มีหลายๆ ท่านที่เดินหรือกำลังพายเรืออยู่เหมือนที่ผมกำลังพายอยู่ แต่เรือที่ผมพายอยู่ตอนนี้มีประสบการณ์น้อยนิด ยังไงก็ต้องขอความเห็นหรือข้อแนะนำจากเรือลำอื่นๆ ด้วยนะครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
เมื่อวานได้เปิดประเด็น เรื่องครูครับ ในบทความนี้ครับ มีลูกอยากให้เรียนกับครูเก่งๆ พอลูกเรียนเก่งๆแต่กลับให้เรียนอย่างอื่น แล้วจะหาครูเก่งๆ ที่ไหนครับ
วันนี้มาสู่การได้มาเป็นครูของผม ว่าเป็นมาอย่างไรครับ ขอย้อนกลับไปเมื่อตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วง ม. ปลายก่อนเลยครับ ตอนนั้นผมกำลังเรียน ม.ปลาย สายวิทยาศาสตร์ ที่ ร.ร. ทุ่งสง จ. นครศรีธรรมราช เนื่องด้วยมีอะไรให้สอบผมสอบหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น สถาบันราชภัฏ ที่นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา มศว.สงขลา มอ.(สงขลานครินทร์) และผลลัพธ์ก็ออกมาดีมากเลยครับ คือได้ประมาณห้าที่ครับ ซึ่งเป็นการสอบโควต้าครับ
สอบได้หลายที่ก็ใช่จะมีความสุขครับ เพราะไม่รู้จะเลือกอะไรดี ญาติที่เป็นครูก็อยากให้เลือกเรียนในสาขาคุรุทายาท ที่สอบได้ที่นครศรีธรรมราช แล้วแต่ว่าจะเรียนสาขา คณิตศาสตร์ หรืออะไรตามที่ถนัด คนแนะนำก็เยอะครับ ว่าให้เลือกนั่นเลือกนี่ แต่ผมก็รับฟังไว้ครับ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน นี่แล้วแต่ลูกครับ ให้เลือกเอาตามที่ต้องการ เพียงแต่ให้ข้อมูลตามที่คนอื่นแนะนำมาครับ
แล้ววันหนึ่ง ผมก็ไปปรึกษา อ.แนะแนวครับ ผมบอกว่าผมหนักใจแล้วตอนนี้ ญาติก็นำเสนอเยอะ ว่าให้เลือกนั่นนี่ตามที่ต้องการ (น่าหมั่นไส้ใช่ไหมครับ ในขณะที่เพื่อนที่สอบไม่ได้ก็คิดกันว่าจะเรียนที่ไหนดี หาที่สอบกันใหม่ หรือคนที่ได้ไม่สมใจก็หาแนวทางกันว่าจะไปสอบที่ไหนเตรียมตัวสอบกันต่อไป) วันนั้น อ.ฝ่ายแนะแนวท่านก็กำลังเขียนป้ายชื่อนักเรียนที่สอบเอ็นท์ตรงได้ จำนวนแปดคนเพื่อจะติดไว้ที่หน้าโรงเรียน (ใครสอบได้ก็จะดังเลยครับตอนนั้น เพราะแต่ละปี สอบได้ก็ประมาณสิบคน) ส่วนดังในโรงเรียน ออกไปแล้วจะดับหรือเปล่าก็ต้องไปว่ากันในอนาคตครับ
