การตรวจสอบพระธรรมวินัย

ปัจจุบันสมัย พระพุทธศาสนาดำเนินมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว... มีสัทธรรมปฏิรูป คือ มีการแอบอ้างว่าเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา หรืออ้างว่ามีอยู่พระไตรปิฏกอยู่เสมอ...

โปราณาจารย์ได้เปรียบเทียบไว้ว่า กลองหรือตะโพน ซึ่งขุดขึ้นมาจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ แล้วใช้หนังหุ้มทั้งสองด้าน เพื่อใช้ในการละเล่นและบอกเวลา เป็นต้น ..เมื่อใช้ไปนานๆ เนื้อไม้ของกลองหรือตะโพนก็อาจเปื่อยยุ่ย ผุพังไปบ้างในบางจุด เพราะลมแดด ...

ต่อมา นายช่างก็จะใช้มีดและเครื่องมือคว้านเอาเนื้อไม้ส่วนนั้นของกลองหรือตะโพนออกไป แล้วก็ใช้ไม้ชนิดใหม่เข้าไปประ หรืออุดที่จุดนั้น... ตกแต่งให้เป็นรูปกลองหรือตะโพน เอาหนังหุ้มทั้งสองด้าน ก็สามารถใช้ได้เหมือนเดิม...

ต่อมา เมื่อใช้ไปนานๆ เกิดการชำรุด ก็จะมีการซ่อมกลองหรือตะโพนโดยวิธีการเดิม... เมื่อซ่อมหลายๆ ครั้ง เนื้อไม้เดิมของกลองหรือตะโพนก็จะค่อยๆ หมดไป แต่ยังคงรูปเป็นกลองหรือตะโพนและใช้ได้เหมือนเดิม...ฉันใด

พระธรรมวินัยของพระบรมศาสดาจารย์ก็เช่นเดียวกับเนื้อไม้ครั้งแรกของกลองหรือตะโพนที่ขุดขึ้นมาจากท่อนไม้ขนาดใหญ๋.... ส่วน เนื้อไม้ใหม่ที่เข้าไปอุดหรือประ ก็คือ สัทธรรมปฏิรูป นั้นแล... ฉันนั้น

 สิ่งที่ก่อให้เกิดสัทธรรมปฏิรูปก็คือ ลาภสักการะ ยศถาบรรดาศักดิ์ นั่นเอง... 

.....

พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ หลักการตัดสินพระธรรมวินัย ประการดังต่อไปนี้..

. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัดย้อมใจ ไม่ยึดติด (วิราคะ)

๒. ธรรมใดเป็นไปเพื่อการสลัดออกจากเครื่องผูกรัด ไม่ใช่ประกอบไว้ในทุกข์ (วิสังโยค)

๓. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความไม่พอกพูนกิเลส (อปจยะ)

๔. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย มิใช่ความมักใหญ่ (อัปปิจฉตา)

๕. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความสันโดษ ยินดีตามมีตามได้ (สันตุฏฐี)

๖. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความสงัด ไม่คลุกคลีในหมู่คณะ ( ปวิเวก)

๗. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความประกอบความเพียร ไม่เป็นผู้เกียจคร้าน (วิริยารัมภะ)

๘. ธรรมใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย มิใช่เป็นผู้เลี้ยงยาก (สุภรตา)

... เมื่อพิจารณาแล้วเป็นไปตามทำนองนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นหลักคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์

...แต่ถ้าพิจารณาแล้วเป็นไปตรงข้ามจากนี้ ก็ให้ถือว่าเป็น สัทธรรมปฏิรูป ...

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามคัมภีร์ที่มา และตรวจสอบกับ ๘ ประการนี้แล้ว เราก็พอจะรู้ได้ด้วยตัวของเราเองว่า

นั่น เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา

หรือเป็นเพียง สัทธรรมปฏิรูป