Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์

 

Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์

มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์  มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ( รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์

1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!

2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮาที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

 ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน

๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

Bill Gates and Warren Buffet

ผมไม่ใช่สมาชิกชมรม"สเปิร์มผู้โชคดี"

ถ้าใครได้อ่านข่าวสารในแวดวงของเศรษฐีอเมริกันในช่วงกลางปีที่แล้ว คงจะแปลกมิใช่น้อยที่ได้เห็นข่าวการอุทิศตัวเพื่อการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ของเศรษฐีอเมริกัน 2  คน

            เศรษฐีทั้ง 2 คนนี้ไม่ใช่คนมีเงินมีทองธรรมดา แต่มีทรัพย์สินมหาศาลเป็นหมื่น ๆ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนติดอันดับทำเนียบนักธุรกิจที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกทั้งคู่จากการจัดอันดับของ ฟอร์บส์ นิตสารธุรกิจ-การเงินชั้นแนวหน้าของโลกเรื่องเศรษฐีใจบุญ

           เรื่องนี้ถือเป็นข่าวครึกโครมมากในสหรัฐในช่วงเวลานั้น

         คนอเมริกันตื่นเต้นกับข่าวนี้มากกว่าข่าววันชาติของประเทศตัวเองเสียอีก ท่านผู้อ่านคงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมหมายถึงใคร

        ใช่ครับ บิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง ผมคงไม่ต้องสาธยายประวัติความร่ำรวยของทั้งคู่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

         ถ้าจะให้เล่าให้ฟังแบบชนิดหมดเปลือก หน้ากระดาษคอลัมน์นี้ก็คงไม่พอเอาเป็นว่า บิล เกตส์นั้น เป็นเจ้าของบริษัท ไมโครซอฟต์ ยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟต์แวร์โลก ถือเป็นนักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลก เพราะมีเงินอยู่ถึง 51,000  ล้านดอลลาร์   ก็จะไม่ให้รวยได้ยังไงไหวละครับ ก็ธุรกิจคอมพิวเตอร์ของเขานั้น ทำเงินให้ถึง  250  ดอลลาร์ต่อวินาที คิดเป็น 20 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และ  7,800  ล้านดอลลาร์ต่อปีทีเดียว

          ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 75  ปี นั้น ชื่อเสียงอาจไม่คุ้นหูคนไทย แต่ในแวดวงตลาดการเงินโลกแล้วเขาดังมาก พอ ๆ กับบิล เกตส์ทีเดียว

           บิล เกตส์นั้นเป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนวอร์เรน บัฟเฟตต์ ฉกาจฉกรรจ์ด้านการลงทุน ถือเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุดเท่าที่ตลาดวอลล์สตรีทเคยมีมาทีเดียว

           บัฟเฟตต์ สามารถเพิ่มราคาหุ้นกองทุน Berkshire ของเขาถึง 3,600  เท่า จนกลายเป็นเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกด้วยสินทรัพย์  40,000  ล้านดอลลาร์

          แม้บิล เกตส์ เป็นคนรวยหมายเลข 1 ของโลก ส่วนบัฟเฟตต์เป็นหมายเลข 2 แต่ทั้งคู่เป็นเพื่อนซี้ปึกกัน ระหว่างคนทั้ง 2  ไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องความมั่งมี เพราะต่างก็เป็นสุดยอดในวงการของตัวเอง เรียกได้ว่าเส้นทางชีวิตได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดแล้ว หรืออาจจะเกินฝั่งฝันเสียด้วยซ้ำไป

         อย่างไรก็ตาม ความเป็นสุดยอดของทั้งคู่ที่โลกทั้งโลกต้องยกย่องและคารวะให้อย่างหมดใจนั้น หาได้อยู่ที่ตัวเลขความร่ำรวย หรือความเป็นนักธุรกิจที่เก่งฉกาจไม่ แต่อยู่ตรงที่ความเป็นคนที่มีมนุษยธรรม มีหัวใจแห่งความเมตตา และมีปรัชญาการดำรงชีวิตที่ดีงาม

          บิล เกตส์ และภรรยา เมลิดา เกตส์ ตั้ง มูลนิธิบิล และเมลิดา เกตส์ ขึ้นมา แล้วบริจาคเงินให้มูลนิธินี้มากกว่า 27,000  ล้านดอลลาร์ เพื่อให้มีเงินทุนไปทำโครงการดูแล-รักษาสุขภาพ โดยเฉพาะการต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอชไอวี มาลาเรีย และวัณโรคในประเทศกำลังพัฒนา ถือเป็นมูลนิธิที่ใจบุญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

