ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดคณะแพทยศาสตร์ขึ้นมาโดยมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เปิดคณะแพทยศาสตร์ โดยไม่ต้องสร้างโรงพยาบาลของตนเองแต่ให้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขใช้โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปแทน ใน 3 ปีแรกเรียนที่มหาวิทยาลัย ปี 4-6 เรียนที่ศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาที่โรงพยาบาลพุทธชินราชและโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ การรับเด็กนักเรียนมีทั้งจากเด็กมัธยมจากการสอบตรงและโควตาพิเศษและรับอีกกลุ่มหนึ่งจากกลุ่มวิชาชีพด้านสุขภาพที่จบปริญญาตรีที่เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาเรียนในระบบ New tract โดยเรียนที่มหาวิทยาลัย 2 ปีและอีก 3 ปีเรียนในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งการเรียนแพทย์ 5 ปีนี้ได้มีมาหลายปีแล้วที่จุฬาก็เคยทำเมื่อปี 2531 และตอนที่ธรรมศาสตร์จะเปิดคณะแพทย์ก็จัดทำเป็นหลักสูตร 5 ปีโดยรับผู้ที่จบปริญญาตรีแล้วมาเรียนเป็นแพทย์ชนบท (แต่ก็ทราบว่ารุ่นที่จบมาทำงานปีนี้เป็นรุ่นสุดท้าย รุ่นอื่นๆจะเป็นการเรียน 6 ปีทั้งหมด) ในส่วนของมหาวิทยาลัยนเรศวร เนื่องจากมีการขยายปริมาณนักศึกษามาก จึงได้ขยายสถานที่เรียนปี 4-6 ในระดับคลินิกไปที่โรงพยาบาลทั่วไปอีก 3 แห่งคือโรงพยาบาลแพร่ โรงพยาบาลพิจิตร โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช(ตาก)

             ในความเห็นส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับระบบนิวแทรคส์ เพราะไม่ได้มีการหล่อหลอมมาตั้งแต่เริ่ม การรู้สึกอยากเป็นแพทย์ชนบทจะมีน้อย เป็นความต้องการเฉพาะตัวมากกว่า แต่อยากให้มีการนำระบบVertical Integration มาใช้ โดยการคัดเลือกเด็กนักเรียนมัธยมแบบโรงเรียนเตรียมแพทย์เลย หากเด็กมีคุณสมบัติ ใจรักและสมัครใจจะทำงานอยู่ที่บ้านเกิด ก็ให้มีการเรียนรู้ชุมชน สังคมชนบทตั้งแต่มัธยม มีระบบติวให้เขาสามารถเรียนรู้วิชาพื้นฐานได้ดี มีช่องทางหรือโควตาให้เขาเข้าเรียนพร้อมทุนบางส่วนสนับสนุนให้เหมือนกับที่เคยให้กลุ่มพยาบาลหรือพนักงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งแพทย์ (ODOD) ควรจะทำแบบนี้ การเรียนก็ใช้โรงเรียนแพทย์ชนบท (Rural Medical School) ทั้ง 9 แห่ง ( 8 แห่งที่ ครม.อนุมัติใหม่ กับที่มหาวิทยาลัยนเรศวรที่ทำอยู่แล้ว) การเรียนการสอนก็พยายามให้เขาเกาะติดพื้นที่มากที่สุด ใช้โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนที่มีความพร้อมและสมัครใจเป็นเครือข่ายกับมหาวิทยาลัย มีการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยและรัฐบาล พอจบการศึกษาก็ทำงานในโรงพยาบาลในพื้นที่พร้อมกับให้มีการฝึกอบรมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในโรงพยาบาลที่ทำงานไปด้วย(On the job training) และหากเป็นไปได้ให้ฝึกอบรมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ชนบทต่ออีก 1 ปี พอได้วุฒิแล้วก็มีการปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสมและให้ช่วยเป็นอาจารย์พิเศษในการช่วยสอนรุ่นน้องต่อไป พร้อมทั้งมหาวิทยาลัยเครือข่ายก็เปิดโอกาสให้ทำผลงานวิชาการเป็นผศ/รศ/ศ โดยอาจมีเงินส่วนหนึ่งสนับสนุนให้ตามตำแหน่งวิชาการ มีโควต้าการเรียนให้สำหรับบุตร เป็นต้น