ตอนไปปรึกษาท่านอาจารย์แนะแนว แล้วก็ได้คำแนะนำหลายๆ อย่าง และผมบอกว่ามีญาติแนะนำให้เลือกคุรุทายาท เหมือนว่าจบมาแล้วมีงานให้ทำเลย ได้เป็นครูด้วย แต่ที่ผมโดนใจที่สุดคือ อ.ฝ่ายพละท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า หากอยากจะเป็นครูจริงๆ ก็ไปเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้ นั่นคือ ม.สงขลานครินทร์ (ตอนนั้นผมไม่ทราบด้วยซ้ำว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่ปัตตานี ผมคิดว่าหาดใหญ่) แล้วเรียนให้เก่งๆ ตั้งใจเรียน หากทำได้ ก็จะมีคนมาทาบทามให้เป็นอาจารย์เองหล่ะ ทำให้ผมคิดก้าวไปอีกขั้นหนึ่งครับ ด้วยคำพูดนั้น ที่ทำให้ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่า เอาหล่ะ อันนี้หล่ะ
ผมก็สละหมดเลยครับ สาขาที่เกี่ยวกับครูและด้านอื่น ตอนผมเลือก มอ. ผมก็เลือกคณะวิทย์เทคโน เพราะมีสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์อยู่ครับ ส่วนอันดับอื่น ผมเลือกเกษตรหมดเลย แล้วห้อยท้ายด้วย คุรุทายาท อีกทีหนึ่งครับ เป็นโปรแกรมคุรุทายาท
ผมก็ไปเรียนปีแรกที่ มอ. ปัตตานี ตอนนั้นปีแรก เค้ายังไม่แยกสาขาวิชากันเลยครับ คือใช้เกรดเทอมแรกหรือปีแรกในการตัดสินกันว่าจะได้เรียนสาขาใดกันบ้าง ผมเห็นเพื่อนเค้าเลือกสาขาเทคโนโลยียาง กันใหญ่เลยครับ เพราะคงฮิตมากในตอนนั้น ผมก็ตอบบ้าง ว่าผมก็อยากเรียนยาง เหมือน เพื่อนๆ แต่จริงๆ แล้วในใจผมหน่ะ คณิตศาสตร์คือสิ่งที่ผมหวังเอาไว้ครับ แล้วผมก็ต้องทิ้งวิชาพื้นฐานไปหมดเลย ไม่เกี่ยวกับเกษตรเลยในระดับปริญญาตรี
พอก่อนจะขึ้นปีสองผมก็ได้เลือกแนวทางที่ชัดเจนแล้วก็เลือกได้เรียนสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์สมใจนึก จริงๆ แล้วคุณอาจจะคิดว่าผมเรียนเก่งนะครับ จริงๆ แล้วไม่เลยนะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมนี่เรียนปานกลางมากครับ ไม่ได้เน้นเกรดเลย ตั้งแต่ ประถมถึง ม.ปลาย แล้วมาเรียนเพื่อต้องเอาเกรดก็ตอน ปีหนึ่ง ป.ตรีนี่หล่ะครับ เกรดตอน ม.ปลาย ผมเพียง 2.93 ม.ต้นก็ 2.92 ไม่ถึงสามด้วยซ้ำครับ แต่มา ป.ตรีที่เพิ่งมาหันพิจารณาด้วยเพราะใช้เกรดมาพิจารณาในการเลือกสาขา แต่การเรียน ป.ตรีไม่ได้ฟาดฟันกัน เน้นการเรียนเป็นกลุ่มกันครับ ช่วยกันเรียนมากกว่า เกรด ป.ตรีนั่นหล่ะครับ ที่จะเพิ่งมาเริ่มเกินสามขึ้นมา โดยที่เทอมแรกที่ผมเข้ามา ได้ 3.06 ก็นับว่าน้อยที่สุดใน ป.ตรี ของเทอมอื่นๆ ด้วยครับ เพราะเรียนแนวทางที่ผมเรียนมา เน้นความเข้าใจในห้องเรียนให้มากที่สุด เพราะเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือครับ ไม่ชอบท่องจำ เน้นกระบวนการคิด การทำความเข้าใจเป็นสำคัญ
