อัศจรรย์พลังแห่งความคิด


ลองพิจารณาดู ทำไมเวลาคิดถึงใครแล้วมักจะได้พบคนคนนั้น

             วันนี้เป็นวันที่ 3 พฤษภาคม กำลังไปศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ  ที่วัดธรรมอุทยานไม่มีโอกาสมาเขียนบันทึก แต่ก็อยากให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ลุล่วง คือต้องเขียนบันทึกติดต่อกัน 21 วัน ทำไปทำไม ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากจะทำ ต้องทำให้ได้  คงสงสัยสิคะ แล้วใครมาเขียนบันทึกไว้ ก็ลองเขียนดูและจะฝากเพื่อนให้ช่วยนำขึ้นระบบให้ 

จากประสบการณ์ มีใครเคยพบเรื่องเช่นนี้ไหมคะ บางทีคิดถึงเพื่อนสนิทที่ไม่เคยเจอมานานเป็นปี  จู่ๆ วันนั้นเพื่อนก็โทรมา หรือกำลังคิดถึงใครที่อยากจะคุยธุระด้วย  แล้วในวันนั้นก็ได้พบ  สำหรับตัวเองแล้วเป็นบ่อยมาก เพราะมีเรื่องต้องติดต่อกับผู้คนมากมายทั้งในบริษัท นอกบริษัท มีอยู่วันนึงจำได้ว่ายังติดหนี้เพื่อนพนักงานคนนึง ไม่ได้ให้คำตอบเรื่องรับไปบรรยายให้กับบริษัทที่เป็นบริษัทร่วมลงทุนที่เขาเพิ่งย้ายไป  แต่เขาอยากได้ความรู้จากเรา  เราก็ผัดผ่อนเขามาสองเดือนแล้ว ที่ประหลาดใจก็คือเขาเองก็เงียบหายไปเหมือนกัน แต่เมื่อเราคิดขึ้นมาได้ บ่ายวันนั้นเขาก็โทรมาทวงถามทันที

เพิ่งทราบจากหนังสือของ อาจารย์เกียรติวรรณว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของพลังความคิดของคนเรานั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายถ้าเราหมกมุ่นครุ่นคิด เรื่องนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มาก ปรากฎการณ์นี้อธิบายได้ว่า จิตใจหรือความคิดของเราเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ทำหน้าที่สองอย่าง 

-          อย่างแรก คือเคลื่อนหรือนำพาชีวิตของเราให้ไปหาสิ่งที่เราคิดเสมอไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ก็ตาม  เคยมีคนบอกว่า ถ้าเราเกลียดหรือไม่ชอบอะไร มักจะต้องพบเจอกับสิ่งนั้น  หรือบางคนมีความฝันมุ่งมั่นจะเป็นอะไรให้ได้สักอย่าง  เขาก็ได้เป็น ได้ทำอาชีพนั้นจริงๆ

-          ประการที่สองคือดึงดูดสิ่งที่มีความคิดคล้ายกับเราให้เข้ามาหาเรา ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร ให้เราสังเกตคนที่ชอบหรือมาสนิทสนมกับเรา  จากข้อมูลนี้เพิ่งถึงบางอ้อว่า ทำไมหาเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะมีแต่เพื่อนผู้ชาย หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องมีนิสัยแบบผู้ชาย คือชอบลุย มีอะไรพูดตรงๆ และชอบทำงานแบบผู้ชาย

  การทำงานของจิตใจ ความคิดในสองด้านนี้ หากเราจะนำมาใช้ประโยชน์ ก็ทำได้หลายวิธี ดังนี้ค่ะ

1.      จงคิดสิ่งที่เป็นบวก หรือสิ่งที่ดี รู้จักบอกตัวเองด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น ฉันเป็นคนมีความสุข ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง ฉันเป็นคนโชคดี   

2.      เปลี่ยนคำพูดเชิงลบให้เป็นบวก ไม่ว่าจะพูดกับตัวเอง หรือ พูดกับคนอื่นใดก็ตาม เช่น จากคำพูดที่ว่า วันนี้เป็นอะไรทำไมเธอดูหน้าตาโทรมจัง  ก็เปลี่ยนเป็น ถ้าเธอพักผ่อนมากๆ หรือได้ออกกำลังกายบ้าง จะรู้สึกสดชื่นขึ้นนะ

3.      หลีกเลี่ยงการฟัง การอ่านสิ่งที่น่ากลัว เช่นหนังสือ ภาพยนตร์ บู๊ล้างผลาญ หรือหนังสยองขวัญ  หรือหนังที่แสดงความก้าวร้าว อิจฉาริษยากัน สำหรับตัวเองแต่ก่อนเคยชอบพูดว่า อิจฉาเธอจังที่....ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้รู้สึกอะไร พูดไปเรื่อยเปื่อย มาตอนหลังรับทราบข้อมูลมาว่า  เราต้องละการใช้คำว่าอิจฉาไม่ว่าจะพูดออกมา หรือคิดในใจ เพราะจะทำให้เรารู้สึกด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว 

            4.      พยายามอยู่ใกล้ชิดกับคนที่มองโลกในแง่ดี คิดดี พูดดี ทำดี เรื่องนี้เป็นเรื่อง
                         ธรรมดามากที่ต้องคบบัณฑิต จึงจะพาไปหาผล
คำสำคัญ (Tags): #พลังจิต
หมายเลขบันทึก: 94127เขียนเมื่อ 3 พฤษภาคม 2007 17:18 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน 2012 22:19 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (15)

สวัสดีค่ะ

P

ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องมีนิสัยแบบผู้ชาย คือชอบลุย มีอะไรพูดตรงๆ และชอบทำงานแบบผู้ชาย

