จากที่ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับการเลี้ยงหมูสายพันธุ์ไฟแรงสูงไปแล้วสองตอนนั้น เป็นสิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนถึงสภาพการเลี้ยงหมูในอดีตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 (ตั้งแต่คราวที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมโน้น) ซึ่งผมนับว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่เลี้ยงสืบต่อกันมาในยุคหนึ่ง ครั้นพอเริ่มเข้าสู่ยุคของการพัฒนา ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาสู่ระบบการจัดการในการเลี้ยงหมู กระทั่งได้ทำลายภูมิปัญญาในการเลี้ยงหมูไปอย่างไม่รู้ตัว
จากปรากฏการณ์ดังกล่าวผมจึงคิดว่าน่าจะได้รื้อฟื้นภูมิปัญญาในการเลี้ยงหมูที่บรรพบุรุษเราสั่งสมกันมาหลายสิบปี ให้กลับคืนมา และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกาลสมัยของยุคเทคโนโลยี เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุนในการเลี้ยง ไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน ดังเช่นภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นในอาชีพการเลี้ยงหมูเหมือนทุกวันนี้ ราคาอาหารแพง ในขณะที่ราคาของหมูตกต่ำ ซึ่งการเลี้ยงหมูแบบปล่อยแปลงที่มีรั้วไฟฟ้ากั้นอาณาเขตแบบนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลักประกันของความยั่งยืนในอาชีพของพี่น้องเกษตรกรได้
การเลี้ยงหมูแบบเกื้อกูลจึงเกิดขึ้นเมื่อผมมีความสนใจในการทำเกษตรกรรมแบบประณีต เพราะในกระบวนการทำเกษตรกรรมแบบประณีตนั้นเราต้องคำนึงถึงความสมดุลในระบบนิเวศน์ ดังนั้นในกระบวนการที่เราจะสร้างความสมดุลในระบบนิเวศได้นั้นเราจะต้องมีการจัดการความรู้หลายด้าน แต่ด้านหนึ่งที่มีความสำคัญมากก็คือการปรับปรุงบำรุงดิน
ดังนั้น เพื่อศึกษาความเกื้อกูลในระบบนิเวศผมจึงตัดสินใจในการนำภูมิปัญญาการเลี้ยงหมูของชุมชนในอดีต คือการเลี้ยงหมูแบบปล่อย มาดัดแปลงเป็นการเลี้ยงหมูแบบปล่อยในแปลงมะนาว มาผสมผสานกับเทคโนโลยี คือรั้วไฟฟ้า เพื่อทำคอกขนาดใหญ่ป้องกันไม่ให้หมูออกไปรบกวนเพื่อนบ้าน หรือทำลายพืชพันธุ์ของเพื่อนบ้าน
จากวิธีการดังกล่าวผมจึงคิดว่าการทำเกษตรกรรมแบบประณีตนั้น สามารถที่จะมีรูปแบบในการปรับปรุงบำรุงดินที่หลากหลาย ดังเช่น วิธีการเลี้ยงหมูแบบปล่อยในแปลงมะนาวครั้งนี้ น่าจะมีคำตอบสำหรับพี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตามนี้ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งเท่านั้นของการปรับปรุงบำรุงดินในระบบ ดังนั้น เพื่อเป็นการหาคำตอบ และความเหมาะสมในแต่ละบริบทของพี่น้องเกษตรกร ก็คงจะต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร) นับเป็นโอกาสอันดีที่พี่น้องเกษตรกรจากจังหวัดมหาสารคาม กว่า 40 คนได้มาอบรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ณ มหาชีวาลัยอีสาน ผมจึงได้พาไป ลปรร. ที่คอกหมู และได้โยนประเด็นคำถามเพื่อเป็นโจทย์ให้พี่น้องเกษตรกรคิดว่า "แนวทางการเลี้ยงหมูแบบปล่อยในแปลงมะนาวนี้ท่านคิดอย่างไร"ก็ได้คำตอบในเบื้องต้นว่า
1. เป็นรูปแบบที่ดี น่าจะได้มีการขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป
2. จะนำกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เนื่องจากส่วนใหญ่คิดว่าวิธีการเลี้ยงแบบนี้น่าจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าการเลี้ยงทั่วๆ ไป
3. เป็นวิธีการจัดการที่ง่ายสะดวกน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา
4. การเลี้ยงหมูพันธุ์เหมยซานในระบบนี้น่าจะมีความเหมาะสมที่สุด เพราะ เชื่อง กินง่าย และเก่ง เนื้อหอม
5. การเลี้ยงหมูแบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาในการกำจัดวัชพืชในแปลงมะนาว
6. การเลี้ยงหมูแบบนี้น่าจะสะดวกในการจัดการเพราะไม่ต้องมาเสียเวลาในการให้ปุ๋ย และพรวนดิน
7. การเลี้ยงหมูแบบนี้น่าจะมีต้นทุนต่ำ เพราะหมูกินวัชพืช และพืชทั่วๆ ไป เช่นใบกระถิน ผักโขม ต้นกล้วย เป็นต้น
8. หมูพันธุ์นี้ตัวกระทัดรัด ไม่โตมาก เหมาะกับการนำไปใช้ในการบริโภคในงานรื่นเริงทั่วไป <p>จากประเด็นดังกล่าวผมจึงคิดว่าเราน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว ในการที่นำภูมิปัญญาพื้นบ้าน มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเลี้ยงหมูพันธุ์เหมยซาน เพื่อจะได้เป็นอาชีพทางเลือกหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรโดยทั่วไป โดยเฉพาะการผลิตในระบบเกษตรกรรมแบบประณีตที่จะมีความมั่นคงในเรื่องของอาหาร และมีความสมดุลในระบบนิเวศอีกด้วย</p>
ขอบคุณครับ
อุทัย อันพิมพ์
</font><p>6 พฤษภาคม 2550</p>
แม๋!!! ดูคึกคักจังนะครับเจ้าอู๊ดพวกนี้
หมูอ้วนดีท่านปลัดปิกบอกว่าถ้าโดนถ่านไฟแตง ๆ จะมีรถชาติยังไง
การเลี้ยงหมูปล่อยแปลงเสมือนการให้อิสระกับหมูในการดำเนินชีวิต แถมผู้เลี้ยงยังได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นครับ
ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลาในการให้ปุ๋ยต้นไม้ การการเจริญเติญของหมูน่าจะดีขึ้น คุณภาพเนื้อก็น่าจะดีขึ้นเช่นกันนะครับ..... อาจารย์ย่ามแดง
หากจะเอาหมูไปใส่ไฟแดงๆ แล้วละก้อ.....ใจหายครับคุณพัทยา...แต่ถ้าท่านปลัดปิกสนใจชิมรสชาดจริงๆ ละก้อยินดี และจัดเตรียมใส่พานใว้รอเลยครับ ขอเพียงแต่ว่าอย่าให้หมูรอเก้อนะคร๊าบ...
น่าสนใจมากเลยครับ อยากเลี้ยง ช่วยแนะนำด้วยครับ ต้องซื้อตัวเท่าไหร่ อยากจะได้เป็นแม่พันธ์ ตอนนี้เรียนวิศวะโยธา ม.อุบลฯ ปี 3 ครับ อยากให้แม่มีรายได้ ถ้าจะกรุณา ช่วยตอบมายังเมล์นี้ด้วยนะครับ