กรอบความคิดของผู้นำทำให้เกิดจุดแข็งบางประการ แต่เมื่อผู้นำใช้จุดแข็งเหล่านั้นมากไป มันก็กลายเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้ประสบความล้มเหลว
ต่อจากบันทึกที่แล้ว การสร้างทีมงานสมรรถนะสูงด้วยเอ็นเนียแกรม .....
ภาวะผู้นำ

            การทำงานในทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อความสำเร็จขององค์กรเช่นเดียวกับความสามารถในการเป็นผู้นำทีม  ผู้นำมักบริหารงานจากกรอบความคิดในเรื่องความเป็นผู้นำซึ่งมีความสัมพันธ์สไตล์เอ็นเนียแกรมของเขา  กรอบความคิดของผู้นำทั้ง 9 สไตล์เป็นดังต่อไปนี้  <h5 style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></h5><h5 style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></h5><h5 style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></h5><h5 style="margin: 0pt" class="MsoNormal">กรอบความคิดของผู้นำ 9 สไตล์</h5><h4 style="margin: 0pt" class="MsoNormal">         งานของผู้นำคือ   ….. </h4><ul>

  • สไตล์หนึ่ง กำหนดเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพมากที่สุด
  • สไตล์สอง ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของสมาชิกในทีม  แล้วจูงใจและคอยส่งเสริมให้พวกเขาไปสู่เป้าหมายขององค์กร
  • สไตล์สาม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน  เพราะทุกคนเข้าใจเป้าหมายและโครงสร้างขององค์กรดีอยู่แล้ว
  • สไตล์สี่ สร้างองค์กรที่พนักงานทำงานอย่างมีความหมายและมีเป้าหมายเพื่อให้พวกเขาเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีเยี่ยม
  • สไตล์ห้า สร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพโดยค้นคว้าข้อมูล  วิเคราะห์อย่างรอบคอบ  และวางแผน  เพื่อให้ทุกระบบทำงานอย่างสอดคล้องกันและทุกคนมีเป้าหมายในการทำงานอย่างเดียวกัน
  • สไตล์หก แก้ไขปัญหาขององค์กรด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ด้วยดี และให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วม
  • สไตล์เจ็ด สร้างความตื่นเต้นและแปลกใหม่ให้พนักงาน เพื่อให้องค์กรสามารถฉกฉวยความได้เปรียบจากโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่สำคัญได้
  • สไตล์แปด  ผลักดันองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเด็ดขาด  มอบหมายงานที่เหมาะสมให้กับคนที่มีความสามารถและเชื่อถือได้  และมอบอำนาจให้คนเก่งได้ลงมือทำงาน
  • สไตล์เก้า ช่วยให้บรรลุเป้าหมายโดยรวม  ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและเปี่ยมไปด้วยความปรองดอง
  • </ul>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            กรอบความคิดของผู้นำแต่ะสไตล์เอ็นเนียแกรมจะบ่งบอกถึงเรื่องที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เรื่องที่เขามักมองข้าม เรื่องที่เขาให้คุณค่า เรื่องที่เขาไม่สนใจ รวมไปถึงทักษะที่เขาเชี่ยวชาญและทักษะที่เขายังไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์  </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">              ตัวอย่างเช่น ผู้นำสไตล์หนึ่งอาจกำหนดมาตรฐานที่สูงมากและพัฒนาองค์กรให้เป็นเลิศ แต่เขาก็อาจไม่พอใจหรือหงุดหงิดถ้าลูกน้องทำได้ไม่ดีเท่ามาตรฐานของเขา  ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสไตล์หนึ่งอาจพยายามปั้นคนให้เป็นดาว แต่ก็มองข้ามพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างของคนที่เขากำลังปลุกปั้นอยู่นั้น</p><p>             </p><h4>          กรอบความคิดของผู้นำทั้ง 9 สไตล์ยังก่อนให้เกิดพรสวรรค์ของผู้นำ 9 แบบแตกต่างกันดังนี้ </h4><ul>