มีอะไรคล้ายๆกันค่ะ ดีใจที่ได้รู้จักกัน ทางจอcomputerค่ะ

สวัสดีค่ะ พี่ sasinanda

เพิ่งกลับจากขอนแก่นเมื่อเย็นค่ะ พอเห็นพี่แสดงความคิดเห็นว่าเรามีอะไรคล้ายๆ กัน ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเชื่อว่า คนที่มาพบกัน พูดคุยกันถูกชะตา ต้องมีอะไรคล้ายกันค่ะ อย่างเช่น อ.แป๋วที่เป็นคนชักนำ citrus เข้าวงการบล็อค ก็มีนิสัยคล้ายกัน และมีโอกาสได้พบกันแล้ว ในคืนสุดท้ายที่วัดธรรมอุทยาน ขอนแก่นค่ะ ดีใจมาก ไม่เคยคิดว่าจะได้พบกันค่ะ

เข้ามาเจอหน้านี้โดยบังเอิญครับ (หาจากgoogle)

พอดีตอนนี้กำลังสนใจ เรื่องนี้มาก ๆ เลยครับ เพราะรู้สึกว่าถ้าเรามุ่งมั่นและมีศรัทธาที่แน่วแน่ สิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ

เป็นอย่างที่บทความของคุณ citrus บอกเลยครับ เราต้องคิดในเชิงบวกด้วย มองให้เห็นภาพนั้น วาดภาพให้ชัด ยิ่งถ้าคิดในสภาวะที่เราผ่อนคลายด้วย แล้วต้องมีศรัทธาด้วย สิ่งนั้นมันก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ

เรียกว่า เป็นวิธีสู่ความสำเร็จจากการวาดภาพทีเดียว ขอให้สิ่งที่เราวาดภาพนั้นเป็นสิ่งที่ดีทั้งต่อเรา สังคมและคุณธรรม เป็นสิ่งที่เราอยากทำ ขอให้ศรัทธา มันก็จะเป็นจริงได้

ผมมีความคิดอยากจะให้ทุกคน นำวิธีนี้มาใช้ในสังคมจังเลย (อยากให้สังคมมีความสุข) นั่นคือ อยากให้ทุกคน ช่วยกันวาดภาพในใจขึ้นให้ชัดเลย ให้เป็นภาพที่คนในสังคมต่างเอื้อเฟื้อเอื้ออารี แบ่งปันให้แก่ผู้ที่ด้อยกว่าเราในทุกชนชั้น ไม่แก่งแย่งกัน ทุกคนมีสีหน้าแจ่มใส ยิ้มแย้ม ให้แก่กันอย่างจริงใจ เมื่อช่วยกันคิดด้วยความศรัทธา หลายคนเข้าก็จะเกิดเป็นพลัง แล้วสังคมก็จะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

ในทุกวันนี้ สังคมขาดความเชื่อไปมาก เพราะความวุ่นวายในสังคม จนเราแทบจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องการทำดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป สังคมต้องยากที่จะแก้ไขแน่ เพราะอิด(สัญชาติญาณที่อยู่กับเรามาแต่กำเนิด)มันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งอีโก้ที่อ่อนแอลง ก็เอนเอียงไปทางอิด มากขึ้นเรื่อย ๆ อีกเช่นกัน ผมอาจจะเปรียบเทียบเรื่องนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หวังว่าเพื่อน ๆ คงพอมองเห็นภาพที่ผมพยายามที่จะสื่อนะครับ

เราต้องสร้างให้พวกเขาเห็น ถึงสังคมนี้ (ภาพแห่งสังคมเอื้ออารีที่ผมพูดไว้ตอนแรก) ว่ามันสามารถทำได้ เป็นจริงได้ ต้องทำให้พวกเขาเชื่อ เมื่อพวกเขาเชื่อแล้ว เขาก็จะทำ เมื่อต่างคนต่างช่วยกันทำมันก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ

เพื่อน ๆ อยากให้เป็นอย่างนั้นไหมครับ

เรามาช่วยกันเถอะครับ

ยินดีที่ได้อ่านข้อคิด ความเห็น ข้อเสนอแนะดีๆ จากคุณท๊อป ค่ะ ไม่แน่ใจว่าคุณจะกลับมาอ่านอีกหรือเปล่า แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ

อยากแสดงความเห็นเพิ่มเติมบ้างค่ะ

  • จริงๆ แล้ว ในสังคมเรามีคนที่เชื่อ คิด ทำ หลากหลายมาก เหมือนส่วนผสม (combination) ที่มีปริมาณมาก ลึกๆ แล้ว เชื่อว่า เราก็มีคนคิดดี พูดดี ทำดี อีกมาก แต่คนทำข่าว ไม่ค่อยนำมาเสนอ
  • ความดีทำแล้วจะอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ไม่ปรากฎชัดแจ้ง ผิดกับเรื่องร้าย เหตุการณ์น่ากลัว จะมีคนสนใจอยากดู อยากรู้ อยากเห็น ข่าวสารที่เราได้รับ ยิ่งทำให้เรารู้สึกตกร่อง อารมณ์ลบ คนส่วนใหญ่ถ้าจิตไม่เข้มแข็งจริง จะโอนเอน อ่อนไหว ไปตามสภาพ หรือ สิ่งที่มากระทบ
  • พวกเราโชคดีที่อยู่ในประเทศ ที่ยังมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ศาสนาพุทธ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ ช่วยปลอบโยน กล่อมเกลาให้เราฉุดตัวเองขึ้นมาได้
  • แต่เรื่องนี้เป็นความสามารถที่ขึ้นกับบุญเก่า ทำไมบางคนมีสติ หรือ เมื่อได้รับการเตือนสติ ก็ฉุกคิดได้ แต่ทำไมบางคนคิดเองก็ไม่ได้ มีคนอื่นมาเตือน กลับทิฐิ ไม่รับฟัง นั่นเป็นเพราะกรรมเก่ายังบังตามิให้ทะยานขึ้นจากหลุม
  • จิตใจเหมือนน้ำ ธรรมชาติทำให้ง่ายต่อการไหลลงต่ำ การฉุดขึ้นสูงให้สวนทางกับธรรมชาติจึงต้องอาศัยพลังงานของจิตที่เข้มแข็งค่ะ
  • ธรรมะสวัสดี

