ต่อจากบันทึกที่แล้ว (Bringing Out the Best in Your OD Practice..)
คนสไตล์หนึ่งมองหาความสมบูรณ์แบบ เขาจึงชอบประเมินสิ่งต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์และมองอะไรอย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้น คนสไตล์นี้จึงมักสื่อสารโดยใช้คำที่เหมือนเป็นการตัดสิน ถึงเขาจะพยายามตรวจสอบและควบคุมการแสดงออกของตัวเองแล้วก็ตาม และแม้ว่าเขาจะพยายามทำเช่นนั้นอย่างมากแล้ว แต่ก็มักได้รับฟีดแบ็คกลับมาว่าเขาเป็นคนมาตรฐานสูงเกินไป ช่างติหรือวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">โมเดลจากสาขาโอดีในเรื่องการสื่อสาร (Sender-Receiver Communication Model) จะช่วยให้ให้เราเข้าใจว่าแบบแผนในการสื่อสารที่เกิดจากสไตล์เอ็นเนียแกรมของเราสร้างปัญหาในการสื่อสารของเรากับผู้อื่นอย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"> โมเดลปัญหาในการสื่อสาร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">กรณีศึกษาต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า ไบอันซึ่งเป็นคนสไตล์หนึ่งนั้นประสบปัญหาในการสื่อสารทั้งในฐานะผู้พูดและผู้ฟังอย่างไรบ้าง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ปัญหาเมื่อเป็นผู้พูด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สไตล์การพูด (Speaking Style) คือ แบบแผนการพูดของเราและสิ่งที่เราพูดถึง</p>
ไบอันพยายามคิดหาคำพูดที่จะสื่อถึงความคิดของเขาได้อย่างเหมาะเจาะ คำพูดของเขามักมีคำว่า ดี ควรจะ น่าจะ ต้อง ปะปนอยู่มาก ทั้งที่ออกจากปากตรงๆ หรือสื่อเป็นนัย ไบอันแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบต่อความคิดที่เขาไม่ชอบโดยทันที และมักปกป้องตัวเองเมื่อเขารู้สึกถูกตำหนิ สไตล์การพูดของเขาปรากฏอยู่ในตัวเอย่างต่อไปนี้
ไบอันและเพื่อนร่วมงานที่ชื่อคาเมรอนกำลังจะออกไปพบลูกค้าด้วยกัน ประโยคแรกที่เขาพูดกับคาเมรอนคือ “คุณไม่ได้ใส่สูทมาหรือ”คาเมรอนรู้สึกแปลกใจที่จู่ ๆ ก็ได้ยินเช่นนั้น เขาจึงถามกลับว่า “อะไรนะ ทำไมคุณถึงถามผมอย่างนั้นล่ะ”ไบอันตอบแบบไม่อ้อมค้อมในทันทีว่า “ชุดที่คุณใส่อยู่ดูไม่ค่อยเป็นทางการสำหรับการไปพบลูกค้ารายนี้ คุณน่าจะใส่สูทมากกว่านะ ผมก็แค่หวังดีกับคุณน่ะ”ถึงไบอันจะไม่ได้พูดคำว่า “ถูกต้อง” หรือ “ต้อง” แต่เขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขากำลัง “แก้ไข” ข้อบกพร่องของคาเมรอน ด้วยการพูดว่า “คุณไม่ได้...” และ “คุณน่าจะ...” การตอบโต้อย่างทันควันและคำอธิบายเพื่อปกป้องตนเองของเขาก็นับเป็นสไตล์การพูดอย่างหนึ่งของคนสไตล์หนึ่ง
ภาษากาย (Body language) - สิ่งที่นอกเหนือจากคำพูดที่เราสื่อออกไป
ขณะที่ไบอันกำลังพูดกับคาเมรอน เขาก็เริ่มแสดงออกทางภาษากายมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาคิดว่า เขาตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนจริง ๆ ไม่ใช่ว่าจะตำหนิอะไร เมื่อการพูดคุยดำเนินต่อไป ไบอันเริ่มขบกรามแน่น ตาจ้องเขม็ง ยืนตัวตรงแล้วถอยไปข้างหลัง แม้ว่าเขาอยากให้เพื่อนร่วมงานมองเห็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ ซึ่งถูกสื่อออกมาผ่านรูปลักษณ์ภายนอกของเขา ไม่ว่าจะเป็นผมเผ้าที่เรียบร้อย เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เข้าชุดกัน รวมถึงการสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับกาลเทศะ แต่ดูเหมือนว่าคาเมรอนจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย
จุดบอด (Blind Spot) - เรื่องที่เราเป็นหรือทำโดยไม่รู้ตัว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังชี้ให้เห็นจุดบอดของไบอัน เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตำหนิการแต่งกายของคาเมรอนอยู่ และยังไม่หยุดพูดแม้ว่าคาเมรอนจะแสดงความไม่พอใจออกมา ถึงแม้ว่าคนสไตล์หนึ่งพยายามอดกลั้นและไม่วิจารณ์ใคร แต่ลักษณะเหล่านี้ก็ปรากฏให้ผู้อื่นเห็นอยู่ดี โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ปัญหาเมื่อเป็นผู้ฟัง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>
สิ่งที่ปิดกั้นการฟัง (Distorting Filter) – เรื่องที่ทำให้เราฟังคำพูดของผู้อื่นผิดความหมายไป
คนสไตล์หนึ่งมีความมุมานะอย่างมากที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เขาจึงมักคิดว่าคำพูดของผู้อื่นเป็นการตำหนิหรือวิจารณ์ตัวเขา ท่าทีที่ไม่พอใจของคาเมรอนจึงทำให้ออสการ์รู้สึกเหมือนถูกตำหนิ นอกจากนี้ คนสไตล์นี้ยังยึดมั่นในความคิดของตัวเองอย่างมากจนไม่ได้ยินสิ่งผู้อื่นพูดออกมาจริง ๆ ไบอันเชื่อมั่นอย่างมากว่าคาเมรอนแต่งตัวไม่เหมาะสม (และรำคาญที่คาเมรอนไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย) ไบอันจึงไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวดและความโกรธที่คาเมรอนแสดงออกมา <hr> สนใจเข้าร่วมเวิร์คชอบ การพัฒนาความเป็นผู้นำด้วยเอ็นเนียแกรม ในระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม ที่โรงแรมอมารี บูเลอวาร์ด ดูรายละเอียดได้ที่ www.enneagram.co.th (Public Event) รับจำนวนจำกัด<hr>
แหล่งที่มา : แปลและเรียบเรียงจากบทความ Bringing Out the Best in Your OD Practice - How to Use the Enneagram System for Success,OD Practitioner – Journal of the Organization Development Network Vol. 37, No.2 2005 และหนังสือปั้นคนให้เก่งคน เขียนโดย ดร. จินเจอร์ ลาพิด-บ๊อคดาโดยได้รับอนุญาต
</font></span><hr>
หนังสือปั้นคนให้เก่งคน จะชี้ให้เห็นอย่างละเอียดชัดเจนว่า คนแต่ละสไตล์จะมีอุปสรรคในการสื่อสารที่เกิดจากสไตล์การพูด ภาษากาย จุดบอด และสิ่งปิดกั้นการรับฟังอย่างไร ดูหน้าหนังสือตัวอย่างของแต่ละบทได้ที่ http://www.enneagram.co.th/books.htm
</span></span></span><p> </p><p> </p>
หวัดดีค่ะ
หวัดดีครับ
นี่ก็เพิ่งเริ่มเขียนวันเสาร์ที่ผ่านมานี้เองครับ
เพิ่งหัดเขียนเป็น ตอนแรกนึกว่ายาก
ลองอ่านดูนะครับ แนะนำครับ ว่าเรื่องนี้ดีจริงๆ จนหลายคนอาจบอกว่า น่าจะรู้จักมาตั้งนานแล้ว
มีคอมเม้นต์หรือคำถามอะไรก็เขียนมานะครับ
วันนี้เพิ่งกลับจากการไปนำสัมมนา เวิร์คชอพเรื่อง การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเอ็นเนียแกรม ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นรุ่นที่ 3
ยังเหลือรุ่นที่ 4 สัปดาห์หน้า และรุ่นที 5 ต้นเดือนหน้า
เพิ่งทราบจากการทำงานกับหน่วยงานแห่งนี้หรือที่เรียกย่อๆ ในภาษาอังกฤษว่า EGAT ว่า นี่เป็นองค์กร (ไม่นับราชการ) ที่มีพนักงานมากที่สุดในประเทศไทยด้วยจำนวนประมาณ 24,000 คนในปัจจุบัน
การอบรมล๊อตแรก 5 รุ่นนี้ จึงไม่ได้ทำให้แผนกใดแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผู้เข้าร่วมมาจากหน่วยงานของอีแกตทั่วประเทศ ส่วนมากก็ไม่รู้จักกัน และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน
การมาอบรมแบบนี้นอกจากจะได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหัวข้อแล้ว ทุกคนยังมีความสนิทสนมกันเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย เพราะความเข้าใจในวิธีคิด ความรู้สึกและเหตุผลของการกระทำของแต่ละคน รวมทั้งการแบ่งปันเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานหลายท่านพูดว่า จะแนะนำหลักสูตรเหล่านี้เข้าสู่หน่วยงานที่ตนสังกัดต่อไป
ป่าว ม่ายมีอารายเเค่ส่งมเลงเลง ทาวน่านเองอะ อิอิ
ดูบรรยากาศการสัมมนาหลักสูตรการสื่อสารที่จัดให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ที่
http://gotoknow.org/blog/enneagram/117360