         ไม่นานมานี้ เจ้าพ่อซอฟต์แวร์ สร้างความตกตะลึงให้ ด้วยการประกาศวางมือจากไมโครซอฟท์ เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานในมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นเพื่อการกุศลอย่างเต็มที่
         เคยมีคนเคยถาม บิล เกตส์ ว่า ทำไมถึงไม่ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับลูกทั้ง 3 คนเกตส์ ตอบว่า เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้หากยกให้ลูกจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและกับลูกทั้งสาม เพราะปรัชญาในการดำรงชีวิตของเขาก็คือนำทรัพย์สมบัติที่มีคืนให้กับสังคม

         ส่วนวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ทำในสิ่งที่นายทุนเจ้าของธุรกิจทั่วโลกตกใจเช่นกัน เมื่อประกาศบริจาคเงิน 42,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 75% ของทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่องค์กรการกุศล 5 แห่ง โดยมูลนิธิของบิล เกตส์ เพื่อนซี้ได้รับบริจาคมากสุด

         ว่ากันว่า "ระบบทุนนิยมอเมริกันนั้นไม่มีความเมตตาให้ใคร

         ระบบนี้ก่อให้เกิดทรัพย์สมบัติมหาศาล และความไม่เท่าเทียมกันอย่างยิ่ง ทำให้หลายคนเกลียดชัง แต่ก็เหมือนเรื่องราวในโลกใบนี้ ที่มักจะดี-เลวปะปนกัน อยู่ที่ว่าเราจะหยิบยกจุดไหนขึ้นมาพูดถึง

         นักธุรกิจอเมริกันหลาย ๆ คน มีสัญญาด้วยหัวใจโดยไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า "ผู้ชนะจะแบ่งปันความมั่งคั่งเพื่อชดเชยแก่ผู้แพ้ นายทุนชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 19  เช่น คาร์เนกี และร็อกกีเฟลเลอร์ มีความมุ่งมั่นเช่นนั้น "

          ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง บัฟเฟตต์กล่าวว่า "ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดไม่ประสบผลในแง่ของคนจน"

         แถมยังดูถูกผู้ที่ร่ำรวยจากเงินมรดกว่าเป็น "สมาชิกชมรมสเปิร์มผู้โชคดี"

          บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ต่างก็สมบุกสมบันกับทุนนิยมมาตลอดช่วงชีวิต แต่แทนที่อัครมหาเศรษฐีทั้งสองจะแข่งขันกันเอง กลับนำมรดกทั้งหมดมารวมกันเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชน ซึ่งจะส่งผลต่อผู้คนอีกหลายล้านชีวิตที่ทั้งยากจน เดือดร้อน และด้อยโอกาส

          การบริจาคเงินและ อุทิศตนเพื่อมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ ส่งผลให้เกตส์และภรรยาได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารไทม์สของสหรัฐให้เป็นบุคคลแห่งปี 2548 ร่วมกับ โบโน นักร้องดังจากวงยูทู โดยไทม์ยกย่องว่า มูลนิธิของเกตส์ได้บริจาคเงินมากกว่าที่มูลนิธิใดใดในโลกเคยทำมา ว่ากันเฉพาะปีที่แล้วก็มียอดเงินบริจาครวมถึง 1.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.21 หมื่นล้านบาท)
           การคืนความร่ำรวยกลับสู่สังคมครั้งนี้ของ เกตส์จึงน่าสนใจติดตามกันต่อไปว่า ในอนาคตบทบาทของชายอัจฉริยะผู้นี้จะแปรเปลี่ยนโลกไปได้มากน้อยเพียงใดด้วย วัยเพียง 50 ปี
         ขณะที่เกตส์เคยประกาศว่าจะไม่มีวันเล่นการเมืองแน่ นอน เพราะว่าการสร้างคุณานุประโยชน์ให้กับบ้านเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แวด วงการเมืองเสมอไป

          ผมจะมีโอกาสเห็นเศรษฐีนักธุรกิจไทยเราทำใน"สิ่งมหัศจรรย์" เฉกเช่นเกตส์และบัฟเฟตต์หรือไม่ ...

                           มีบางไหมในเมืองพุทธอย่างเรา
           คงไม่มีใครเรียกร้องให้บริจาคช่วยเหลือสังคมด้วยยอดเงินมหาศาลขนาดนั้นอย่างเศรษฐีอเมริกันคู่นี้ เพราะถือเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่มาก และอาจเป็นเรื่องที่เกินตัวไปสำหรับบางคน

          แค่นำเงินส่วนเกินในชีวิตและธุรกิจมาทำประโยชน์ให้สังคมอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ทำแบบเอาหน้าเอาตาหรือขอไปทีแค่นี้คนไทยก็ยกย่องชื่นชมกันทั้งประเทศแล้วครับ

         ผมไม่แปลกใจเลยที่ ทั้งสองท่านจะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกที่รวยมากกว่าใครๆในโลกนี้  เพราะใจที่คิดสละเพื่อผู้อื่น  อาจจะเรียกได้ว่าป็นมหาทาน ที่เราท่านสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน อนุโมทนาด้วยครับ
.................................................................................................................
ข้อมูลเพิ่มเติม
      
     เอเอฟพี - มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ สัญญาในวันพุธ (19) ว่า จะบริจาคเงิน 287 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ 165 คน ใน 19 ประเทศ ในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคเอดส์
       
       โฮเซ เอสปาร์ซา นักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาของมูลนิธิโรคเอดส์ กล่าวว่า “วัคซีนป้องกันโรคเอดส์เป็นความหวังอันสูงสุดของเรามานาน เพื่อควบคุมการระบาดของโรคเอดส์ทั่วโลก แต่มันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นความท้าทายทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ทีเดียว”
       
       เขายังกล่าวว่า การวิจัยโรคเอดส์ต้องการความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก เพื่อเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น “เราเคยหมดหนทางในการพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ ซึ่งก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะสามารถเป็นไปได้ ถ้าเรามุ่งเน้นอย่างจริงจังที่จะนำหน้าทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันด้วยวิธีใหม่ๆ”
       
       สำหรับทางมูลนิธิ กล่าวว่า การค้นคว้าหาวิธีเยียวยารักษาถูกบดบังด้วยความห่างไกลของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะไม่สามารถแบ่งปันผลวิจัยต่อกันได้ และเป้าหมายคือ ทำให้มีการประสานงานกันได้ทั่วโลก ทั้งนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุน จะต้องรับวัคซีนของผู้ที่ส่งมา เพื่อการทดสอบและการเปรียบเทียบที่รวมเข้าสู่ส่วนกลาง
       
       ทั้งนี้ มูลนิธิซึ่งมีจำนวนเงินที่ได้รับบริจาคมากกว่า 29 พันล้านดอลลาร์ จะแจกจ่ายเงินทุนให้กับนักวิจัยมากกว่า 165 คน ในออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคเมอรูน แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อูกันดา สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแซมเบีย
       
       อนึ่ง มีประชากรกว่า 42 ล้านคนทั่วโลก ที่เชื่อว่าติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และอีก 3 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในแต่ละปี และในปัจจุบันพื้นที่บริเวณซับ-ซาฮาร่าในแอฟริกากลายเป็นภูมิภาคที่มีผู้ติดเชื้อเอดส์มากที่สุดในโลก

        จากรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2548 ระบุว่า มูลนิธิมีพนักงานประจำที่ทำงานด้วยกันทั้งหมด 241 คน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซีแอตเติล และสาขา 2 แห่งที่อีส โคสต์ ออฟฟิต ในวอชิงตันและอาวาฮา อินนิเทียทีฟ กรุงเดลี ประเทศอินเดีย

          สุดยอดองค์กรการกุศลชื่อดังแห่งสหัสวรรษนี้ ต้องยกตำแหน่งให้กับ "มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์" ทั้งความดังของผู้ก่อตั้ง ความร่ำรวยขององค์กร และกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตต่างๆ นานาที่ดำเนินการอยู่ ต่างเป็นจุดเด่นเรื่องดังที่ทำให้ชั่วโมงนี้ คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักองค์กรการกุศลแห่งนี้

           ด้วยชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งที่เป็นทั้งผู้บุกเบิกธุรกิจซอฟต์แวร์โลกและครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสมายาวนานหลายปี รวมกับภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ร่วมก่อตั้ง เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ หญิงคู่กายเจ้าพ่ออาณาจักรไมโครซอฟท์ คู่สามีภรรยาผู้ได้รับการกล่าวถึงในฐานะบุคคลแห่งปีจากนิตยสารไทม์เมื่อปีก่อน

          เกริ่นแค่นี้ ก็ทำให้มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ น่าสนใจและมีเรื่องราวอีกมากมายในองค์กรแห่งนี้ ที่คนทั่วไปใคร่อยากเข้าไปเจาะดูให้รู้กันชัดๆ ว่า มูลนิธิของตระกูลเกตส์ทำอะไรและตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของใครบ้าง

            ไม่แปลกที่ความมีชื่อเสียงและความโด่งดังได้รับการยกย่องและกล่าวถึงมากขนาดนี้ จะตามมาด้วยการตกเป็นเป้าสายตา เหมือนสาวสวยหนุ่มหล่อที่เดินเข้าไปในงานสังคม แล้ว