สวัสดีครับคุณ citrus

รู้สึกดีใจครับ ที่คุณตอบมา และการเสนอแนวความคิดโต้ตอบกันแบบนี้ ผมว่าเป็นสิ่งดีแล้วครับ เพื่อสังคมของเราจะได้ดีขึ้น

อย่างที่ผมได้บอกไว้จริง ๆ ด้วยครับ สิ่งสำคัญคือ "ความเชื่อ" ความเชื่อก่อให้เกิดความคิดและการกระทำตามมา

ลองคิดดูซิครับ แม้แต่คุณ citrus เอง ยังคิดว่าแนวความคิดที่ผมเสนอ ว่ามันเป็นไปได้ยากเลย ก็เพราะความเชื่อใช่ใหมครับ บางทีคุณอาจมองในแง่ที่เป็นวิทยาศาสตร์(เป็นเหตุเป็นผล)มากเกินไป สิ่งบางสิ่งนั้น อยู่นอกเหนือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ก็เช่นสิ่งที่ผมเสนอ เพราะถ้าเรามองในแง่ของเหตุและผล มันคงเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกัน(นั่นก็จริง) แต่มุมมองที่ต่างกันเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากความเชื่อ ก็อย่างที่ผมได้บอกในตอนต้น ว่าความวุ่นวายในสังคม มันทำให้อิดของเราแข็งแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว มนุษย์ซึ่งกำเนิดมาพร้อมกับอิดอยู่แล้ว(ซุปเปอร์อีโก้เราได้รับในตอนหลัง) จึงพร้อมที่จะเอนเองไปตามอิดมากกว่า ยิ่งสภาวะในสังคมที่ได้หล่อหลอมเรามาตั้งแต่เด็กจนโต และยังมีสภาวะที่บีบคั้นอีก ทำให้ผู้คนมีเวลาที่จะคิดเรื่องการทำความดีหรือเสียสละให้ผู้อื่นนั้น น้อยเหลือเกิน นานวันเข้า ก็กลายเป็นทำเพื่อตนเอง(ตามอิด)ซะเป็นส่วนใหญ่ แล้วยังจะมีภาพของสังคมที่พยายามพรีเซ้นอยู่ทุกวัน ให้เห็นว่า "ถ้ามีเงินก็จะมีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของสังคมและนำซึ่งความสุขมาให้" จนก่อเป็นความเชื่อที่นับวันก็จะแข็งกล้าขึ้นเรื่อย ๆ และมนุษย์ซึ่งมีอิดเป็นพื้นฐานอยู่แล้วย่อมต้องพยายามหาทางให้ได้ซึ่งสิ่งนั้นมา แต่ด้วยเหตุที่แต่ละคนมีทุน(ฐานะแต่กำเนิด สภาวะความเป็นอยู่)ที่ต่างกันก็ก่อให้เกิดการดิ้นรนที่ต่างกันด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฎเป็นภาพความวุ่นวายให้เห็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แล้ว ณ วันนี้ ยังหลงเหลือมนุษย์ที่ยังมีความเชื่อเรื่องการทำดี/เสียสละ แล้วได้ดีหรือนำมาซึ่งความสุขมาให้ได้ อยู่มากเท่าไหร่หรือ ? เพราะแค่พูดว่า "สังคมจะสงบสุขได้" ใคร ๆ ก็คิดว่า "เป็นไปไม่ได้" หรือ "ยากซ์" (แอบมีเอ็กเซ้นเล็กน้อย)แล้ว

นั่นเพียงเพราะว่ามีมุมมองที่แตกต่างกันหรือ ??

แล้วมุมมองที่ต่างกันเหล่านั้นมันเกิดจากอะไร ??

เพราะ "ความเชื่อ" ใช่หรือไม่

ผมอาจจะพูดยาวหน่อย แต่ก็เพราะอยากให้เห็นว่า ความเชื่อ มีส่วนสำคัญมากที่จะเปลี่ยนสังคม ความเชื่อเป็นทั้งพลังไปสู่สังคมที่สงบสุข และก็เป็นทั้งพลังไปสู่สังคมที่วุ่นวาย(เช่นสังคมปัจจุบัน)เช่นกัน เราจะรอให้สังคมถูกทำลาย เพราะความเชื่อ ที่มาจากอิดที่เป็นใหญ่นี้ของเราหรือ ? หรือ เราจะช่วยกันเกี่ยวนำ ซุปเปอร์อีโก้ (ความดี)ซึ่งเป็นความจริงที่อยู่คู่โลกเรามาก่อนเราเกิดด้วยซ้ำ ให้มันเข้มแข็ง เพราะก็สามารถที่จะสร้างความสุขให้เราได้เช่นกัน และยังเป็นความสุขที่มั่นคงถาวร มากกว่าอิดอย่างมากมายนัก ถึงว่าแม้คนที่เขามีกรรมมากหน่อยอาจมองเห็นการทำดีได้ยาก และเค้าเหล่านั้นคงยากที่จะปฏิบัติ (ก็จริงอยู่) แต่เราจะทอดทิ้งเค้าเหล่านั้น แล้วปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ ? เพราะเค้าเหล่านั้น ก็คือคนในสังคม เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราเช่นกัน แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากหน่อย ก็ขอให้เราอย่าละทิ้งความเชื่อ และความพยายาม ที่จะเหนี่ยวนำซุปเปอร์อีโก้นี้ให้เกิดขึ้น เป็น ความเชื่อ ที่แข็งแรงและมีพลังมากกว่าอิด เพื่อที่จะเปลี่ยนสังคมของเราและโลกของเราให้สงบสุข เพื่อพวกเราและเพื่อนผองบนโลกทุกทุกคน

