ชุมชนได้ร่วมกันจัดสวัสดิการทางจิตวิญญาณโดยที่รัฐไม่สามารถดำเนินการได้ขอบคุณสังคมไทยที่ยังมีที่ทางให้กับคนไทยและผู้สนใจทุกเชื้อชาติได้มีโอกาสเรียนรู้จิตใจของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยการหยุดคิด หยุดพูด เพื่อตามดูลมหายใจของตนเองทุกลมหายใจเข้าออก

ผมไปสวนโมกข์นานาชาติมา9วันตั้งแต่วันที่19-27เมษายน2550

พาลูก2คนไปด้วย คนโตขึ้นม.3 คนเล็กขึ้นป.6 สวนโมกข์นานาชาติจัดอบรมอานาปนสติภาวนาทุกวันที่1-10ทุกเดือนสำหรับชาวต่างประเทศ และวันที่19-27ทุกเดือนสำหรับคนไทย คอร์ทคนไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ไปลงทะเบียนวันที่19ก่อน4โมงเย็นได้เลย เกณฑ์ที่ตั้งไว้คืออายุระหว่าง20-65ปีซึ่งลูก2คนตกเกณฑ์ แต่พี่เลี้ยงจัดอบรมอนุโลมให้สำหรับคนโต ส่วนคนเล็กให้ผมฝากไว้กับพระอาจารย์เมธี พระภิกษุที่เป็นพระพี่เลี้ยงดูแลการฝึกอบรม ซึ่งผมต้องขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์เมธีและพี่เลี้ยงคือคุณจินตนาที่ให้โอกาสลูก2คนได้เข้าร่วมอบรมไว้ณ ที่นี้ด้วย

นอกจากข้อปฏิบัติตามตารางการฝึกที่ให้ไว้แล้ว เรื่องสำคัญคือ อาหาร 2 มื้อ และงดพูดคุยกันตลอดการอบรม

เดือนเมษายนทุกปีจะมีคนเข้าอบรมค่อนข้างมาก ปีนี้ผู้จัดบอกว่ามีมากเป็นพิเศษจำนวนกว่า200คน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ4เท่า เรา3คนผ่านการอบรมด้วยดี ตอนขากลับผมพาลูกไปชมสวนโมกข์ ไปดูที่พักของอาจารย์พุทธทาส ไปดูที่อาบน้ำซึ่งเป็นตุ่มใบหนึ่งกับขันอาบน้ำ ข้างๆเป็นห้องนอนซึ่งมีห้องส้วมอยู่ด้วยขนาดประมาณ 4เมตร*4เมตร โถงทางเดินซึ่งใช้เป็นที่ทำงานหนังสือยังเป็นพื้นดินอยู่เลย อาจารย์พุทธทาสบอกว่ากินอยู่อย่างต่ำ เมื่อเด็กๆไปเห็นก็เป็นจริงอย่างที่อาจารย์พูด สภาพเป็นอยู่ง่ายๆใกล้ชิดธรรมชาติ เน้นการฝึกฝนทางจิตคือแนวปฏิบัติของสวนโมกข์

แต่การเป็นอยู่อย่างต่ำก็ใช่ว่าจะต้องมักง่ายสกปรกรกรุงรัง ซึ่งดร.นิค(ผู้เข้าอบรมท่านหนึ่ง) เคยจินตนาการเอาไว้ และได้ออกมาเล่าให้เพื่อนๆฟังในวันสุดท้ายของการอบรม เขาประทับใจในความสะอาดสะอ้านแต่เรียบง่ายของสวนโมกข์

ผมเห็นว่าชุมชนได้ร่วมกันจัดสวัสดิการทางจิตวิญญาณโดยที่รัฐไม่สามารถดำเนินการได้ แต่รัฐอาจให้การสนับสนุน เช่น ทราบว่าเทศบาลตำบลสะเดาจัดงบให้กับผู้สนใจเข้าร่วมอบรมทุกปี

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เองก็ให้การสนับสนุน โดยจัดรถบริการทั้งไปและกลับโดยไม่ถือเป็นวันลา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นทั้งสวัสดิการพนักงานและเป็นการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณค่ามาก

