มีคำถามหนึ่งที่ท่านวิทยากร คือ อาจารย์นิเวศน์ กันไทยราษฎร์ ได้ถามผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร “เทคนิคการเป็นพิธีกรมืออาชีพ” รุ่นที่ 1 28-29 เมษายน 50(อ่านบันทึกก่อนหน้า เขาจับผมให้ไปอบรมหลักสูตร “พิธีกรมืออาชีพ”) นี้ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่น่าจะเป็นสิ่งแปลกสำหรับทุกคนเมื่อไปงานมงคลสมรส ท่านถามว่า....
ท่านคิดอย่างไรการที่พิธีกรให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาว หอมแก้มกัน บนเวที?
ผมมาคิดๆดูอีกที่ เออ...มันสำคัญไม่น้อยที่เดียวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะแน่นอนสิ่งนี้มันคงจะเป็นความสุข ความสนุกส่วนหนึ่งไปแล้วของผู้ร่วมงาน แบบว่าถ้าไม่มีการหอมกัน ก็เชยตายเลย
แต่สุดท้ายก็ได้ข้อคิดจากท่านอาจารย์ โดยถือเป็นความคิดเห็นของท่านอาจารย์ที่ว่า...
“มุมมองส่วนตัวของผม และเป็นสิ่งที่ผมจะไม่ทำคือ การให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาว หอมแก้มกัน เพราะคิดว่ามันเป็นการมีความสุขบนความทุกข์คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสาว แม้กระทั่งพ่อแม่ หรือญาติทางเจ้าสาว ว่าเขาเหล่านั้นจะคิดอย่างไร เมื่อเอาลูกหลานเขาไปให้ใครหอมโชว์บนเวที และเป็นที่สนุกสนานของแขกในงาน”
ดังนั้นข้อคิดนี้จึงเป็นส่วนที่ผู้จะทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานมงคลสมรสพึ่งระวังให้มาก และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของท่าน การจะทำเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด แต่เราควรนึกถึงอกเขาอกเราให้มากครับ
แล้วท่านคิดอย่างไรบ้าง? กับกรณีนี้ครับ โดยเฉพาะเราที่อยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมที่มีความเป็นมา
KPN
ขอบคุณพี่พนัสครับ
การแสดงความรักไม่จำเป็นต้องทำด้วยการหอมแก้ม และไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคู่บ่าวสาว จะอยู่ด้วยกันตลอดไป
ยังมีอีกหลายวิธีที่ดูดีกว่านี้นะครับตามความคิดผม (ผมยังไม่แต่งงานนะครับ)
ขอบคุณครับ
การหอมแก้มกันผมก็ว่าไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผิดครับ แต่บุคคลหนึ่งที่จะช่วยแก้สถานการณ์ได้มากคือ พิธีกร ต้องมีไหวพริบ ประสบการณ์ เตรียมการรองรับมาเป็นอย่างดี
ผมก็ชอบงานแต่งที่ง่ายๆ สบายๆ มีแต่ญาติ เพื่อนสนิท ดีครับเห็นด้วยกับคุณย่ามแดง
ขอบคุณคุณพิชชา
เล่นกันถึงจูบปากกันผมคงรับไม่ได้แน่ๆครับ โดยเฉพายิ่งวัฒนธรรมของชาวอีสานแล้ว
เมื่อวานมีโอกาสได้เล่นเป็นเจ้าบ่าวจำเป็นด้วยนะครับ
ผมได้เป็น “เจ้าบ่าวจำเป็น” (เทคนิคการเป็นพิธีมืออาชีพ)
การหอมแก้มกันดิฉันมองเห็นว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่สมควรเลย อาจเป็นเพราะสังคมปัจจุบันยึดถือชาติตะวันตกเป็นตัวตั้ง จึงลืมนึกถึงประเพณีไทยสมัยโบราณไปจนหมด น่าจะทบทวนประเพณีกันใหม่ เพื่อความถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดีงามให้ลูกหลายได้ศึกษาต่อไป
หากเป็นคนรุ่นเก่า การหอมแก้มนั้น ถือว่า ไม่เหมาะสมที่จะแสดงออกในที่สาธารณะ
แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ การกอดหอม ถือเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว หากในงานแต่งงาน ไม่แแสดงให้เห็นว่า รักกันโดยการหอมกันให้เห็น …. ในเมื่อป่้าวประกาศว่า 2 คนนี้ จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว เพียงการหอมแก้มยังเขินขวย แล้วจะเชิญแขกเหรื่อมางาน เพื่อเป็นสักขีพยานกันทำไม
เมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่่ร่วมกัน ย่อมมีการล่วงเกินกันบ้าง
อย่างเช่ย เมื่อก่อน ไม่เคยจีบมือถือแขนกัน แต่เมื่อรักกัน การกุมมือกันกลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หากไม่กุมมือ หรือจูงมือกัน แม้แต่สัมผัสทางกายที่สามารถแสดงออกได้ ยังไม่กล้าแสดง เพียงความหวานเล็กๆน้อยๆ ยังสงวนท่าที
แล้วชีวิตรักที่จะอยู่ด้วยกันไปอีกนานหลายปี คิดที่จะเติมความหวานให้ชีวิตคู่หรือไม่ล่ะครับ
การหอมแก้มกันในงานแต่งงาน เป็นระยะเวลาเพียงไม่นาน จะกี่นาทีกัน ไม่ได้กอดจูบ หรือแสดงสิ่งที่ล่อแหลมมากกว่านั้นนี
หากเป็นคนรุ่นเก่า การหอมแก้มนั้น ถือว่า ไม่เหมาะสมที่จะแสดงออกในที่สาธารณะ
แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ การกอดหอม ถือเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว หากในงานแต่งงาน ไม่แแสดงให้เห็นว่า รักกันโดยการหอมกันให้เห็น …. ในเมื่อป่้าวประกาศว่า 2 คนนี้ จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว เพียงการหอมแก้มยังเขินขวย แล้วจะเชิญแขกเหรื่อมางาน เพื่อเป็นสักขีพยานกันทำไม
เมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่่ร่วมกัน ย่อมมีการล่วงเกินกันบ้าง
อย่างเช่ย เมื่อก่อน ไม่เคยจีบมือถือแขนกัน แต่เมื่อรักกัน การกุมมือกันกลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หากไม่กุมมือ หรือจูงมือกัน แม้แต่สัมผัสทางกายที่สามารถแสดงออกได้ ยังไม่กล้าแสดง เพียงความหวานเล็กๆน้อยๆ ยังสงวนท่าที
แล้วชีวิตรักที่จะอยู่ด้วยกันไปอีกนานหลายปี คิดที่จะเติมความหวานให้ชีวิตคู่หรือไม่ล่ะครับ
การหอมแก้มกันในงานแต่งงาน เป็นระยะเวลาเพียงไม่นาน จะกี่นาทีกัน ไม่ได้กอดจูบ หรือแสดงสิ่งที่ล่อแหลมมากกว่านั้นนี่นา ถึงแม้จะหอม แต่คู่สมรสหลายคู่ ยังออกอาการเขิน ก่อนจะค่อยๆบรรจงหอมลงไปที่แก้มของอีกฝ่าย …
.. แต่ถ้าหากว่า หอมอย่างเสียไม่ได้ หรือหอมพอเป็นพิธี สิ่งที่แสดงออกย่อมแสดงถึงความรัก ความผูกพันต่อกันและกันได้
นอกจากจะเป็นการแสดงความหวานให้แก่คู่สมรส เพราะในเมื่อกล้าที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย (ในขณะที่หลายคู่รัก กลับหลบๆซ่้อนๆ ไม่กล้าเปิดเผย)
การแสดงความรักเล็กๆน้อยๆภายในเวลาไม่กี่วินาที มิใช่เรื่องเสื่อมเสียมากนัก เพราะคู่ัต่างหอมแก้มกันอย่างสุภาพ ต่อหน้าสายตาบุคคลอื่นๆ ไม่ใช่้หอมอย่างไม่เคยหอมมาก่อน .. หอมอย่างหิวกระหาย….
ในสังคมที่ยังยึดถือวัฒนธรรมประเพณี คู่รักจะหอมอย่างน่ารัก ครับ แต่ในครอบครัวที่รับวัฒนธรรมตะวันตกมากเกินไป ได้แต่ถอนใจครับ
ขอบคุณครับคุณ
สำหรับผมแล้วประเด็นคือว่าจะหอมก็ได้ ไม่หอมก็ได้ อย่างที่ว่าชินกันแล้ว
แต่การกระทำนั้นสร้างความอึดอัดใจให้คู่เจ้าบ่าวสาวหรือไม่ และพ่อแม่พี่น้องของเจ้าสาวจะพึงพอใจหรือไม่
ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่พิธีกร ต้องกระซิบถาม หรือขออนุญาตจากคู่บ่าวสาวก่อน ว่าจะให้ทำหรือไม่ให้ทำครับ
ขอบคุณคุณบอนครับ
ต้องลองหัดหอมพอเป็นพิธีบ้างซะแล้วครับ
เอ...มันจะประมาณไหนหรอ หอมพอเป็นพิธี
สุดท้ายถ้าทุกคน ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ พึงพอใจ ก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะงานแต่งเราจัดเอง เสียเงินเอง
โดยส่วนตัวแล้ว หอมคิดว่า การหอมแก้มกัน แสดงถึงความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือแฟน
แต่สำหรับพิธีการในช่วงงานมงคลสมรส หากมีแขกผู้ใหญ่ร่วมอยู่ในพิธี ก็คงจะไม่สมควร แต่หากเป็นงานเลี้ยงฉลองกันเองภายในเครือญาติก็คงไม่มีอะไรน่าหวาดหวั่น
อย่างไรก็ตาม ณ สถานการณ์เวลานั้น ผมเชื่อว่าพิธีกรมืออาชีพอย่างท่านทั้งหลาย คงสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนะครับ