GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เรื่องเล่าจากออสเตรเลีย (15.6)

ในทุกโรงพยาบาลจะติดคำประกาศสิทธิและหน้าที่(Patient Right & Responsibility)ของผู้ป่วยไว้ให้เห็นชัดเจน

           จากการดูงานในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชน จะพบว่าโรงพยาบาลศูนย์จะมีแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆเป็นหลัก จ้างโดยโรงพยาบาลเพื่อดูแลแบบทุติยภูมิที่รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลขนาดเล็กหรือคลินิกหรือจากผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน โดยโรงพยาบาลทุกแห่งที่ดูงานจะไม่มีแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลเพราะการตรวจผู้ป่วยนอกถือเป็นการบริการปฐมภูมิที่สามารถดูแลได้ในคลินิกของแพทย์เฉพาะทางเวชปฏิบัติทั่วไป คนไข้จะต้องผ่านจากคลินิกหรือแพทย์จีพีที่ถือเป็นGatekeeper ก่อน ไม่สามารถเดินตรงมาหาแพทย์เฉพาะทางได้ และแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆก็ไม่ต้องเปิดคลินิก โรงพยาบาลศูนย์แทมเวอร์ธจะคล้ายๆกับโรงพยาบาลทั่วไปหรือโรงพยาบาลจังหวัดบ้านเราที่ตัดเอาส่วนของผู้ป่วยนอกออกไป ส่วนของโรงพยาบาลชุมชนในเมืองเล็กๆอีก 3 แห่งจะไม่มีแผนผู้ป่วยนอกเช่นกัน ทำให้ไม่พลุกพล่าน มีห้องฉุกเฉินแต่ไม่ค่อยมีคนไข้เพราะการเจ็บป่วยที่มาห้องฉุกเฉินแบบบ้านเราเขาไม่มีเพราะเขามีพฤติกรรมสุขภาพที่ปลอดภัยต่อการบาดเจ็บและมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างบ้านเราห้องฉุกเฉินจะต้องมาดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซด์ที่มีมากแต่ของออสเตรเลียไม่ใช่มอเตอร์ไซด์ในถนน จะใช้เฉพาะในฟาร์ม ไม่มีพวกเมาเหล้าแล้วตีกัน ยิงกันหรือตกบ้าน ทะเลาะกันมา พอมีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือสิ่งที่ป้องกันได้น้อยก็ทำให้ห้องฉุกเฉินว่าง ไม่มีห้องผ่าตัดใหญ่มีเพียงห้องผ่าตัดเล็กหากจำเป็นต้องผ่าตัดจะส่งไปโรงพยาบาลศูนย์เพื่อให้ศัลยแพทย์เป็นผู้ผ่าตัด ไม่มีห้องคลอดต้องส่งไปคลอดที่โรงพยาบาลใหญ่กับพยาบาลห้องคลอดที่ต้องฝึกอบรมเพิ่มเติมเป็นMidwife หากมีภาวะแทรกซ้อนจะได้ดูแลได้โดยสูติแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์ หอผู้ป่วยมีความเป็นสัดส่วนสูงเพราะมีเตียง 2-4 เตียงต่อห้อง