การวาดภาพขึ้นในใจ ถึงสังคมที่มีความสุข และการแบ่งปัน อย่างที่ผมได้พูดมาเมื่อครั้งที่แล้วนั้น อันนี้ อาจเป็นแค่เพียงวิธีนึง ที่จะทำให้สังคมเป็นสังคมสงบสุข แม้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะการจะทำหรือไม่ทำอย่างภาพที่วาด คงบังคับหรือห้ามกันได้ยาก แต่ก็ยังดีกว่า ไม่ลงมือทำอะไรเลย

การสร้างภาพขึ้นในใจ เป็นภาพของการทำความดีหรือทำสังคม เช่น วาดเป็นภาพของการแบ่งปันอาหารให้แก่ผู้ยากไร้ เช่น เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า , ภาพของการการช่วยเหลือคนชรา เช่น ข้ามถนน , ภาพของการเสียสละลุกให้ผู้หญิงและคนชรานั่งบนรถเมลล์ และเมื่อทำแล้วเค้าเหล่านั้นและเรามีสีหน้าที่มีความสุข เป็นต้น ต้องมองให้เห็นเป็นภาพที่เราเป็นผู้กระทำความดีดังกล่าวหรืออยู่ในเหตุการณ์นั้นให้ชัดเจน ยิ่งเราเป็นผู้กระทำความดีตรงนั้นยิ่งดี วาดภาพให้ชัดเท่าไหร่ยิ่งดี

ผมเชื่อว่า และเมื่อคนหลายคน ช่วยกันคิดช่วยกันวาด มันจะก่อให้เกิดพลังบางอย่างขึ้น ที่มีอานุภาพที่จะเปลี่ยนสังคมให้เป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ

จริง ๆ แล้ววิธีการสร้างภาพนี้ ไม่ใช่ของใหม่เพราะมีผู้เคยกล่าวไว้และไปใช้หลายด้านเพื่อสร้างความสำเร็จมาแล้ว เช่น นักวิ่งที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เค้าเหล่านั้นก็จะวาดภาพว่า ตนเองเป็นผู้ชนะ วิ่งเข้าถึงเส้นชัย เป็นคนแรก เป็นต้น

ผมจึงคิดว่า วิธีการวาดภาพนี้น่าจะนำมาใช้ในเรื่องการทำความดี และการสร้างสังคมที่สงบสุขได้เช่นเดียวกัน แต่การสร้างสังคมต้องอาศัยความร่วมมือของคนทุกทุกคน จึงคิดว่าเมื่อทุกคนช่วยกัน สิ่งนี้ก็จะเกิดขึ้นได้

แต่....ปัญหาคือ ความเชื่อ ถ้าคนไหนสังคม ไม่เชื่อเรื่องการทำความดี ไม่เชื่อว่าการทำเพื่อคนอื่นจะนำความสุขมาให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้แล้ว ก็จะไม่วาดภาพ หรือ ถ้าวาดภาพ ก็จะเป็นภาพที่ไม่มีพลัง เพราะภาพที่วาดจะมีพลังได้ เราต้องศรัทธามัน ต้องเชื่อว่ามันเป็นไปได้ และสามารถเกิดขึ้นได้จริง ๆ

เราจะมาช่วยกัน สร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นไหม ??

ถ้าเห็นด้วยกับผม ก็มาช่วยกันคิด ว่าทำยังไง จะให้ความเชื่อ ของคนในสังคม พัฒนาไปสู่ด้านที่เห็นแก่อิดน้อยกว่าซุปเปอร์อีโกได้ ? แล้วค่อยมาคุยกันต่อ

แม้แต่คุณเอง ก็ยังมีอิดที่เป็นใหญ่

"สังคมที่ดีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้"

ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ

ลบความเห็นผมไปก็ได้ ขอโทษที่เข้ามารบกวนนะครับ

 

หนาวจัง ขอกอดหน่อยจิ่ (^______^)

กอด

ลองพิจารณาดู ทำไมเวลาคิดถึงใครแล้วมักจะได้พบคนคนนั้น

ตอนนี้คิดถึงตั้งหลายคนจะพบเจอตัวเป็นๆบ้างไหมคะเนี่ย

สวัสดีค่ะ คุณท๊อป

ขอขอบพระคุณมากค่ะ ที่มาช่วยกันแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นที่หลากหลาย

ต้องขออภัยนะคะ ที่ทำให้เข้าใจผิด ไม่มีตรงไหนที่ดิฉันได้แสดงว่า ไม่เห็นด้วยกับความคิดของคุณท๊อปเลยค่ะ หรืออะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ ดิฉันได้รับการฝึกฝนให้คิดเสมอว่าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ ยิ่งเรื่องนั้นอยู่ภายใต้ความควบคุมของตัวเราเอง จะมีความเป็นไปได้มากที่สุด หลายอย่างอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง ยังเปลี่ยนยากเลยค่ะ เช่นนิสัยเสียๆ หลายอย่าง ขี้เกียจไม่ยอมออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งที่รู้ว่าดี