พูดมายาว ยังไม่สาวไปถึงว่ามาเป็นครูได้อย่างไรเลย
มีอยู่คืนหนึ่ง รุ่นๆน้องๆ ก็ได้จัดกิจกรรมส่งพี่ปี 4 กันที่ลานตึกคณะ ตอนนั้นผมกำลังจะจบ ปี. หนึ่ง ก็นั่งทานอาหารอยู่ ก็อาจารย์ท่านหัวหน้าภาค มาคุยกับผม ว่า สมพร สนใจจะเป็นอาจารย์ไหม ลองเอาไปคิดดู หากสนใจ ทางคณะหรือภาควิชาจะเปิดรับสมัครในอนาคตให้มีทุนส่งเสริม ของมหาวิทยาลัย
ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปถามที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเนื้อสาระของผมคือผมชอบสอนหนังสือ ตอน ม.ปลาย ผมก็จะนั่งจดที่มีอาจารย์สอนในทีวีตอนเช้าๆ แล้วเอาไปสอนเพื่อนๆ กันต่อ รู้สึกว่ามีความสุขดีเวลาเพื่อนเรียนจากเราแล้วเค้าเข้าใจ สนุกในการถ่ายทอด
ที่บ้านก็ดีใจนะครับ คงเพราะสบายใจมั้งครับ ว่าลูกได้เป็นข้าวราดแกง (ข้าราชการ) แต่ผมบอกที่บ้านว่า เงินเดือนน้อยนะ หากจะให้ผมเดินทางนี้ อย่าได้คิดหวังเรื่องเงินเด็ดขาด ที่บ้านบอกว่า เราก็เป็นแบบนี้ ยังไงก็ไม่อดหรอก เราทำนาทำไร่ เกษตรกรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องร่ำรวยอะไร (ในใจผมหน่ะตอกย้ำเรื่องเงินเข้าไปเพื่อให้ท่านลองชั่งใจดูครับ ทั้งๆ ที่ผมก็ชอบเรื่องการสอนอยู่แล้วหล่ะครับ) แสดงว่าผ่านฉลุย ดังนั้น ผมก็เลยบอกท่าน อาจารย์หัวหน้าภาค ว่าทุกอย่างไม่มีปัญหา ผมยินดีจะเป็นครู และเดินในถนนสายนี้
จากนั้นมาก็ได้รับทุนจาก วิทยาเขตเดือนละสองพัน จำนวนแปดเดือน ต่อปี ก็เอาไว้ใช้ลดภาระทางบ้านได้ส่วนหนึ่งครับ
ได้มีโอกาสทำกิจกรรม ก็จะอยู่ฝ่ายวิชาการ เน้นการบริการทางด้านการศึกษา การติวในสโมสร อะไรทำนองนี้ครับ เพราะรู้อนาคตตัวเองแล้ว ผมรับทุนตั้งแต่ ปี 2,3,4 แล้วก็เป็นครูสอนในภาควิชา มาหนึ่งปี ก่อนจะลาไปเรียนโท อีกสองปีครึ่ง แล้วกลับไปสอนอีกครึ่งปี แล้วมาต่อที่นี่ ในตอนนี้ อยู่หกปีแล้ว อิๆๆ (ยังไม่เรียบร้อยเลยครับ ผลาญภาษีประชาชนไปเยอะพอสมควร) หลังจากนี้ไป ก็คงต้องชดใช้กรรมทั้งหลายที่ต้องเดินต่อไป ในสายการศึกษานี้ เมื่อพายเรือลำนี้แล้ว ก็ต้องให้คนอื่นก่อนเป็นอันดับหนึ่ง......
มีหลายๆ ท่านที่เดินหรือกำลังพายเรืออยู่เหมือนที่ผมกำลังพายอยู่ แต่เรือที่ผมพายอยู่ตอนนี้มีประสบการณ์น้อยนิด ยังไงก็ต้องขอความเห็นหรือข้อแนะนำจากเรือลำอื่นๆ ด้วยนะครับ
มีหลายๆ ประเด็นในเรื่องการศึกษา ที่พยายามหาแนวทางในการถก หรือหารือกัน เช่น
คุณจะทำอย่างไร หากมหาวิทยาลัยต้องรับเด็กอ่อนเข้ามาเรียน เพื่อให้ครบตามจำนวนที่วางไว้ แต่เด็กที่เข้ามาเป็นเด็กอยากเรียน แต่เกรดหรือพื้นฐานความรู้ไม่ถึงเกณฑ์
คุณจะปรับพื้นฐานเด็กอย่างไร เมื่อเด็กที่เข้ามาหลากหลายมาก และฐานความรู้ต่างๆ กัน หากคุณสอนอยู่ในที่ไกลๆ จากเมืองหลวง
คุณคิดว่าปัญหาเหล่านี้ท้าทายไหม ที่จะทำให้เด็กที่อยากเรียนเข้ามาแล้วทำให้เค้าได้บทเรียนที่ดี ก่อนออกไปรับใช้สังคม ดีกว่าปล่อยให้เค้าไม่มีโอกาสได้รับรู้เรียนรู้ในสังคม ที่อาจจะเป็นปัญหาอย่างอื่นตามมาในอนาคตก็ได้
แล้วการปล่อยเกรดของ ม.ปลาย ให้เข้ามาเรียนใน ป.ตรี แต่คุณภาพต่ำหล่ะครับ คุณจะจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร
ปัญหาเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งท้าทายต่อผมมากๆ ในความเห็นส่วนตัวครับ ผมได้เตรียมคำตอบส่วนหนึ่งเอาไว้ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำเลย ให้ทุกอย่างลงตัวก่อนแล้วจะเอามาเล่ากันครับ ต้องลงมือทำดูครับ ให้บังเกิดผลกันต่อไปก่อนครับ
ประเด็นอื่น เชิญท่านบรรเลง
สวัสดีครับน้องเทพ
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
การให้..โดยเฉพาะให้ความรู้เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่และน่าสรรเสริญ
ขอเพียงมีใจที่คิดจะให้ ( ซึ่งคุณเม้งมีอยู่แล้ว )..ปัญหาที่ตั้งมาก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยค่ะ
ขอเอา Dewey ( นักการศึกษาอเมริกา ) มาแล้วกันค่ะ ( เพราะหาคนไทยพูดเรื่องนี้ไม่เจอ ).." Man does not l ive by scores "...( มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยคะแนน )
เบิร์ดเชื่อมาตลอดว่า " ไม่ต้องเรียนเก่งก็มีวิถีชีวิตของตนได้ "..เราไม่จำเป็นต้องมีเกณฑ์เดียวที่ยึดถือสำหรับชีวิตที่ประสบความสำเร็จ แต่ละอย่างก็เป็นไปได้ตามวิถีของตน ต้นไม้หลายๆต้นก็เติบโตไปตามวิถีของใครของมัน แต่ก็อาศัยกันและกัน..คนเราเก่งได้..แต่อย่ากว่า เพราะถ้ามีคำว่า "กว่า".. จะเป็นการเปรียบเทียบแล้วคนที่ด้อยกว่าจะมีที่ยืนเหรอคะ ?
