เมื่อวานรู้สึกหงุดหงิดกับแฟน แต่ก็คิดว่า...เราน่าจะหากิจกรรมบางอย่างมาบำบัดความเข้าใจของเรา เลยเลือกไปดูชีวิตของคู่รักคู่หนึ่งจากหนังเกาหลีเรื่อง ความรักครั้งสุดท้ายของหนุ่มไฮโซ
ผมเลยนำเรื่องย่อจาก www.majorcineplex.com มาให้ทุกท่านลองอ่านดู
แจคยอง ลูกเศรษฐีที่ถูกตามใจและไม่เอาไหน เขากำลังเรียนปีสุดท้ายที่โรงเรียนมัธยม แล้วก็ไม่ค่อยเข้าเรียน ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่อยากเรียนให้จบ แต่เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องขยันเรียนต่างหาก ในวันเกิดอายุครบ 19 ปี เขาก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งคงต้องขอบคุณคุณปู่ของเขาที่ทิ้งมรดกไว้ให้ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ทนายของครอบครัว แจคยอง ก็พบว่าในพินัยกรรมนั้นมีเงื่อนไขบางอย่างอยู่คือ เขาจะได้สมบัติทั้งหมดก็ต่อเมื่อเขาต้องสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมโบรัมเท่านั้น
โรงเรียนโบรัม อยู่ในเขตชนบทของเกาหลี ซึ่งห่างจากสังคมอันแสนจะสบายของแจคยองมาก แต่เด็กหนุ่มที่มีชีวิตแสนสบายก็ไม่มีทางเลือก จำต้องย้ายไปอยู่เมืองชนบทเล็กๆ ที่ซึ่งไม่สามารถใช้เครดิตการ์ดได้ แม้แต่รถสปอร์ตแสนหรูเขาก็ขับมันไม่ได้ แต่แล้วท่ามกลางพวกบ้านนอกคอกนานั้น เขาก็ได้พบกับ อึนฮวาน หญิงสาวที่เขาได้เห็นบางสิ่งที่แตกต่าง บางสิ่งที่พิเศษในตัวเธอ บางสิ่งที่ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนความเห็นแก่ตัว ความก้าวร้าว เป็นคนที่มีนิสัยที่ดีขึ้น
ไม่แปลกใจเลยที่การดำเนินเรื่องของหนังเกาหลี ทำให้คนดูใช้ความรู้สึกติดตามตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ มุมมองของพระเอกและนางเอก ที่มีปมของการเป็นลูกกำพร้าและเคยมีความรักและผูกพันกัน ทำให้ความดื้อรันของพระเอกเปลี่ยนไป โดยค่อยๆแสดงความรักภายในจิตใจผ่านกิจกรรมที่มีความสุขกับนางเอก ที่ทั้งคู่รู้ว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติสามารถหยุดชีวิตของนางเอก ไม่ว่าจะมีสุขหรือทุกข์มากจนเกินไป
จิตวิทยาของการเขียนบทละครเรื่องนี้ น่าจะทำให้คนที่ไม่เห็นคุณค่าของคน มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบกิจกรรมการดำเนินชีวิตรอบตัวและสะท้อนความรู้สึกที่มีความสุขและความรักผู้อื่นได้ไม่ยากนัก ความรักของคนทั้งสองค่อยๆปรับเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรมการดำเนินชีวิต ให้มีการร่วมทำกิจกรรมที่มีคุณค่าและมีความหมายก่อนที่ทั้งสองคนจะจากกันไป มีการทำใจและควบคุมตนเองให้จดจำสิ่งที่กระทำอย่างมีความสุขและความรักร่วมกัน แม้ว่าร่างกายจะตายจากไป แต่ความรู้สึกดีๆนั้นยังคงอยู่ในจิตใจของคู่รักและคู่รักอื่นๆ ที่ "อิน" กับหนังเรื่องนี้ครับ