และดิฉันมีความเชื่อเรื่องการทำดี เป็นอย่างยิ่งค่ะ และยังเชื่อว่า ตัวเราเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทั้งความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ เราอาจเหนี่ยวนำเขาด้วยการทำให้เห็น การให้ข้อมูลที่เรามี แต่คนที่จะตัดสินใจทำอะไร เป็นเรื่องส่วนบุคคลของคนคนนั้น

เมื่อก่อนดิฉันมักจะชอบยัดเยียด และบอกลูกน้องถึงวิธีแก้ปัญหา ที่ตัวเองคิดว่าดี แต่หลังๆ เริ่มสำนึกได้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าดี ตัวลูกน้องอาจจะไม่ชอบ เพราะไม่ใช่วิถีทางของเขา พอศึกษาเรื่อง couselling , coaching และอีกหลายเรื่อง จึงคิดว่าเราเป็นคน guide ได้ แต่ไม่ใช่คนที่จะบงการชีวิตของเขา ตัวเขาได้ข้อมูลไปแล้ว เขาต้องตัดสินใจเองว่าจะดำเนินชีวิตเขาไปข้างหน้าอย่างไร

เพิ่งดูหนังเรื่อง pay it forward เป็นหนังที่ดี นำมาให้พนักงานดู ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ และจะขยายออกไปในวงกว้างได้ ถ้าคนคนนั้นมีศรัทธาต่อวิถีทางแห่งความดี และตัวเองได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการทำดีของผู้อื่น พวกเขาจะนำไปบอกต่อ แต่ฉากจบของเรื่องเศร้า และไม่อยากพูดถึงที่ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจที่จะช่วยเพื่อน แต่ต้องมาจบชีวิต เพราะการช่วยคนอื่น

สวัสดีค่ะ ครูปู

เรื่องหนาว แล้วอยากกอดใคร ตอนนี้ก็เป็นโอกาสอันดีมากค่ะ จำได้ว่าปีที่แล้วไปเที่ยวญี่ปุ่น และไปพัก home stay ที่เมืองเบปปุ ล้อมรอบด้วยเขา อากาศเย็นมากในช่วงเย็น พอกลับเข้าบ้านพัก รีบวิ่งไปกอดแม่บ้านที่เป็นเจ้าของบ้านทันที เขาก็กอดตอบเราด้วยอย่างสนิทสนม เพราะความหนาวเย็นแท้ๆ ปกติ ไม่เคยวิ่งไปกอดใครก่อนเลยค่ะ

นี่แหละครับ ที่ผมอยากให้คุณเข้ามาแสดงความคิดเห็น

ต้องขอโทษเช่นกันครับ ผมจำเป็นต้องใช้คำพูดล่อเป้า เพื่อที่จะให้คุณออกมาแสดงความเห็น เพราะเห็นเงียบไปหลายวันเหลือเกิน

ขออนุญาติก็อปปี้ความเห็นคุณมาลง เพื่อที่จะได้ขยายความต่อไปนะครับ

"และดิฉันมีความเชื่อเรื่องการทำดี เป็นอย่างยิ่งค่ะ และยังเชื่อว่า ตัวเราเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทั้งความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ เราอาจเหนี่ยวนำเขาด้วยการทำให้เห็น การให้ข้อมูลที่เรามี แต่คนที่จะตัดสินใจทำอะไร เป็นเรื่องส่วนบุคคลของคนคนนั้น

จึงคิดว่าเราเป็นคน guide ได้ แต่ไม่ใช่คนที่จะบงการชีวิตของเขา ตัวเขาได้ข้อมูลไปแล้ว เขาต้องตัดสินใจเองว่าจะดำเนินชีวิตเขาไปข้างหน้าอย่างไร

เพิ่งดูหนังเรื่อง pay it forward เป็นหนังที่ดี นำมาให้พนักงานดู ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ และจะขยายออกไปในวงกว้างได้ ถ้าคนคนนั้นมีศรัทธาต่อวิถีทางแห่งความดี และตัวเองได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการทำดีของผู้อื่น พวกเขาจะนำไปบอกต่อ แต่ฉากจบของเรื่องเศร้า และไม่อยากพูดถึงที่ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจที่จะช่วยเพื่อน แต่ต้องมาจบชีวิต เพราะการช่วยคนอื่น"

นี่แหละครับ ที่ผมจะพยายามพูดต่อไป

และคุณ citrus ก็เริ่มมองภาพออกแล้ว นี่แหละครับ ที่ผมพยายามที่จะสื่อ

ถูกต้องแล้วครับ การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และขยายวงกว้างออกไป แบบนี้แหละครับ และในที่สุดคุณก็มาพูดเรื่องความศรัทธาต่อวิถีแห่งความดี ซึ่งก็ตรงกับความคิดที่ผมพยายายามที่จะเสนอ

สิ่งที่ผมได้เสนอทั้งหมดในขั้นต้น(แม้จะยาว) แต่เป็นแค่ step ที่ 1 ที่พูดถึงแนวคิดที่มาและหลักการณ์ของวิธีแรกในสเต็ปนี้ ยังไม่ได้พูด step ต่อไปเลย

และแนวทางที่คุณ citrus ให้ทัศนะต่อมา นั่นเป็น 1 ในวิธีในสเต็ปต่อไปของผมนะครับ

เดี๋ยวจะมาพูดให้ฟังอีก

ปล. เล่นเนตในเวลางานอยู่ เดี๋ยวมาเพิ่มให้นะครับ

ผมขอเขียนวิธีการเพื่อให้พอมองภาพคร่าว ๆ ก่อน

1.สร้างความเชื่อ (ให้วาดมโนภาพ พยายายามให้ทุกคนวาดภาพในใจ ยิ่งทำให้คิดได้หลายคนเท่าไหร่ยิ่งดี)=> 2.สร้างกลุ่มที่กระทำเป็นแบบอย่างมาสักกลุ่มให้พวกเขาเห็น (พวกเขาเหล่านั้นซึ่งได้รับการปลูกฝังความเชื่อและวาดมโนภาพมาจากเราอยู่ก่อนแล้ว) =>3. เกิดเป็นแฟชั่น(ในสเต็ปนี้จะคาบเกี่ยวกับ step ที่ 2)

