิภาคนี้ จะพบว่า การศึกษาแบบปอเนาะ มีจุดเริ่มต้นที่ปัตตานี และแพร่ขยายไปทั่วมาเลเซีย อินโดฯ บูรไน กัมพูชา ฯลฯ ดังนั้นถ้าให้ผมไปศึกษาปอเนาะที่มาเลเซียแล้วนำผลมาปรับใช้ที่ปัตตานี ผมไม่ทำ เพราะผมรู้สึกเสียศักดิ์ศรี และหากเราดูสถิติจะพบว่า ตอนนี้มาเลเซียเหลือปอเนาะไม่กี่แห่งแล้วครับ ในขณะที่ไทยมีปอเนาะอีกมากมาย การนำแบบของปอเนาะในมาเลย์มาใช้ที่ไทยจึงเป็นการเสียศักดิ์ศรีความเป็นมุสลิมไทย ต้นตำรับของปอเนาะแห่งภูมิภาค

ที่ประชุมเห็นด้วยกับผม และยังมีข้อเสนอว่า สิ่งที่ควรศึกษาคือ ศึกษาว่าปอเนาะในประเทศไทยดำรงอยู่ได้อย่างไร แล้วนำผลนี้ไปเสนอต่อประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ดังนั้นในส่วนตัวของผมจึงมองว่า น่าจะมีการศึกษาว่า ตำราที่ใช้เรียนกันในปอเนาะเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง ปอเนาะในประเทศไทยกับมาเลย์ มีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อนำเสนอกับปอเนาะไทยว่า มาเลย์เขาใช้ตำราอะไรสอนกัน ทำไมจึงไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศเลย ไม่เหมือนกับไทย ที่ปอเนาะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ

ดร.ดลวนะ ก็ให้ข้อมูลกับผมว่า ตำราของปอเนาะในมาเลเซียกับไทยยังคงใช้เล่มเดียวกันอยู่

ดร. มูหัมมัดซอและ แวหะมะ ก็เอ่ยนามชื่อตำราดังกล่าวขึ้น และผมก็เสริมด้วยชื่อตำราอีกเล่มหนึ่ง ในที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปว่า ออ. ใช่ หนังสือเล่มนั่นแหละที่สอนที่เรียนกันมาตั้งแต่อดีต

ดร. ดลวนะ ก็พูดต่อว่า ในอดีตมาเลเซีย เคยมีความพยายามแต่งตำราเพื่อใช้ในปอเนาะใหม่เหมือนกัน แต่ไม่มีนักวิชาการคนใดกล้าเขียนตำราเพื่อเทียบเคียงกับตำราที่เขียนโดยนักวิชาการรุ่นเก่าเลย ดังนั้นผลจากความพยายามดังกล่าวจึงออกมาแค่ในรูปแบบของการปรับภาษาให้ทันสมัยขึ้น เพื่อให้คนในยุคปัจจุบันเข้าใจ หรือเพียงแค่ยกตัวอย่างให้เป็นปัจจุบันขึ้นเท่านั้นเอง

อันนี้เป็นผลการกระบวนการจัดการศึกษาของปอเนาะครับ ที่สร้างทัศนคติของผู้เรียนให้ยึดมั่นกับครูผู้สอน จนไม่สามารถคิดนอกเหนือจากนี้ได้

ข้อสรุปที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในช่วงนี้คือ หากมีการเปลี่ยนการใช้ตำราเรียน ก็หมายถึง การเปลี่ยนสภาพจากปอเนาะเป็นโรงเรียน และจะไม่มีการยอมรับว่าเป็นปอเนาะ หากใช้ตำราอื่น นอกจากที่มีการใช้อยู่ในอดีต

ดร.ดลวนะ เสริมต่อว่า สิ่งที่มาเลย์ทำสำเร็จเกี่ยวกับปอเนาะมีเรื่องเดียว คือ การทำให้การศึกษาในรูปแบบปอเนาะได้รับการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาจากทางราชการ นั่นหมายถึงหากจบจากปอเนาะก็จะสามารถเทียบวุฒิการศึกษากับการศึกษาในระบบปัจจุบันได้

ในที่ประชุมก็แลกเปลี่ยนกันต่อว่า จะทำได้ไหนในประเทศไทย ให้มีการรับรองวุฒิการศึกษาปอเนาะ เหมือนมาเลย์ เพราะถ้าทำได้จะสามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาในสามจังหวัดได้ไปเปราะหนึ่งทีเดียว

ทำไมการรับรองวุฒิปอเนาะจะสามารถแก้ไขปัญหาบางส่วนของสามจังหวัดได้ ก็เพราะผลผลิตจากปอเนาะจะมีทางออกที่ได้รับการรับรองจากรัฐ เขาสามารถศึกษาต่อในระบบได้ และทางช่องทางในการใช้ชีวิตในสังคมได้ดีขึ้น ซึ่งอันนี้คือหัวใจหลักของการสร้างความมั่นคงในสามจังหวัด

 

สุดท้ายของบล็อกนี้ ขออนุญาตนำเสนอด้วยความภาคภูมิใจว่า ตำราที่ใช้ในปอเนาะในภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่เป็นตำราที่เขียนโดยนักวิชาการอิสลามที่มีภูมิลำเนาจากปาตานี (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในอดีต) และในอดีตพี้นที่ที่เรียกว่า ปาตานีนี้ ได้รับสมญานามว่า เป็นกระจกเงาแห่งมหานครมักกะห์ เนื่องจากมีความรุ่งเรืองทางการศึกษามากที่สุด