ผ่านไป 5 เดือน ที่ผมไม่ได้เข้ามาตามที่ได้บอกไว้ ว่าจะไม่เข้ามาก่อกวนอีกแล้ว
แต่ที่เข้ามาครั้งนี้ก็เป็นการเยี่ยมเยียน ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเราเคยร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาสังคมของเราร่วมกัน และเมื่อเวลาผ่านไปนาน ก็เลยอยากที่จะเข้ามาทักทายบ้าง ถ้าหากเป็นการรบกวนก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ? งานยุ่งไหมครับช่วงนี้ ?
แต่ผมเชื่อว่า ด้วยความสามารถและความตั้งใจของคุณ citrus ย่อมทำให้งานทุกอย่างย่อมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเป็นแน่ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
ผมเป็นใครอย่างนั้นหรือ ? ดูจะไม่ยุติธรรมเลยใช่ใหมครับ ที่ไม่แนะนำตัวเองกันบ้าง
ถ้าผมบอกว่า ผมเป็นเพียงคนจรจัดคนนึงละ คุณจะเชื่อในสิ่งที่ผมนำมาเสนอไหม ?
แต่ถ้าผมบอกว่าผม เป็นดอกเตอร์ที่มีชื่อเสียงคนนึงระดับประเทศละ คุณจะมีความเห็นต่อสิ่งที่ผมเสนอมายังไง ?
นี่แหละครับ ความคิดความเห็นในเรื่องใดก็ตามต่อให้เลิศเลอเพียงใด ถ้าถูกพรีเซ็นต์ด้วยบุคคลระดับล่างของสังคม คนรับฟังและเชื่อถือจะมีสักแค่ไหน แต่ถ้าความเห็นที่แม้แต่เด็กตัวน้อย ๆ ก็ยังคิดได้แล้ว ถูกพรีเซ็นต์ด้วยบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมละ จะได้รับการยอมรับและเชิดชูเพียงใด คุณ citrus กล้าที่จะปฏิเสธกับความจริงข้อนี้ไหมครับ ?
มนุษย์เราทุกวันนี้ เชื่อถือ ยึดติด ยกย่อง และให้เครดิต กับสิ่งที่เป็นภาพลวงตาในสังคมว่าเป็นเรื่องจริงไปซะแล้ว
นั่นเพราะอะไรอย่างนั้นหรือ ? มูลเหตุในสิ่ง ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นที่มาของความวุ่นวายในสังคม เกิดจากการที่เราโดนแรงขับมากระตุ้นและหล่อหลอมอิดในตัวเราจนแข็งแกร่งอย่างไม่รู้ตัว
"แต่ไม่ยัดเยียดค่ะ" คำพูดนี้ คุณ citrus ใช้บ่อยเหลือเกิน คงต้องถามก่อนว่า อะไรที่เรียกว่า "ยัดเยียด" ถ้าเป็นเรื่องการพยายามปรับจิตใต้สำนึกตามวิธีการที่ผมนำเสนอในความเห็นก่อน ๆ เรียกว่า "เป็นการยัดเยียด" แล้วการที่สื่อต่าง ๆ ได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารมาให้พวกเราบริโภค เช่น ข่าวเด็กถูกข่มขืนโดยพ่อ, แผ่นดินไหว, ข่าวอุบัติเหตุ ฯลฯ ข่าวเหล่านี้ เรียกได้ว่า เป็นข่าวที่กระทบต่อความรู้สึกในด้านลบ ข่าวเหล่านี้มีมากมายเหลือเกิน มีทุกชั่วโมง โดยเฉพาะกับช่วงเวลาสำคัญที่คนมักจะดูข่าวสารกันเยอะ ๆ และมีเป็นเวลานาน ในขณะที่ข่าวที่ทำให้เกิดความรู้สึกในด้านบวก เช่น พบหนุ่มใหญ่เก็บกระเป๋าสตางค์ได้ส่งคืนให้เจ้าของ, บุรุษนิรนามบริจาคเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฯลฯ กลับเป็นข่าวที่แทบไม่นำมาเสนอ ถ้าเทียบเป็นอัตราส่วน ข่าวที่ให้เกิดความรู้สึกด้านลบ : ข่าวที่ทำให้เกิดความรู้สึกด้านบวก จะได้ประมาณ 10 : 2 ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วในวันหนึ่ง ๆ มีเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นไม่น้อยเช่นกัน แต่กลับไม่ค่อยนำมาเสนอ เสนอแต่ข่าวแย่ ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แบบนี้เรียกว่า "ยัดเยียด" หรือไม่ ?