  • สไตล์หนึ่ง  มุ่งเน้นความเป็นเลิศ
  • สไตล์สอง สร้างแรงจูงใจและสนับสนุนผู้อื่น
  • สไตล์สาม มุ่งเน้นผลลัพธ์
  • สไตล์สี่  ทำงานด้วยไฟในใจ
  • สไตล์ห้า ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ปราศจากอคติ
  • สไตล์หก วิเคราะห์และวางแผน
  • สไตล์เจ็ด นวัตกรรมและความยืดหยุ่น
  • สไตล์แปด สร้างสิ่งสำคัญให้เกิดขึ้น
  • สไตล์เก้า เปิดรับและเน้นมติของกลุ่ม
  • </ul>  <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            ถ้าผู้นำมองเห็นค่าและได้ใช้ประโยชน์จากพรสรรค์เหล่านี้ให้เหมาะกับความต้องการขององค์กร ก็จะเกิดประโยชน์กับองค์กรอย่างมาก  ลองจินตนาการว่าจะดีเพียงใดถ้ามีผู้นำสไตล์สองเข้ามาทำงานในองค์กรที่มีปัญหาเรื้อรังในเรื่องขวัญและกำลังใจของพนักงานตกต่ำ  หรือผู้นำสไตล์เจ็ดที่สามารถพลิกผันองค์กรที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จากสภาพเฉื่อยชาและขาดความยืดหยุ่น  อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้นำใช้พรสวรรค์ของตนมากเกินไป ในไม่ช้าจุดแข็งในภาวะผู้นำของเขาจะกลายเป็นจุดอ่อน</p><h4>             ความรู้เอ็นเนียแกรมเป็นเหมือนแผนที่สำหรับผู้นำที่จะช่วยในเรื่องต่อไปนี้ </h4><ul>

  • เข้าใจในประโยชน์และข้อจำกัดของกรอบความคิดของตน

  • ค้นหาจุดแข็งในความเป็นผู้นำของตนและใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้อย่างเต็มที่

  • ตรวจสอบสิ่งที่จะอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในฐานะผู้นำของตน และแก้ไขก่อนที่จะเป็นปัญหาในองค์กร

  • </ul>  <h4 style="margin: 0pt" class="MsoNormal">การพัฒนาตนเองด้วยเอ็นเนียแกรม</h4><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            เอ็นเนียแกรมชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนาตนเองที่เฉพาะเจาะจงและได้ผลสำหรับคนแต่ละสไตล์ ตัวอย่างเช่น คนสไตล์สามจะพัฒนาตัวเองได้จากการฝึกที่จะไม่มุ่งเน้นที่ผลลัพท์เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องให้ความใส่ใจกับผู้อื่น และเรียนรู้ถึงคุณค่าในความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ให้ค่ากับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว  คนสไตล์หกจะพัฒนาตนเองได้ถ้าฝึกที่จะเชื่อมั่นในอำนาจของตนเองและไว้ใจผู้ที่มีอำนาจบ้าง และต้องแยกให้ออกระหว่างสัมผัสที่หกของตนกับการทึกทักคิดไปเอง  คนสไตล์เจ็ดจะพัฒนาตนเองได้จากการฝึกที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนที่จะวอกแวกไปกับไอเดียร้อยแปดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา</p>  <h3 style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            เรายังต้องจำไว้ด้วยว่า เราเป็นอะไรหมายกว่าเบอร์หรือหมายเลขตามความรู้นี้  วัตถุประสงค์ของเอ็นเนียแกรมไม่ได้เป็นเพียงบอกว่าคุณเป็นสไตล์ไหน แต่เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง เพื่อที่คุณจะสามารถเป็นอิสระจากการทำอะไรที่เป็นแบบแผนตามสไตล์เอ็นเนียแกรมของคุณ และเพื่อให้คุณสามารถนำศักยภาพในตัวมาใช้ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ <hr></h3>แหล่งที่มา : แปลและเรียบเรียงจากบทความ Bringing Out the Best in Your OD Practice - How to Use the Enneagram System for Success,OD Practitioner – Journal of the Organization Development Network  Vol. 37, No.2 2005 โดยได้รับอนุญาต <hr>

    It is my strong belief that, sooner or later, the enneagram will come your way.  But please believe me, the sooner the better. 

    </span></span></span><h6> (Check it out in the internet!) </h6><hr><p>การเรียนรู้ตนเอง (ตัวเป็นๆ) และเข้าใจผู้อื่น (ตัวเป็นๆ) ด้วยเอ็นเนียแกรมที่ได้ผลที่สุดคือการเข้าสัมมนา </p><p>ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าสัมมนาในหัวข้อ Leadership Development with the Enneagram  เป็น Public Workshop รุ่นที่ 4 ในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2550 ที่โรงแรม Amari Boulevard Sukhumvit</p><p>ดูรายละเอียดได้จาก</p><p>http://www.enneagram.co.th/event.htm </p>