ขอบคุณสังคมไทยที่ยังมีที่ทางให้กับคนไทยและผู้สนใจทุกเชื้อชาติได้มีโอกาสเรียนรู้จิตใจของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยการหยุดคิด หยุดพูด เพื่อตามดูลมหายใจของตนเองทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งมีทั้งลมหายใจสั้นและลมหายใจยาว

ตามดูและกำหนดลมหายใจให้ละเอียด รำงับ ซึ่งเป็นเคล็ดลับของธรรมชาติที่จะทำให้ร่างกายสงบรำงับขึ้นด้วย และเมื่อร่างกายสงบรำงับถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดปิติและความสุข

ตามดูปิติและความสุขทุกลมหายใจเข้าออก

ตามดูความสุขที่ปรุงแต่งจิตทุกลมหายใจเข้าออก

กำหนดความสุขที่ปรุงแต่งจิตให้รำงับลงเพื่อเข้าไปดูตัวจิตซึ่งมีสภาพต่างๆกันมากมายทุกลมหายใจเข้าออก

กำหนดหรือตามรู้จิตเกิดปราโมทย์ ตั้งมั่นและจางคายทุกลมหายใจเข้าออก

สุดท้ายคือตามดูความไม่เที่ยงของจิต ความบีบคั้นจากความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน และความเป็นเช่นนั้นเอง ซึ่งจะนำไปสู่อตัมมยตา(ถอนออกจากความเป็นตัวตน คืนกลับให้ธรรมชาติ)

ท่านอาจารย์พุทธทาสยืนยันว่าอานาปนสติตามลำดับดังกล่าวเป็นเคล็ดวิชาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

(ฉบับเดิม 16 ขั้นไม่ตรงกับที่ผมสรุป ต้องอ่านจากหนังสือของอาจารย์เอง ผมเอามาสังเคราะห์กับ 9 ตาของอาจารย์)

อย่างผมปัญญาน้อยไป4ครั้งก็ไม่คืบหน้า เขียนสรุปอย่างวิชาการ แต่ไม่ได้เขียนจากประจักษ์แจ้งหรือตามดูจนเห็นความเป็นไปของธรรมชาติตามที่ถอดมาเป็นข้อความเพื่อใช้อธิบาย "ธรรมชาติจริงๆ"  

พูดแบบนักวิทยาศาตร์คือ ได้เพียงเงาของความจริง

แต่เคล็ดวิชาลมหายใจปรุงแต่งร่างกายเพียงเรื่องเดียว ถ้าทำได้ก็ช่วยให้คนเราไม่หุนหันพลันแล่นจนทำเรื่องร้ายๆที่เมื่อทำไปแล้วต้องเสียใจหรือไม่อาจเสียใจได้อีก เช่นฆ่าผู้อื่นหรือฆ่าตัวตายด้วยความโมโห

เคล็ดวิชานี้ควรเป็นสิกขาหรือแบบเรียนภาคปฏิบัติของเด็กนักเรียนทุกคนทุกๆปี ที่เพิ่มการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของ(กาย)ลมกับกายเนื้อ และความสัมพันธ์ของกายกับจิต จนสามารถควบคุมจิตได้ในระดับที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือการเข้าใจธรรมชาติของจิตที่เป็นอนิจจัง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา

ความพอเพียงแห่งจิตในระดับที่สูงขึ้นจึงจะตามทันความเจริญทางวัตถุที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้จิตหลงไหลติดยึดเป็นทาสผ่านช่องทางโฆษณาเชิงพานิช จึงจะสามารถเดินไปตามแนวทางปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง

ถ้าไม่ลดปัจจัยที่ทำให้จิตหลงยึด และเพิ่มปัจจัยที่ทำให้จิตควบคุมให้วัตถุอยู่ในอำนาจได้จนกระทั่งเป็นอิสระจากวัตถุโดยสิ้นเชิง

วิถีโลกก็ต้องดำเนินไปตามกฏอิทัปปัจจยตาคือ

เพราะสิ่งนี้นี้มี สิ่งนี้นี้จึงมีขึ้น