สื่อมีอิทธิพลกับความคิดของคนมาก ผมขอยกตัวอย่างอันนึงให้เห็นภาพง่าย ๆ
(ตัวอย่างอันนี้ผมเคยโพสต์ไว้ในบอร์ดของเวปไซค์นึง)
มีหมู่บ้านหมู่บ้านนึง มีกระแสข่าวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่บ้านว่า ช่วงนี้ โจรวิ่งราว, โจรปล้นทรัพย์ ได้ก่อเหตุพอรุ่งเช้าจะต้องมีบ้านหลังนึงที่โดนปล้นทุกวัน จนทำให้สงสัยได้ว่า โจรอาจจะเป็นคนในหมู่บ้านนั่นเอง ถามว่า เมื่อเจอข่าวนี้กรอกหูทุก ๆวัน ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะอยู่กันอย่างไร ? ต้องระวังตัว และอยู่กันอย่างหวาดระแวงใช่หรือไม่ ? ความเครียดที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนในหมู่บ้านละ จะมีมากเพียงใด ?
แต่ ถ้าเป็นกระแสข่าวนี้ละ ช่วงนี้ หนุ่มสาวในหมู่บ้านต่างพาคนแก่คนชราเข้าวัดทำบุญทุกอาทิตย์ ถามว่า เมื่อได้ฟังทุก ๆ วัน ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะมีความเอื้อเฝื้อให้แก่กันหรือไม่ เมื่อพบเจอกันจะยิ้มแย้มให้แก่กันหรือไม่ ? แต่ก็นั่นอีก ถ้ามีแต่ข่าวดี ๆ มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความประมาทเลินเล่อ เกิดมีโจรขึ้นมาก็จะทำให้เสียทีได้ง่าย ๆ เช่นกัน
แต่เพราะในทุกวันมีทั้งคนทำดีและคนทำชั่ว ถ้าหมู่บ้านหมู่บ้านนี้ ได้รับข่าวทั้ง 2 ด้านด้วยอัตราส่วนที่เท่ากัน ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกิน ก็จะทำให้คิดได้ว่า ในหมู่บ้าน มีโจรเยอะก็จริง แต่ก็มีคนใจดีเข้าวัดทำบุญอยู่ไม่น้อยด้วยเช่นกัน ก็จะทำให้คนในหมู่บ้านนั้น แม้จะอยู่กันอย่างระมัดระวังตัวแต่ก็ไม่แล้งน้ำใจที่จะเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือผู้อื่นในหมู่บ้านด้วยเช่นกัน
คุณ citrus พอมองเห็นภาพข้อนี้ไหมครับ
ความจริงวันนี้คือ เราถูกยัดเยียดอยู่แล้วครับ เราถูกยัดเยียดจากสื่อต่าง ๆ ที่เสนอแต่สิ่งด้านลบต่อความรู้สึกซะเป็นส่วนมาก จนหล่อหลอมอิดให้แข็งขึ้น ผู้คนในสังคมถึงได้คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองก่อนซะส่วนใหญ่ และมองเห็นการทำดีแล้วจะได้ดีนั้น ว่าเป็นเรื่องยาก เหลวไหลและไร้สาระมากขึ้นเรื่อย ๆ จนห่างไกลต่อการมีทัศนคติในแง่บวกไปโดยไม่รู้ตัว
ภาพที่เกิดขึ้นจนเป็นคุณลักษณะที่มีในบุคคลจึงมี ปริมาณความเข้มของอิดมาก และบดบังซุปเปอร์อีโก้ให้เลือนลางขึ้นเรื่อย ๆ
วิธีการที่ผมนำเสนอในความเห็นก่อน ๆ เป็นการกระตุ้นจิตใต้สำนึกทางด้านบวก (ซุปเปอร์อีโก้)
เอาละครับ
ผมเข้าใจ มั่นใจและเชื่อมาโดยตลอดว่า คุณ citrus เป็นบุคคลที่อุทิศตนทำในหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคมเสมอมา เป็นตัวอย่างให้กับผมและใครอีกหลาย ๆ คนที่รู้จักคุณ
และผมเชื่อว่า คุณคงได้นำทฤษฏีต่าง ๆ ที่มีมากมายที่คุณเรียนรู้มาใช้ในการทำงานของคุณซึ่งทำให้การงานประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขอฝากเอาไว้ หวังว่าวันหนึ่งคุณจะมองสิ่งใด ๆ จนหลุดกฏเกณฑ์ของทฤษฏีไปได้ วันที่คุณจะรู้ถึง "พลังแห่งความเชื่อ" ว่ามีอนุภาพมากเพียงใด
เพียงแค่คุณ "เชื่อ" เท่านั้น
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