ยังไม่ต้องสเต็ปที่ 4 (ขอกั๊กเอาไว้บ้าง แฮะ ๆ พูดเล่นนะครับ จะค่อย ๆ นำมากล่าวเอง ถ้าหากคุณ citrus ต้องการ แต่ก่อนอื่น ก่อนที่จะกล่าวสเต็ปที่ 2 ต้องขอเคลียร์ความเห็นกับคุณเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย จากเนื้อความข้างล่างนี้)

เหล่านี้เป็นวิธีการคร่าว ๆ เพื่อให้เห็นเป็นภาพในสิ่งที่ผมพยายายามจะอธิบายได้ง่ายขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานแต่ละสเต็ป มีต้นกำเนิดมาจาก "ความเชื่อ"

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทุกคนมีความคิดที่ต่างกัน (และที่มาของความคิดที่ต่างกันนั้น ผมได้เคยพูดไปแล้ว ในความเห็นก่อน ๆ) แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ ทำอย่างไรจะให้พวกเขาเชื่อเรื่องการทำความดี ?

และเพื่อเป็นการรวมทุกความเห็นที่ต่างกันเข้าด้วยกัน ด้วยความเชื่ออย่างเดียวกัน คือ ทำดี=>ได้ดี/ทำแล้วมีความสุข (ไม่ว่าความสุขที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง/ความสุขที่เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น)

วิธีการสร้างมโนภาพ (ในสเต็ปแรก) เป็นวิธีลัด เป็นวิธีเหนี่ยวนำจิตใจ ไม่ใช่วิธีล้างสมอง และก็ไม่ใช่การบังคับ เป็นการเหนี่ยวนำความคิดให้ฝังลงในจิตใต้สำนึก เหนี่ยวนำอีโก้ให้ไปสู่ด้านซุปเปอร์อีโก้มากขึ้น เพื่อที่จะลดแรงของอิด โดยเป็นการลดที่ต้นตอ คือ"จิตใต้สำนึก"

ด้วยมูลเหตุที่ว่า คน เป็นสิ่งมีชีวิต ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใดในโลก ตรงที่มนุษย์มีซุปเปอร์อีโก้ และที่สำคัญมีอีโก้ที่พร้อมจะตัดสินว่าควรจะทำสิ่งใด (อิดหรือซุปเปอร์ฯ) ในแต่ละสถานะการณ์ ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นทำตามแรงของอิดอย่างเดียว

เมื่อมนุษย์มีซุปเปอร์อีโก้ (แม้เพียงนิดเดียวก็ตาม) อยู่ในจิตใต้สำนึก เราก็ยังมีความหวัง ที่จะเห็นสังคม เปลี่ยนแปลง มาสู่สังคมแห่งความสุขได้

ขอเพียงให้เรามีความเชื่อ และศรัทธา

แม้ว่า อย่างที่คุณ citrus บอกในประโยค

"การให้ข้อมูลที่เรามี แต่คนที่จะตัดสินใจทำอะไร เป็นเรื่องส่วนบุคคลของคนคนนั้น"

"ตัวเขาได้ข้อมูลไปแล้ว เขาต้องตัดสินใจเองว่าจะดำเนินชีวิตเขาไปข้างหน้าอย่างไร"

มันก็ยังดี กว่าที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ใช่หรือ ?

พลังแห่งศรัทธา และพลังแห่งความเชื่อตรงนี้ รวมถึงเรื่อง ความเชื่อที่ว่า เราจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ด้วย

เอาละ เราจะเริ่มสเต็ปที่ 2 เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ หาแนวทางสู่การเปลี่ยนสังคมกันต่อไปได้หรือยังครับ ? หรือเรายังวนเวียนอยู่ตรงนี้

อืมม ....เป็นอย่างนี้สิน้าา !!!

ผมอยากให้คุณคิดอีกนิด บางทีคุณอาจจะลืมมอง

"ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำเพื่อสังคมในวันนี้นั้น คุณทำตามทฤษฏี หรือ ทำด้วยหัวใจของคุณ ที่อยากเปลี่ยนสังคม เพราะถ้าคุณอยากเปลี่ยนสังคมด้วยหัวใจของคุณ คุณคงจะไม่ละทิ้ง แม้ความเห็น หรือ คนคนนึง ไม่ว่าคนคนนั้น จะเป็นอย่างไร(จะบ้า หรือ จะดี)ก็ตาม เพราะถ้าคนคนนึง ที่มีความเห็นแปลกแยก คุณก็ปล่อยเค้าแล้ว แล้วสังคมคุณจะช่วยได้อย่างไร"

(ขอโทษนะครับ ผมแค่น้อยใจ และก็คงจะไม่เข้ามาก่อกวนอีกแล้ว)

ปล. ผมขออนุญาตินำความเห็นของผมทั้งหมดที่ให้ไว้ ไปเรียบเรียงใหม่เป็นบทความที่สมบูรณ์ ที่ผมจะนำมา post ในเว็ปไซค์อื่น / แต่งเป็นหนังสือในวันหลัง

"ผมเชื่อว่าโลกของเรายังเปลี่ยนแปลงได้ ตราบใดที่เรายังเชื่อและศรัทธา"

"ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่า และเปลี่ยนแปลงได้ แม้ความคิดจะต่างกัน ก็เพราะทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ หัวใจ"

สวัสดีค่ะ คุณท๊อป

citrus กำลังคิดอยู่ เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผ่านบันทึก พอมาอ่านที่คุณเขียนมาล่าสุด ตรงกับใจดิฉันจนขนลุก

เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวกัน

สิ่งที่ดิฉันคิดจะกลับมาบอกคุณท๊อป ก็คือ อยากให้คุณเปิด บล็อก เขียนบันทึก ความคิดของคุณ แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนดีมากค่ะ

และดิฉันก็อยากรู้จักคุณมากขึ้น เพราะดิฉันไม่ทราบเลยว่าคุณเป็นใคร ถ้าจะให้ ยุติธรรม น่าจะแนะนำตัวกันบ้างนะคะ

การที่คุณจะเขียนหนังสือ เป็นอีกสิ่งที่จะช่วยทำให้คนอ่าน เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ขอสนับสนุนความคิดนี้ที่สุดค่ะ ถ้ารวมเล่มแล้วช่วยบอกด้วยนะคะ จะตามไปซื้อมาอ่านค่ะ

สิ่งที่คุณพูด "ถ้าคนคนนึง ที่มีความเห็นแปลกแยก คุณก็ปล่อยเค้าแล้ว แล้วสังคมคุณจะช่วยได้อย่างไร"

ก็เป็นอีกเรื่องที่ตรงกับงานที่ดิฉันกำลังหัวปั่น ที่ไม่มีเวลาเข้ามาตอบ ก็เพราะ หน้าที่ของดิฉันก็คือ ต้องวิ่งเข้าไปทุกหน่วยงาน แต่ไม่ยัดเยียดค่ะ ที่จะแทรกซึม และมอบความปรารถนาดี สิ่งที่จะช่วยพัฒนาคน เรามิได้ทอดทิ้ง แต่ด้วยขีดจำกัด ต้องมีการจัดลำดับว่าจะทำให้ใครก่อน ค่ะ

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับสิ่งดีๆ ที่คุณเขียนไว้ในบันทึกนี้ เป็นเกียรติมากค่ะ

ผ่านไป 5 เดือน ที่ผมไม่ได้เข้ามาตามที่ได้บอกไว้ ว่าจะไม่เข้ามาก่อกวนอีกแล้ว

แต่ที่เข้ามาครั้งนี้ก็เป็นการเยี่ยมเยียน ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเราเคยร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาสังคมของเราร่วมกัน และเมื่อเวลาผ่านไปนาน ก็เลยอยากที่จะเข้ามาทักทายบ้าง ถ้าหากเป็นการรบกวนก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ? งานยุ่งไหมครับช่วงนี้ ?

แต่ผมเชื่อว่า ด้วยความสามารถและความตั้งใจของคุณ citrus ย่อมทำให้งานทุกอย่างย่อมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเป็นแน่ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

ผมเป็นใครอย่างนั้นหรือ ? ดูจะไม่ยุติธรรมเลยใช่ใหมครับ ที่ไม่แนะนำตัวเองกันบ้าง

ถ้าผมบอกว่า ผมเป็นเพียงคนจรจัดคนนึงละ คุณจะเชื่อในสิ่งที่ผมนำมาเสนอไหม ?

แต่ถ้าผมบอกว่าผม เป็นดอกเตอร์ที่มีชื่อเสียงคนนึงระดับประเทศละ คุณจะมีความเห็นต่อสิ่งที่ผมเสนอมายังไง ?

นี่แหละครับ ความคิดความเห็นในเรื่องใดก็ตามต่อให้เลิศเลอเพียงใด ถ้าถูกพรีเซ็นต์ด้วยบุคคลระดับล่างของสังคม คนรับฟังและเชื่อถือจะมีสักแค่ไหน แต่ถ้าความเห็นที่แม้แต่เด็กตัวน้อย ๆ ก็ยังคิดได้แล้ว ถูกพรีเซ็นต์ด้วยบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมละ จะได้รับการยอมรับและเชิดชูเพียงใด คุณ citrus กล้าที่จะปฏิเสธกับความจริงข้อนี้ไหมครับ ?

มนุษย์เราทุกวันนี้ เชื่อถือ ยึดติด ยกย่อง และให้เครดิต กับสิ่งที่เป็นภาพลวงตาในสังคมว่าเป็นเรื่องจริงไปซะแล้ว

นั่นเพราะอะไรอย่างนั้นหรือ ? มูลเหตุในสิ่ง ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นที่มาของความวุ่นวายในสังคม เกิดจากการที่เราโดนแรงขับมากระตุ้นและหล่อหลอมอิดในตัวเราจนแข็งแกร่งอย่างไม่รู้ตัว