ก่อนจบบันทึก ผมได้อยากให้ท่านอ่านประโยชน์ของ Drama Therapy จาก Drama therapy is an expressive therapy modality used in a wide variety of settings, including hospitals, schools, mental centers, prisons, and businesses. Drama therapy exists in many forms and can be applicable to individuals, couples, families, and various groups.The use of dramatic process and theater as a therapuetic intervention began with Psychodrama. The field has expanded to allow many forms of theatrical interventions as therapy including role-play, theater games, group-dynamic games, mime, puppetry, and other improvisational techniques. Often, drama therapy is utilized to help a client:
- Solve a problem
- Achieve a catharsis
- Delve into truths about self
- Understand the meaning of personally resonate images
- Explore and transcend unhealthy patterns of interaction
สวัสดีค่ะ Ajarn Pop
เมื่อก่อนเวลาดูหนัง ก็ดูไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยคิดอะไรที่เป็นสาระสักเท่าไร แต่พอที่บริษัทมีการนำหนังบ้าง สารคดีบ้าง มาเป็นเครื่องมือให้พนักงานฝึกคิดโดยให้พยายามจับเนื้อหาสาระและต่อยอดความคิดให้ได้ คิดว่าได้ประโยชน์ ต่อไปเหมือนเป็นอัตโนมัติ เมื่อดูหนังหรือเห็นอะไรก็ตามจะจับสาระ และเรียนรู้ได้ตลอด สนับสนุนว่าการใช้ภาพยนตร์สอนคนเป็นวิธีที่ดีมากค่ะ
Ajarn Pop ยังไม่บอกเลยว่าหลังจากการดูหนังจบไปแล้ว..ความหงุดหงิดหายไปยัง อิอิ...
ขอบคุณครับคุณ Citrus เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการใช้ภาพยนต์สอนคนเป็นวิธีที่ดี แต่ต้องเลือกดูภาพยนตร์ที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้และนำไปสู่การแก้ปมหรือปัญหาการดำเนินชีวิตของแต่ละคนไปครับ
ขอบคุณครับคุณย่ามแดง ดูหนังจบก็พูดคุยกันว่า "เรามีเวลาน้อยในการใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นขอให้อภัยกันและใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขและสร้างสรรค์ อย่าได้หงุดหงิดซึ่งกันและกันเลย" ความหงุดหงิดก็คลายไปด้วยความรักที่จะพูดคุยและให้อภัยอันครับ
เพื่อนเคยเข้าไปดูหนังวิเคราะห์กับกรมสุขภาพจิตค่ะ ไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่หรือไม่ แต่เป็นแนวคิดที่ดีและน่าจะกระจายไปทั่ว ๆ
ขอบคุณครับคุณทีน่าที่เยี่ยมชมบันทึกนี้ ผมคิดว่าหลายๆสถาบันทางสุขภาพจิตน่าจะยังคงมีการดูหนังวิเคราะห์ครับ
ดีจ้าป๊อบ
ปิ๋มเอง เข้ามาทักทายจ๊ะ
ขอบคุณครับปิ๋ม
ยินดีครับพี่ขจิต ไว้ผมจะแนะนำเพื่อนไปดูหนังด้วยนะครับ
หนังเรื่องนี้หนูก็ดูแล้วเหมือนกันค่ะ นังร้องไห้ตอนนางเอกตายนี่แหล่ะค่ะ เป็นหนังที่ไม่ใช่แค่หนังรัก แต่สอดแทรกข้อคิดอะไรไว้หลายๆอย่าง ทั้งเรื่องการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตได้ถึงเมื่อไหร่ ทำให้รู้จักคุณค่าของชีวิตว่าอยู่ที่ไหน และสิ่งใดที่สร้างความสุขให้กับเราที่แท้จริง
การดูหนังถือว่าเป็นกิจกรรมยาามว่างอีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่ใช่แค่ดุเพื่อความบันเทิงใจเท่านั้น แต่ในหนังแต่ละเรื่องให้ข้อคิด คติ ที่แอบแฝงอยู่ต่างกันไป อยุ่ที่คนดูจะดึงออกมาได้หรือไม่ หนังบางเรื่องก็สร้างเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับคนดู บางเรื่องสอนให้คนรู้จักการใช้ชีวิตให้มีความสุข บางเรื่องก็ทำให้คนดูเข้าใจในสัจะรรมชีวิตมากขึ้น นั่นก็อยู่ที่เราเลือกดุ แต่หนูก็สามารถดูหนังได้ทุกแนวนะคะ เรื่องไหนที่ใครว่าไม่สนุกหนูก้ดู เพราะอย่างที่บอกว่าหนังทุกเรื่องก็มีข้อดีต่างกันไป แต่วิธีการถ่ายทอดอาจจะต่างกันออกไป เรื่องไหนถ่ายทอดให้น่าดู ดำเนินเรื่องดี คนดูก็มีเยอะ ดำเนินเรื่องไม่ดี คนดูก็น้อยตามกันไป
ในส่วนของการเลือกหนังหรือภาพยนต์ให้เหมาะกับผู้มารับบริการนั้นหนูคิดว่า อย่างแรกต้องดูวัย และจุดประสงค์ของผู้บำบัด อย่างเช่น หนังเรื่อง mars(ลุ้นรักนักบิด) เป็นหนังที่เก่าแล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดหนูเลยค่ะ เหมาะกับวัยรุ่น ให้ข้อคิดหลายอย่างเลยค่ะ คือ อย่างแรกคนเราไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปหมดทุกอย่าง ทุกคนต่างผ่านประสบการณ์ต่างๆนาๆมาไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน แต่เมื่อได้มาอยู่ร่วมกัน ต่างก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น สองคือ จิตใต้สำนึกของคนเราไม่เหมือนกันทำให้ตัดสินใจทำอะไรลงไปไม่เหมือนกัน บางคนยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ได้ แต่บางคนต้องยอมรับมันให้ได้และต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีในตัวเองเพื่อใช้ชีวิตอยู่ต่อไป การปิิดบังความรุ้สึกของตัวเองไว้ลึกเกินไปจนต้องสร้างตัวตนใหม่ของเราขึ้นมาบางครั้งก้กลายเป็นการทำลายตนเอง และสุดท้ายคือ การทำตามความฝัน ทำตามในสิ่งที่ตน เองชอบและสนใจนั่นคือตัวตนของเรา ในเรื่องนางเอกจะชอบวาดรูปมาก และทำได้ดี หากวันในที่ตนไม่มีมือ ไม่มีขา ตนเองก็จะใช้ปากคาบพู่กันแล้ววาดรูปต่อไป ส่วนพระเอกก็ชอบการแข่งขันมอร์เตอไซด์ เป็นต้น หนูอยากลองให้อ.หาเรื่องนี้มาดูนะคะ ไม่ใช่หนังรักโรแมนติค แต่ดูแล้วจะเข้าใจกันและกันมากขึ้น....
ขอบคุณคุณชลธิชา
ชอบพล็อต การสร้างทำหนัง ละครเกาหลี ที่ใช้สถานที่ธรรมชาติ ชนบท อิงวิถีชีวิต เล่นกับความรู้สึกของผู้คนจริงๆ ที่เราๆ สามารถสัมผัส ได้ โดยมิจำเป็นต้องแต่งเติมเสริมเรื่อง .. มุมคิดดีๆ จากหนังเกาหลี ช่วยจรรโลง และเยียวยาใจได้
อยากให้หนังไทย บ้านเรา ปรับเปลี่ยน พัฒนา ลบภาพลักษณ์เก่าๆ ไปบ้าง เช่นกันค่ะ ;) ขอบคุณค่ะ