           ในทุกโรงพยาบาลจะติดคำประกาศสิทธิและหน้าที่(Patient Right & Responsibility)ของผู้ป่วยไว้ให้เห็นชัดเจน แพทย์จากคลินิกจะเป็นแพทย์เวรเผื่อเรียก (On call)ในโรงพยาบาลชุมชนจ่ายค่าจ้างโดยโรงพยาบาลที่ได้เงินอุดหนุนจากรัฐแต่ละรัฐ (State) แบบเหมารวมเพื่อการดูแลผู้ป่วยแบบเฉียบพลันหรือAcute care ส่วนบริการแบบChronic care หรือ Aged careหรือ Nursing Homeได้เงินสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลกลาง แพทย์ไม่ได้อยู่ประจำโรงพยาบาลแต่ก็ต้องตามมาตรวจคนไข้นอนของตนเองหรือฉุกเฉินตามตารางเวร ถ้าคนไข้ไม่ฉุกเฉินก็สามารถปฏิเสธการรักษาและให้กลับไปรักษาที่คลินิกเอกชนได้  โรงพยาบาลจึงเป็นการใช้แพทย์ร่วมกันระหว่างภาครัฐคือโรงพยาบาลกับภาคเอกชนคือคลินิกเป็น Private-public mixed  โรงพยาบาลชุมชนในแต่ละเมืองถือเป็นศูนย์รวมของบริการทางสุขภาพของเมืองที่มีทั้งบริการแบบAcute care ,Chronic care, public health อยู่ในที่เดียวกัน ไม่ได้แยกเป็นสาธารณสุขอำเภอกับโรงพยาบาลชุมชนเหมือนบ้านเรา โรงพยาบาลจะต้องพัฒนาคุณภาพให้ได้รับการรับรองคุณภาพจากThe Australian Council of Healthcare Standard ถ้าไม่ผ่านการรับรองก็ไม่สามารถเปิดบริการได้ โดยมีอายุใบรับรองสูงสุด 4 ปี ถ้าโรงพยาบาลทำได้ดีมากก็จะได้แบบ 4 ปี ถ้าทำได้ในระดับที่ต่ำกว่าแต่พอยอมรับได้ก็จะได้ใบรับรองประเภท 6 เดือน, 1 ปี, 2 ปีหรือ 3 ปี พูดง่ายๆก็คือถ้าดีมากไม่ต้องประเมินบ่อย ถ้าดีน้อยจะประเมินถี่  อาคารสถานที่นอกจากเน้นความสะอาด ความเป็นส่วนตัวแล้วยังเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยด้วย มีมุมนั่งเล่นนั่งพักที่มีแผ่นพับให้ความรู้วางไว้ให้อ่านได้สะดวก ในโรงพยาบาลเนื่องจากไม่มีแพทย์อยู่ประจำ มีพยาบาลและสาขาวิชาชีพต่างๆอยู่เป็นหลัก จึงต้องมีแนวทางการคัดกรองและการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง พิมพ์ไว้เป็นเล่มแบบมาตรฐานเลย วางไว้เห็นชัดสามารถหยิบจับมาดูได้ง่ายที่ Nurse station มีพยาบาลที่ฝึกมาเพื่อการคัดกรองความรุนแรงของโรคที่แผนกฉุกเฉินจะได้แยกผู้ป่วยได้ว่าฉุกเฉินจริงหรือไม่ ไม่ใช่เอาตามความรู้สึกของผู้ป่วยว่าแบบบ้านเราที่ทางคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกมาให้ตีว่าฉุกเฉินหรือไม่อยู่ที่ผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ของออสเตรเลียไม่ใช่  ถ้าไม่ฉุกเฉินคุณก็จะต้องนัดเพื่อไปตรวจกับแพทย์ที่คลินิกหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ พยาบาลที่ทำหน้าที่ตรงนี้เรียกว่าพยาบาลคัดกรองหรือTriage nurse ซึ่งต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและมีการพัฒนาความรู้อยู่เสมอ

          ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือในทุกโรงพยาบาลจะเป็นทั้งเครือข่ายบริการและเครือข่ายการฝึกอบรมทางวิชาการในการพัฒนาความรู้ทางวิชาชีพ เป็นแหล่งฝึกอบรมตามหลักสูตรแพทย์เฉพาะทางด้านเวชปฏิบัติทั่วไปของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ให้ฝึกอบรมเฉพาะในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยการอ้างของแพทยสภาว่าโรงพยาบาลในต่างจังหวัดและโรงพยาบาลขนาดเล็กไม่ได้คุณภาพหรืออาจารย์แพทย์ไม่เพียงพอโดยไม่พยายามที่จะช่วยให้ทำได้โดยการช่วยให้มันเกิดขึ้นและเป็นพี่เลี้ยงให้ยืนได้อย่างมีคุณภาพ การที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปของออสเตรเลียได้ฝึกอบรมในพื้นที่ชนบทจึงเป็นการเตรียมให้พร้อมกับการทำงานในชนบทและทำให้สามารถอยู่ในโรงพยาบาลหรือพื้นที่ชนบทได้นาน

          เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้พยายามนำแนวคิดเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในบ้านเราในการเปิดคณะแพทยศาสตร์ โดยไม่สร้างโรงพยาบาลของตนเองแต่ร่วมมือกับผู้ใช้ผลผลิต(แพทย์)ที่สำคัญคือกระทรวงสาธารณสุข ให้ใช้โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปร่วมเป็นแหล่งเรียนแพทย์ในระดับคลินิกหรือปี 4-6 ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องในการผลิตแพทย์เปิดใจกว้างแล้วเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบให้มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาความขาดแคลนแพทย์ในชนบทได้

          ในตอนต่อๆไป ผมจะได้สรุปภาพรวมของระบบบริการสุขภาพของออสเตรเลียและระบบการเรียนแพทย์หรือแพทยศาสตร์ศึกษาในชนบทของออสเตรเลีย ซึ่งในมุมมองของผมคิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในเมืองไทยและบางส่วนเราก็ได้ทำอยู่แล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 9417
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)