"แต่ไม่ยัดเยียดค่ะ" คำพูดนี้ คุณ citrus ใช้บ่อยเหลือเกิน คงต้องถามก่อนว่า อะไรที่เรียกว่า "ยัดเยียด" ถ้าเป็นเรื่องการพยายามปรับจิตใต้สำนึกตามวิธีการที่ผมนำเสนอในความเห็นก่อน ๆ เรียกว่า "เป็นการยัดเยียด" แล้วการที่สื่อต่าง ๆ ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารมาให้พวกเราบริโภค เช่น ข่าวเด็กถูกข่มขืนโดยพ่อ, แผ่นดินไหว, ข่าวอุบัติเหตุ ฯลฯ ข่าวเหล่านี้ เรียกได้ว่า เป็นข่าวที่กระทบต่อความรู้สึกในด้านลบ ข่าวเหล่านี้มีมากมายเหลือเกิน มีทุกชั่วโมง โดยเฉพาะกับช่วงเวลาสำคัญที่คนมักจะดูข่าวสารกันเยอะ ๆ และมีเป็นเวลานาน ในขณะที่ข่าวที่ทำให้เกิดความรู้สึกในด้านบวก เช่น พบหนุ่มใหญ่เก็บกระเป๋าสตางค์ได้ส่งคืนให้เจ้าของ, บุรุษนิรนามบริจาคเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฯลฯ กลับเป็นข่าวที่แทบไม่นำมาเสนอ ถ้าเทียบเป็นอัตราส่วน ข่าวที่ให้เกิดความรู้สึกด้านลบ : ข่าวที่ทำให้เกิดความรู้สึกด้านบวก จะได้ประมาณ 10 : 2 ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วในวันหนึ่ง ๆ มีเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นไม่น้อยเช่นกัน แต่กลับไม่ค่อยนำมาเสนอ เสนอแต่ข่าวแย่ ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แบบนี้เรียกว่า "ยัดเยียด" หรือไม่ ?

สื่อมีอิทธิพลกับความคิดของคนมาก ผมขอยกตัวอย่างอันนึงให้เห็นภาพง่าย ๆ

(ตัวอย่างอันนี้ผมเคยโพสต์ไว้ในบอร์ดของเวปไซค์นึง)

มีหมู่บ้านหมู่บ้านนึง มีกระแสข่าวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่บ้านว่า ช่วงนี้ โจรวิ่งราว, โจรปล้นทรัพย์ ได้ก่อเหตุพอรุ่งเช้าจะต้องมีบ้านหลังนึงที่โดนปล้นทุกวัน จนทำให้สงสัยได้ว่า โจรอาจจะเป็นคนในหมู่บ้านนั่นเอง ถามว่า เมื่อเจอข่าวนี้กรอกหูทุก ๆวัน ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะอยู่กันอย่างไร ? ต้องระวังตัว และอยู่กันอย่างหวาดระแวงใช่หรือไม่ ? ความเครียดที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนในหมู่บ้านละ จะมีมากเพียงใด ?

แต่ ถ้าเป็นกระแสข่าวนี้ละ ช่วงนี้ หนุ่มสาวในหมู่บ้านต่างพาคนแก่คนชราเข้าวัดทำบุญทุกอาทิตย์ ถามว่า เมื่อได้ฟังทุก ๆ วัน ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะมีความเอื้อเฝื้อให้แก่กันหรือไม่ เมื่อพบเจอกันจะยิ้มแย้มให้แก่กันหรือไม่ ? แต่ก็นั่นอีก ถ้ามีแต่ข่าวดี ๆ มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความประมาทเลินเล่อ เกิดมีโจรขึ้นมาก็จะทำให้เสียทีได้ง่าย ๆ เช่นกัน

แต่เพราะในทุกวันมีทั้งคนทำดีและคนทำชั่ว ถ้าหมู่บ้านหมู่บ้านนี้ ได้รับข่าวทั้ง 2 ด้านด้วยอัตราส่วนที่เท่ากัน ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกิน ก็จะทำให้คิดได้ว่า ในหมู่บ้าน มีโจรเยอะก็จริง แต่ก็มีคนใจดีเข้าวัดทำบุญอยู่ไม่น้อยด้วยเช่นกัน ก็จะทำให้คนในหมู่บ้านนั้น แม้จะอยู่กันอย่างระมัดระวังตัวแต่ก็ไม่แล้งน้ำใจที่จะเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือผู้อื่นในหมู่บ้านด้วยเช่นกัน

คุณ citrus พอมองเห็นภาพข้อนี้ไหมครับ

ความจริงวันนี้คือ เราถูกยัดเยียดอยู่แล้วครับ เราถูกยัดเยียดจากสื่อต่าง ๆ ที่เสนอแต่สิ่งด้านลบต่อความรู้สึกซะเป็นส่วนมาก จนหล่อหลอมอิดให้แข็งขึ้น ผู้คนในสังคมถึงได้คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองก่อนซะส่วนใหญ่ และมองเห็นการทำดีแล้วจะได้ดีนั้น ว่าเป็นเรื่องยาก เหลวไหลและไร้สาระมากขึ้นเรื่อย ๆ จนห่างไกลต่อการมีทัศนคติในแง่บวกไปโดยไม่รู้ตัว

ภาพที่เกิดขึ้นจนเป็นคุณลักษณะที่มีในบุคคลจึงมี ปริมาณความเข้มของอิดมาก และบดบังซุปเปอร์อีโก้ให้เลือนลางขึ้นเรื่อย ๆ

วิธีการที่ผมนำเสนอในความเห็นก่อน ๆ เป็นการกระตุ้นจิตใต้สำนึกทางด้านบวก (ซุปเปอร์อีโก้)

เอาละครับ

ผมเข้าใจ มั่นใจและเชื่อมาโดยตลอดว่า คุณ citrus เป็นบุคคลที่อุทิศตนทำในหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคมเสมอมา เป็นตัวอย่างให้กับผมและใครอีกหลาย ๆ คนที่รู้จักคุณ

และผมเชื่อว่า คุณคงได้นำทฤษฏีต่าง ๆ ที่มีมากมายที่คุณเรียนรู้มาใช้ในการทำงานของคุณซึ่งทำให้การงานประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขอฝากเอาไว้ หวังว่าวันหนึ่งคุณจะมองสิ่งใด ๆ จนหลุดกฏเกณฑ์ของทฤษฏีไปได้ วันที่คุณจะรู้ถึง "พลังแห่งความเชื่อ" ว่ามีอนุภาพมากเพียงใด

เพียงแค่คุณ "เชื่อ" เท่านั้น

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี