หอการค้า คาด GDP ร่วงเหลือ 4% เสนอมาตรการ 6 ข้อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

        นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้กล่าวถึงแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ในความคิดเห็นของกรรมการบริหารหอการค้าไทยชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย นายดุสิต นนทะนาคร รองประธาน, นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธาน และนายไพรัช บูรพชัยศรี กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย ว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม จะมีการประชุมกันในวันที่ 24 เมษายนนี้ เพื่อหารือกันถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการกำหนดรายละเอียดของมาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจ 6 ข้อที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้น และจะมีการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อสรุปภาพรวมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง  ในความเห็นส่วนตัว ผมไม่อยากเห็นเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 4% เพราะจากฐานจำนวนประชากรแล้ว GDP ควรขยายตัว 4.5-5.0% ถ้าหากต่ำกว่านี้และนานเกินไปจะ ส่งผลกระทบต่อภาคสังคมและการจ้างงาน สถานการณ์การผลิตขณะนี้มีการชะลอตัวลง ยังไม่เลิกจ้าง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมแล้ว รายได้จาก OT เริ่มลดลง ไม่มีการส่งเงินกลับไปยังชนบท ดังนั้นการที่รัฐบาลจะกระตุ้น รากหญ้าด้วยการนำเงินสู่ชนบทเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว กลไกของรัฐบาลยังดีอยู่ เพียงแต่เกรงจะการดำเนินการจะช้าเท่านั้น” นายประมนต์กล่าวขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ศูนย์พยากรณ์ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2550 อยู่ที่ระดับ  ร้อยละ3.5-4.0 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0-4.5 ส่วนอัตราการขยายตัวของการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวร้อยละ 8-10 จากเดิมที่เคย คาดหมายไว้ที่ร้อยละ 9-11 หรือ “ต่ำกว่า” เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ร้อยละ 12.5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ระดับร้อยละ 1.8-2.31 จากเดิมที่ร้อยละ 2.0-2.5   ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งจะกระทบต่อการใช้จ่าย ตลาดในประเทศซึมลง ทั้งภาคอุตสาหกรรม การค้า เกษตร ก่อสร้าง/อสังหาริมทรัพย์ ทุกภาคส่วนชะลอลงหมด แต่ยังดีที่ตัวเลขการว่างงานอยู่ที่ 2% ถือว่ายังไม่มีการเลิกจ้าง แต่หากยังเป็นอย่างนี้ต่อเนื่อง อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคสังคมเพราะจะมีการปลดคนงาน แต่ปัจจัย ที่น่าห่วงก็คือ ภาคการเงินและการธนาคารที่ยังดำเนินการไม่เต็มที่ ทั้งที่สภาพคล่องล้นในระบบมีเงินกว่า 6 แสนล้านบาท แต่กลับมีการระมัดระวังการให้สินเชื่อ” นายธนวรรธน์กล่าว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องรีบดำเนินการทันทีก็คือ 1) การลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.5 ในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 2) ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงในทุกพื้นที่ เพื่อให้มี การก่อสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น 3) ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับใช้ในโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ให้ทันภายในเดือนพฤษภาคมอาจจะได้เห็นตัวเลข GDP ที่ร้อยละ 4 แต่ถ้าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ อาจจะทำให้ GDP อยู่ที่ระดับร้อยละ 3.5-4 และส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 3 - ไตรมาส 4  และ 4)ภาคการส่งออก รัฐบาลจะต้องหามาตรการที่ช่วยรักษาระดับของอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกไทยสามารถแข่งขันได้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ส่วนนโยบายที่รัฐบาลควรจะดำเนินการให้ทันภายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อส่ง “ไม้ต่อ” ให้กับรัฐบาล     ชุดใหม่นั้น นอกจากเรื่องที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขกฎหมายการค้า เช่น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว, พ.ร.บ. ค้าส่งค้าปลีก และกฎหมายอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้ออกมามีผลบังคับใช้ และต้องวางรากฐานการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชน สานต่อความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย, กลุ่มประเทศ BIMSTEC และจีน เพื่อสร้างโอกาสการค้าและการลงทุน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ด้าน นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ธนาคารโลก (World Bank) ออกมาประเมินว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 4 “ต่ำกว่า” ที่เคยประมาณการไว้ร้อยละ4.3 และที่สำคัญเป็นอัตราที่ต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในแถบเอเชีย  เนื่องจากการลงทุน การบริโภคชะลอตัว ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนทำให้ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.2 ดังนั้น กรรมการบริหารหอการค้าไทยจึงจัดทำข้อเสนอแนะ 6 ข้อต่อรัฐบาล ได้แก่  1) รัฐบาลควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเพราะ การปรับลดครั้งที่ผ่านมาร้อยละ 0.5 นั้นเป็นไปตามคาดการณ์ของหลายฝ่ายจึงไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร 2) รัฐบาลควรคงมาตรการสำรองเงิน 30% ไว้ หรือหากจะยกเลิกก็ควรมีมาตรการเสริมด้านอื่น ๆ   3) ควรมีความชัดเจนในการลงทุน เช่น อีสเทิร์นซีบอร์ด  4) การแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน ที่จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกของผู้ส่งออก รัฐบาลควรหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น การหาตลาดใหม่ การสานต่อนโยบายการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) กับบางประเทศ เช่น อินเดีย 5) รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ  และ 6) ควรกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผ่อนบ้าน ลดภาษีการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้เกิดการก่อสร้างและการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น</p>ขณะที่ นายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่น          ทั้งในภาคการบริโภคและการลงทุน ส่วนในภาคการส่งออกนั้น ได้รับผลกระทบจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4/2549 ปรากฏว่า ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 17 เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ  ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน หากอัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ที่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คาดว่าการขยายตัวการส่งออกของไทยในปีนี้จะไม่ถึง ร้อยละ 12.5 อย่างแน่นอน <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ประชาชาติธุรกิจ  26  เมษายน  2550</p>