ทุกอย่างในโลกนี้มีคุณค่าในตนเอง โดยที่ไม่ต้องเปรียบเทียบเลย..เบิร์ดถึงเน้นว่าเก่งได้..แต่อย่าคิดคำว่ากว่า..อย่างผักชีก็มีค่าของผักชี ต้นสักก็มีค่าของต้นสัก ( คุยกับนักสร้างภาพจำลองเกี่ยวกับต้นไม้ก็ต้องยกตัวอย่างแบบนี้แหละค่ะ )..เวลาเราทานขนมข้าวเกรียบปากหม้อเราทานกับใบสักได้มั้ยคะ ? ..แล้วถ้าเราปลูกบ้านเราจะใช้ผักชีได้มั้ยคะ ?..( ยกตัวอย่างแบบสร้างสรรค์มาก..ก ..จานตะนากินล้ำลึก ^ ^ )..คือจะบอกว่าถ้าเราเอาเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งเป็นหลัก สิ่งหนึ่งก็จะได้เปรียบสิ่งหนึ่งน่ะค่ะ..แต่ถ้าหากว่าเราเอาโลกกว้างๆนี่เป็นหลัก ทุกอย่างก็จะมีค่าในตนเอง ทุกอย่างดีหมดตามวิถีของตน
ถ้าคุณเม้งพาพวกเขาเดินผ่านจุดนี้ได้..ปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ...เอาใจช่วยนะคะ
ขอบคุณที่เล่าเรื่องอาจารย์ให้ฟังอ่านอีก ผมรู้จักอาจารย์เม้งมากขึ้น ต่อไปอาจถึงกะสนิทสนมนะนี่ ผมคิดด้วยคน เรื่องการเป็นครูอาจารย์ เอาประเด็นเดียวเน้น ๆ
ผู้เป็นครูอาจารย์กรุณาอย่าได้สร้างเงื่อนไขที่กดดันผู้ศึกษาเกินไป การเปิดโลกทัศน์สำคัญกว่าการบังคับสู่เรื่องราวที่อยากบอก
แค่นี้ล่ะเกรงใจครับผมเองประสบการณ์ยังน้อยจะมีบ้างก็แค่รับ นศ.ฝึกงานอยู่ 3 รุ่น ก็พยายามจะเป็นผู้ให้ที่ดีที่สุดเช่นกัน
ถ้าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนก็ทำเป็นรับซื้อไว้ก็แล้วกันครับ ขอบคุณคร้าบ......
สวัสดีครับคุณเบิร์ดครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณสุมิตรชัยครับ
สวัสดีครับน้องเทพ
เกิดมาเป็นคนเก่งก็ลำบากเหมือนกันนะ ความรู้ไม่ถึงค่ะขอแค่อ่านนะค่ะ
สวัสดีครับน้องกิ่ง
ดีครับน้องบ่าว เม้ง
พี่คนนึงที่มีนิสัยไม่ชอบอ่านหนังสือครับ มันจะยากเย็นแสนเข็ญกันนักกันหนาก็ไม่รู้ จะอ่าหนังสือทีรัยต้องบังคับจิตใจกันยกใหญ่ทุกที
ความซาบซึ้งใจ การย้อนคิดคำนึงถึงเรื่องราวที่ผ่านมามันช่างสอนให้เราสำนึก เรียนรู้ นำไปสอนผู้อื่นได้จริงๆครับ
ที่ผมมาได้ถึงทกวันนี้ก็เพราะคุณแม่ผมเองครับ หากวันนั้น วันที่ผมตัดสินใจไม่เรียนหนังสือต่อในขณะที่จบแค่ ม.3 เกรดก็ตุปัดตุเป๋ ผมคงไม่มีโอกาสได้ทำงานที่มั่นคง มีหน้ามีตา (ตามสถานะนภาพนะครับ) และที่สำคัญไมโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอย่างแน่นอนครับ
อยากฝากผู้ที่เข้ามาอ่าน ซึ่งยังอยู่ในวัยเด็กที่คิดจะจบการศึกษาตามใจตัวเอง ให้เลิกคิดอย่างนั้นเสียเถิด การศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบ ในและนอกสถานที่ ที่สำคัญการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตในสังคมให้มีคุณค่าและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นั่นแหละครับ คือการนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
มันไม่ค่อยเกี่ยวกันเลยนะเม้งนะ แต่พี่อยากเล่าให้ฟังแค่นั้นเอง อิๆๆๆ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับพี่บ่าว<ul>
</ul>
สวัสดีครับท่านคุณครูเม้ง
สวัสดีครับ พี่เม้ง
ตาลายอ่านแล้วมึนเลย พอดีจอมันแสงจ้าไป
เอะวันนี้ยังไม่ได้แซวพี่เทพเลย อิอิ
สวัสดีครับ อาจารย์
สวัสดีครับคุณแอน