         สปอตไลต์ทุกดวงต้องหันมาฉายแสงติดตามการเคลื่อนไหว มูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ก็ไม่ต่างกัน

           เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ข่าวต่างประเทศทุกสำนักเสนอภาพและรายงานข่าววอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีเบอร์ 2 ของโลกประกาศบริจาคผลประโยชน์จากหุ้นในบริษัทเบิร์คเซียร์ เฮทอะเวย์มูลค่าราว 30.7 พันล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ เมื่อบวกรวมมูลค่าทรัพย์สินที่มูลนิธิมีอยู่แล้ว 29.1 พันล้านดอลลาร์ ยิ่งเพิ่มความมั่งคั่งครองตำแหน่งองค์กรการกุศลที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดบัญชีราวๆ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยในยุคเงินดอลลาร์อ่อนตัวก็ประมาณ 2.28 ล้านล้านบาท

          www.gatesfoundation.org ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธิเกิดขึ้นจากความเชื่อว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และมีเป้าหมายการทำงานเพื่อลดความไม่เสมอภาคและทำให้ทุกคนบนโลกมีชีวิตที่ดีขึ้น

          ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิจึงถูกจัดสรรขึ้นมาเพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยแบ่งการทำงานตามพื้นที่และลักษณะของความขาดแคลนที่เกิดขึ้น คือ ในประเทศกำลังพัฒนา กิจกรรมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ลดความยากจน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเทคโนโลยีในห้องสมุดตามพื้นที่ต่างๆ

          โดยกิจกรรมที่ทำในสหรัฐ ได้วางเป้าหมายไว้ที่การทำให้คนทุกคนทุกระดับเข้าถึงระบบการศึกษาที่ดีที่สุด และมีเทคโนโลยีทันสมัยในห้องสมุดสาธารณะทุกแห่ง ส่วนในเขตซีแอตเติลซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ จะมุ่งเน้นกิจกรรมไปที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อยเป็นหลัก

ปัจจุบันมูลนิธิครอบครัวเกตส์บริหารงานโดย
          ซีอีโอ "แพตตี้ สโตเนซิเฟอร์" อดีตที่ปรึกษาสตูดิโอแห่งโลกภาพยนตร์ดรีมเวิร์กเมกเกอร์ เอสเคจีและอดีตรองประธานฝ่ายสื่อสารสื่อมวลชนบริษัทไมโครซอฟท์ ภรรยาของนักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์การเมืองชาวอเมริกัน "ไมเคิล คินสเลย์"

            แต่แกนหลักผู้ผลักดันกิจกรรมและการดำเนินงานทั้งหมดของมูลนิธิไม่ได้มีเพียงสโตเนซิเฟอร์เท่านั้น องค์กรแห่งนี้ยังมีกำลังหลักอีก 6 คนที่เป็นผู้กุมนโยบายและสร้างกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ บิลและเมลินดา เกตส์ผู้ก่อตั้ง และนั่งตำแหน่งประธานมูลนิธิร่วมกับ วิลเลียม เอช. เกตส์ บิดา ขณะเดียวกันก็มี อลัน ซี. โกลสโตน เป็นประธานดูแลโครงการในสหรัฐ นายแพทย์ทาดาทากะ ยามาดะ เป็นประธานดูแลงานด้านสุขภาพทั่วโลก และ ซิลเวีย เอ็ม. แมทธิวส์ เป็นประธานดูแลโครงการเพื่อการพัฒนาโลก

            จากรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2548 ระบุว่า มูลนิธิมีพนักงานประจำที่ทำงานด้วยกันทั้งหมด 241 คน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซีแอตเติล และสาขา 2 แห่งที่อีส โคสต์ ออฟฟิต ในวอชิงตันและอาวาฮา อินนิเทียทีฟ กรุงเดลี ประเทศอินเดีย
             ตลอดระยะเวลา 6 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งถึงปัจจุบัน มูลนิธิจัดทำกิจกรรมและให้ความช่วยเหลือในโครงการต่างๆ ไปแล้วกว่า 10.5 พันล้านดอลลาร์ ทั้งในโครงการที่มูลนิธิริเริ่มขึ้นมาเองและร่วมโครงการกับองค์กรอื่นๆ เช่น โครงการกองทุนวิทยาลัยเพื่อชาวนิโกร โครงการทุนการศึกษาเกตส์เพื่อสหัสวรรษ (จีเอ็มเอส) โครงการความร่วมมือของกลุ่มองค์กรเพื่อจัดหาวัคซีนและสร้างภูมิคุ้มกัน (จีเอวีไอ อาลิอันซ์) การให้ความช่วยเหลือในโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันมาลาเรียเบื้องต้น (เอ็มวีไอ)

