เวลาผมได้ยินข่าวเกี่ยวกับมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ผมรู้สึกสลดใจทุกที เหตุผลเพราะผมมองว่า สิ่งที่รัฐคิดและทำอยู่ในปัจจุบันยังห่างไกลกับเป้าหมายเหลือเกิน ผมพยายามคิดว่า สิ่งที่ผมคิดสิ่งที่ผมเห็นนั่นมันผิด และสิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่มันถูกต้องแล้ว แต่ไม่รู้เป็นงัยเวลาได้ยินข่าวความไม่สงบในสามจังหวัดนี้ ผมกลับได้คำตอบที่ยืนยันว่า ความคิดเห็นของผมไม่ผิด มีหลายคำกล่าวที่ผมพูดไว้กับหลายๆ คนเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ (ซึ่งในหลายคนนั่นรวมถึงนายทหารที่ทำงานด้านมวลชนสัมพันธ์ด้วย) ได้รับการยืนยันความถูกต้องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้
ผมขอยกตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิดของผมทางการสื่อสารในสามจังหวัดนะครับ
ตัวอย่างที่ 1
ในวันหนึ่งมีใบปลิวข่มขู่มาจากกลุ่มขบวนการฯ แจกจ่ายไปทั่วตลาด โดยเน้นถึงผู้ที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐ และการแจ้งกำหนดการต่างๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ขู่ไว้ล่วงหน้า) วันหรือสองวันต่อมา ก็มีใบปลิวจากหน่วยงานรัฐ โปรยลงมาจากเฮลิค๊อกเตอร์ บอกว่า อย่ากลัวตามคำขู่
จากตัวอย่างที่ 1 คุณเห็นอย่างไรบ้าง?
สิ่งที่ผมเห็นคือ ใบปลิวของรัฐไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเลย แต่ยังเป็นขยายฐานความกลัวออกไปอีก ทำไมผมจึงคิดอย่างนั้น? คำตอบคือ ผมคิดง่ายๆ อย่างนี้ครับ ในพื้นเมืองในสามจังหวัดไม่ใช่กลุ่มผู้รับการสื่อสารจากใบปลิวครับ เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่อ่านภาษาไทย หรืออ่านไม่ออกนั่นเองครับ ดังนั้นขบวนการฯ ใช้ใบปลิวจึงไม่ได้หวังผลที่ชาวบ้านพื้นเมือง แต่หวังผลในชนระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งหมายรวมทั้งพุทธและมุสลิม ซึ่งส่วนใหญ่ในระดับกลางและระดับสูงมักมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อยกับรัฐ ในขณะเดียวกันรัฐใช้ช่องทางเดียวกันไปยังเป้าหมายที่หลากหลายกว่า ก็ย่อมไม่เป็นผล แต่กลับได้ผลเชิงลบ คือ คล้ายๆ กับการยืนยันการกระทำของขบวนการฯ และยังไม่เห็นการดำเนินการของรัฐที่เป็นรูปธรรม โดยปกติคนระดับกลางและระดับสูงไม่ค่อยเชื่อรัฐจากคำพูดหรือการชี้แจงอยู่แล้ว แต่จะเชื่อเมื่อมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากกว่า (ซึ่งอันนี้หากดูอย่างเปิดเผยยากครับ)
ตัวอย่างที่ 2
วันหนึ่งมีมุสลิมในระดับแกนนำชุมชนถูกยิงเสียชีวิต วันต่อมาหรือบางทีไม่กี่ชั่วโมงต่อมา มีการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมจากรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ในกลุ่มประท้วงมักตั้งเป้าว่า คนของรัฐเป็นผู้กระทำ
คุณเห็นอะไรจากตัวอย่างที่สองครับ?
สิ่งที่ผมเห็น คือ กระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของขบวนการที่สื่อสารไปยังชุมชน ซึ่งเป็นมวลชน (mass) ไม่ใช่รายบุคคล
ทุกครั้งที่มีการยิงมุสลิมในพื้นที่เสียชีวิต มีคนมาบอกผมว่า กลไกในการสื่อสารกับชุมชนของขบวนการฯ เร็วมาก โดยจะส่งคนหรือใช้คนในชุมชน ชี้แจงกับมวลชนและให้ข้อมูลใหม่ทันที ดังนั้นการสร้างกระแสจึงเร็วมาก เพราะรัฐทำอย่างนี้ยังไม่ได้ (ผมใช้คำว่า "ยัง" นะครับ)
ถ้ามองในทฤษฏีการสื่อสาร ผมว่ามันเป็นทฤษฏีเข็มฉีดยา เพียงแต่ว่า ยาที่ฉีดไปนั่นมันแรงและให้ผลเร็วมาก มากกว่าผลที่ระบุว่า ทฤษฏีเข็มฉีดยาจะให้ผลยังงัยในตำราเรียนที่ผมเรียนมาเท่านั้นเอง
ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อต้นๆ เหตุการณ์ การสร้างกระแสและมวลชนจะผ่านกลไลที่รัฐเรียกว่า "ข่าวลือ" และรัฐมักไม่สามารถกลบข่าวประเภทนี้ได้เลย ในตอนนี้ในฐานะที่ผมเรียนจบด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ผมสนใจเรื่องนี้มาก ว่า กระบวนการข่าวลือ ทำใมได้ประสิทธิภาพได้มากขนาดนี้ ผมพบกับตัวเองได้หลังจากที่ตั้งข้อสงสัยในไม่กี่วัน เพียงแค่ผมพาภรรยาของผมไปส่งที่บ้านแม่(ยาย) ปรากฏภายในสองชั่วโมง ภรรยาของผมโทรให้ไปรับกลับด่วน เนื่องจากมีข่าวยังนั้นอย่างนี้....
ข่าวลือนี้เป็นข่าวแบบจงใจครับ ดังนั้นเป้าหมายและผลในการกระทำชัดเจนมาก และการแก้ไขข่าวทำได้ยากมาก
ทำไมข่าวลือจึงมีประสิทธิภาพได้มากขนาดนี้ คำตอบคือ เนื่องจากคนในสามจังหวัดมีช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก (คนในที่นี้หมายถึงคนพื้นที่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป) ช่องทางที่มีคือ การพูดคุยเท่านั้นเอง ช่องทางการอ่าน การเขียน ไม่มีครับ สื่อสารมวลชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือต่อสารเลยครับ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย (ฟังได้แต่ไม่เชื่อ)
ผมเคยเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ของรัฐ ที่ติดไว้เยอะแยะซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษามลายู (อักษรยาวี) แต่ผมก็คิดในมุมของผมว่า ไม่ได้ผลหรอก เพราะจริงๆ ชาวบ้านทั่วไปอ่านไม่ออกทั้งสองภาษานั่นแหละ
คนในสามจังหวัดมีวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญด้วยกระบวนการฟัง เวทีของการเรียนรู้อยู่ที่มัสยิด สังเกตง่ายๆ ถ้าวันใดมีการบรรยายเรื่องศาสนากันที่มัสยิดละก้อ คนเต็มมัสยิดครับ ผมสรุปง่ายๆ ว่า คนในสามจังหวัดรักการใฝ่หาความรู้ แต่บังเอิญช่องทางการเรียนรู้มีน้อย จึงใช้เพียงการฟังการบรรยาย น้อยคนที่จะอ่านหนังสือภาษามลายูออก ซึ่งก็ยิ่งน้อยไปอีกสำหรับการอ่านภาษาไทย
(ออ. แต่อย่าสรุปว่า การบรรยายเรื่องศาสนาตามมัสยิดเป็นวิธีการของขบวนการฯ นะครับ ผมแค่ยกตัวอย่างมาให้เห็นภาพของช่องทางการสื่อสารในชุมชนของสามจังหวัดเท่านั้น)
ออ. ขออนุญาตนอกประเด็นอีกทีหนึ่งนะครับ เพราะพอนึกถึงช่องทางการสื่อสารของชุมชนแล้ว ทำให้คิดถึงช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานรัฐในการแก้ไขปัญหาทางภาคใต้บ้าง นั่นคือ ศอบต. เพราะรู้สึกว่า หน่วยงานนี้ก็มีปัญหาทางการสื่อสารหนักกว่าคนในสามจังหวัดเสียอีก ผมได้ฟังเรื่องเล่าในเวทีสัมมนาและการประชุม จากท่านคณบดีศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอย. (หัวหน้าผมนี้แหละครับ) วันหนึ่งท่านส่งหนังสือแสดงความคิดเห็นต่อคำถามของทางศอบต. โดยลงนามในหนังสือดังกล่าวว่า เป็น คณบดีคณะ..... ปรากฏว่า ทางศอบต.ส่งหนังสือกลับมาว่า ทางศอบต.ไม่รับพิจารณาหนังสือดังกล่าว โดยบอกว่า ทางศอบต.จะรับพิจารณาก็ต้องเมื่อ อธิการบดีลงนามเท่านั้น
คุณคิดเอาเองแล้วกันนะครับว่า ใครมีปัญหาหนักกว่ากัน
กลับมาพิจารณาจากตัวอย่างที่สองต่อนะครับ
มีคนที่น่าเชื่อถือได้คนหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอยนามและตำแหน่ง) กล่าวว่า เมื่อคนในหมู่บ้านใดบ้านหนึ่งเสียชีวิตหนึ่งคน โดยเหตุการณ์ หน่วยมวลชนสัมพันธ์ของขบวนการฯ จะกระจายกันเข้าไปให้ข้อมูลกับชุมชนทุกชุมชนทันทีว่า "คนนี้ถูกคนของราชการทำ" โดยให้เหตุผลว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่เป้าหมายของขบวนการ ดังนั้นขบวนการฯ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม แต่ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐ มีคำตอบแน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านเชื่อครับ และคนที่จะมาให้ข้อมูลแก่ชุมชนต่อจากขบวนการฯ คือ คนของราชการ ซึ่งแน่นอนครับให้ข้อมูลทีหลังนี้ลำบากครับ ด้วยเหตุผลว่า มีคนมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ไปแล้ว และก็เชื่อไปแล้วด้วย นอกจากนี้คนที่มาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ก็วางยา ข้อชี้แจงของรัฐไว้เรียบร้อยแล้วว่า รัฐจะแก้ตัวว่าอย่างไร
ผมวิเคราะห์จากแนวทางการดำเนินการดังกล่าว ตามทฤษฏีการสื่อสารแบบเข็มฉีดยาว่า การสื่อสารแบบนี้จะได้ผลต่อเมื่อผู้สื่อสาร (sender) จะต้องมีศักยภาพพอ อันนี้ไม่ต้องดูไกลครับ เปรียบเทียบคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ย่อมจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าใครก็ไม่รู้มาบอกข่าวทีหลัง
ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจกับที่ชาวบ้านไม่เชื่อว่า ทหารยิงสมาชิกขบวนการในภูเขา แต่ชาวบ้านกลับเชื่อว่า พวกนั้นเป็นแค่คนตัดไม้ และหาว่ารัฐโกหกประชาชน ซึ่งสุดท้ายเหตุการณ์นี้จบลงด้วยหลักฐานเท่านั้นเอง
กลับมาสู่ประเด็นช่องทางการสื่อสารของประชาชน
อันนี้ถ้าวิเคราะห์กันจริงๆ นับได้ว่า เป็นความผิดพลาดของรัฐเองตั้งแต่อดีต ที่ไม่สร้างทางเลือกให้กับประชาชน แต่บังคับให้ประชาชนเลือกเส้นทางเพียงเส้นทางเดียว คือภาษาไทย อันนี้ทำให้ผมนึกไปถึงความอัจฉริยะภาพของรัฐกาลที่ 5 ที่ทรงจัดการสามจังหวัดนี้อย่างชาญฉลาด แต่คนของรัฐในยุคหลังๆ เท่านั้นเองที่ไม่ยึดแนวทางของพระองค์ท่านเอาไว้ (อันนี้ถ้าท่านศึกษาประวัติการศึกษาในสามจังหวัดจะเข้าใจดีครับ)
ดังนั้นในระยะยาว การแก้ไขปัญหาต้องสร้างโอกาสของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารในช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งนั้นก็คือการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนในพื้นที่นี้ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง
โอ้ ก็ยากอีกนั่นแหละครับ ตอนนี้โรงเรียนก็โดนเผาไปเยอะแล้วครับ
ผมคงต้องอ้างคำพูดของผมที่บังเอิญไปสอดคล้องกับคำพูดของอาจารย์อะหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง (มีเวทีหนึ่งผมพูดคำพูดนี้ แล้วท่านอาจารย์ก็บอกว่า ใจตรงกับท่านเลย ท่านเขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไว้อย่างนี้เหมือนกัน) ที่ว่า ถ้าคำตอบเดิมมันแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ลองเปลี่ยนคำถามบ้างสิ ไม่ใช่เปลี่ยนแต่คำตอบ เพราะบางทีที่ตอบผิดอาจเป็นเพราะตั้งคำถามผิดก็ได้