“ผู้ที่ชอบให้ก็จะเกิดมาเป็นเศรษฐี ส่วนผู้ที่ชอบแต่รับก็จะเกิดมาเป็นขอทาน”

การเดินทางบนท้องถนนเราได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย พบเห็นแล้วจะปล่อยผ่าน หรือพบเห็นแล้วจะนำมาฝึกสมองลองปัญญา เพื่อให้สมองได้ออกกำลัง            

วันนี้ขับรถกลับบ้านพบรถยนต์คันหนึ่งเขียนติดท้ายรถไว้ว่า ยิ่งทำ ยิ่งได้ ยิ่งให้ ยิ่งมี  ผู้เขียนก็เลยลองตีความดู ถ้าคิดแบบที่เคยถูกสอนตอนเด็ก ๆ จากครอบครัว คนเราต้องขยันทำมาหากิน แล้วเราก็จะมีเงินใช้ ต้องซื่อสัตย์ สุจริต แล้วจะเจริญ  ยิ่งทำ ยิ่งได้  ก็ตีความได้ว่า  ขยันทำงาน เราก็จะได้เงินมาใช้ ขยันทำงาน ก็ยิ่งได้ผลของงานนั้น ๆ 

ส่วน ยิ่งให้ ยิ่งมี  เกิดมาในสังคมชนบท ก็ถูกสอนให้ทำบุญทำทานรู้จักแบ่งปัน ทุกเช้าที่บ้านจะทำอาหารใส่บาตรพระทุกวัน ปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่จะได้ใส่บาตรก่อนมาทำงานยิ่งให้ผู้อื่นมาก หรือทำบุญ เราก็จะยิ่งมี มีความสุขใจหรือเหมือนกับที่ พี่สุดาพร  พงศ์พีรวิชญ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล เล่าให้ฟังว่าอ่านหนังสือธรรมะที่แวะไปซื้อด้วยกันว่า ผู้ที่ชอบให้ก็จะเกิดมาเป็นเศรษฐี ส่วนผู้ที่ชอบแต่รับก็จะเกิดมาเป็นขอทาน  

ส่วนผู้เขียนซื้อเรื่อง สบตากับความตาย ของ ท่าน ว วชิรเมธี ซึ่งการพูดเรื่องความตายทำให้เราดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง ลายกรรมชั่วเพราะฉะนั้นความดีทั้งหลายที่ยังไม่ได้ทำให้เรารีบทำผู้เขียนชอบบอกน้องว่า ความดีทำไปเถอะอย่างน้อยเวลาเราตายก็จะได้มีเรื่องกล่าวในงานศพ           

โอกาสถัดไปจะมาเล่าเรื่อง การทำความดี จิตเมตตา หรือประสบการณ์ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงมากมาย              

กลับมาเข้าประเด็น ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี นั้น เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตการทำงานได้ ทำงานมากๆ ก็จะมีผลงานปรากฏ เป็นรูปธรรม ยิ่งให้ยิ่งมี การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้กัน ก็ยิ่งมีความรู้เพิ่มมากขึ้น เหมือนแสงเทียนที่จุดต่อๆกันก็มีพลังของความสว่างไสวได้เช่นกัน การเขียน Blog เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และการเรียนรู้ต่างๆ สู่กันฟังก็เป็นการปันความรู้ ยิ่งให้ยิ่งมี มิมีวันหมด 

ขนิษฐา เมฆอรุณกมล             ขนิษฐา  เมฆอรุณกมล