          ทำโครงการช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดร่วมกับองค์กรนานาชาติเซฟเดอะชิลเดรนส์ ร่วมบริจาคและเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มยูวีเคซี (ยูไนเต็ด เวย์ ออฟ คิง เคาน์ตี้) ในซีแอตเติล เพื่อจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้กับชุมชน ซึ่งยูวีเคซีเป็นเหมือนกองทุนเงินบริจาคจากเศรษฐีอเมริกันใจบุญที่มีเงินแต่ไม่มีเวลา นำเงินบริจาคเหล่านี้ไปสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต่างๆ โดยยูวีเคซีจะทำร่วมกับหน่วยงานรัฐและองค์กรท้องถิ่นเป็นหลัก

           นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับมูลนิธิโนวเลดจ์เวิร์ค ซึ่งมีปรัชญาทำการกุศลด้วยการให้ความรู้ ทำโครงการสร้างห้องสมุดในเม็กซิโกร่วมกับสภาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติและโครงการเพิ่มสมรรถนะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อสาธารณะ

            จะเห็นว่ามูลนิธิบิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ให้ความสำคัญกับโครงการด้านสุขภาพเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือโครงการด้านการศึกษา โดยนับตั้งแต่ครอบครัวเกตส์จัดตั้งกองทุนการกุศลเมื่อปี 2537 ก่อนตั้งเป็นมูลนิธิแห่งนี้ ครอบครัวเกตส์ได้ให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพของชาวโลกไปแล้ว กว่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และทุ่มเงินให้กับกิจกรรมด้านการศึกษา 2.6 พันล้านดอลลาร์

           จะว่าไปแล้วความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อสร้างองค์กรการกุศลที่สามารถทำงานได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนบนโลกด้วยความเท่าเทียมกัน เช่นที่มูลนิธิครอบครัวเกตส์นี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ หรือเอ็มดีจี 8 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาความยากจน สร้างระบบสาธารณสุขที่คนทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับการบริการตามมาตรฐานการดูแลสุขภาพ ลดปัญหาการเจ็บปวดจากโรคภัยที่คุกคามความสามารถในการดำรงชีวิต เช่น มาลาเรีย โรคเอดส์ ดูแลอนามัยแม่และเด็ก ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรของคนทุกระดับชั้นด้วยความเท่าเทียมกัน และจัดหาน้ำสะอาดให้กับชุมชน

              การทำงานของมูลนิธิแห่งนี้ล้วนเกิดจากแนวความคิดของผู้ก่อตั้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ปี 2541 ลาฟห์ เนเดอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปี 2543 เคยส่งจดหมายเชิญเกตส์เข้าร่วมประชุม ในหัวข้อความร่ำรวยที่ไม่เท่าเทียม

          ในครั้งนั้นเกตส์ตอบรับจดหมายเชิญไปว่า ความรับผิดชอบในเบื้องต้นของเขาคือการนำพาบริษัทไมโครซอฟท์ให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป แต่ในบั้นปลายของการทำงานในชีวิต เขาตั้งใจจะสละทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งทั้งหมดที่มีอยู่ทันที

          จากวันนั้นถึงวันนี้ด้วยวัย 50 ปี บิล เกตส์ได้เริ่มทำในสิ่งที่เข้าเคยพูดไว้เมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อเขาประกาศจะลดบทบาทการทำงานในฐานะหัวเรือใหญ่ของอาณาจักรไมโครซอฟท์ภายใน 2 ปีข้างหน้า และหลังจากนั้นเขาจะเข้าไปทำงานให้กับมูลนิธิของครอบครัวอย่างเต็มตัวและเต็มเวลา สมกับที่ครั้งหนึ่งเกตส์เคยพูดไว้ว่า เขาจะคืนกำไรทั้งหมดที่ไมโครซอฟท์ได้รับกลับไปสู่สังคม

          "สก๊อต เลไฮท์" คอลัมนิสต์จาก www. boston.com กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความของเขาว่า นี่คือการรักษาสัญญาของเกตส์ ซึ่งทั้งเกตส์และบัฟเฟตต์ต่างได้สร้างความรับผิดชอบจากความมั่งคั่งร่ำรวยที่พวกเขาสร้างขึ้น อีกทั้งงานการกุศลที่พวกเขาทำยังเป็นการทำบุญที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการกระทำของพวกเขาจะถูกจารึกไว้เป็นมาตรฐานทองคำแห่งการให้ในสังคมโลกต่อไป