24-25 เม.ย.ที่ผ่านมานี้ ผมและบุคลากรของคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไปค้างแรมกันที่ลีลารีสอร์ท อ.เทพา ครับ เพื่อทำสองโครงการ คือ ประชุมสรุปผลการจัดการเรียนการสอน และประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนปฏิบัติงานประจำปี 50 ของคณะ ผมได้ความรู้จากการปฏิบัติงานครั้งนี้เยอะมากครับ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันและเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบการทำงานของคณะและวิทยาลัย ผมจึงสรุปต้นตอบทเรียนและบทเรียนที่ผมได้รับในสองวันนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกัน ดังนี้ครับ
ต้นตอที่ 1 เนื่องจากงานการไปครั้งนี้มีสองโครงการที่เรา(ผู้จัดควบรวมกัน) ดังนั้นเมื่อเปิดพิธีเสร็จ ผมจึงทำหน้าที่ในการเสนอภาพรวมของการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนการสอนตลอดปีที่ผ่านมา ตลอดจนอนาคตที่ผมอยากเห็น ผมใช้เวลาอย่างประหยัดครับ เพื่อให้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ปรากฏว่า ข้อคิดเห็นแรกก็ต้องทำให้ผมสะดุ้ง เพราะผู้เข้าร่วมเสนอเชิงตำหนิว่า "อาจารย์(หมายถึงผมนะครับ)มาพูดอะไร ผมไม่เห็นคุณค่าเลย ทำไมไม่แสดงข้อมูลเชิงตัวเลข เชิงสถิติมาละ ทุกคนเห็นหมด อาจารย์ที่นั่งตรงนี้ เขาจบปริญญาโทมาแล้วทั้งนั้น ถ้าอาจารย์นำเสนอตัวเลขมาทุกคนอ่านออกและเห็นได้ชัดเจนขึ้น"
ผมงงมากครับกับคำพูดนี้ครับ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการนำเสนอครั้งนี้ คือ ผมต้องการให้เกิดการพูดคุยในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง(ซึ่งวันนี้ทุกฝ่ายทั้งสายการสอน สายสนับสนุน ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมกัน) เพื่อให้เกิดแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการพัฒนางานด้านการจัดการเรียนการสอน (และคำพูดนี้ผมก็พูดแจ้งให้ผู้ฟังทุกท่านได้รับทราบก่อนแล้วด้วยเช่นกัน) ดังนั้นผมจึงพยายามเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดออกเป็นความเรียง(ซึ่งก็แนบไปในแฟ้มเอกสารประกอบการประชุมแล้ว) ทั้งหมดที่ผมนำเสนอไปนั้นเพื่อเป็นประเด็นให้อาจารย์ได้แสดงความคิดเห็นกัน ทำไมอาจารย์ต้องซีเรียสกับข้อมูลตัวเลข ผมว่า ไม่ต้องคนเรียนปริญญาโทหรอกครับที่อ่านตัวเลขออก เพราะเด็กประถมก็เรียนแล้วเรื่องการเปรียบเทียบค่าของตัวเลขว่า 1 กับ 2 ตัวไหนมีค่ามากกว่ากัน ถ้าอาจารย์จำได้ สมัยนั้นทุกคนจะต้องฝึกการใช้เครื่องหมาย >< = กันแล้ว และทักษะการตีค่าที่ไม่ใช่ตัวเลขเป็นทักษะที่สูงกว่าการตีค่าตัวเลข เช่น การตีค่าวรรณคดี อันนี้เด็กประถมทำไม่ได้ครับ ต้องคนที่ได้รับการพัฒนาทางสติปัญญากว่านั้นหน่อยจึงจะตีค่าได้ครับ
บางทีด้วยความเคยชินกับการเอาข้อมูลเชิงปริมาณมาแปรเปลี่ยนเป็นค่าต่างๆ ทำให้คนบางคนลืมคุณค่าของข้อมูลบางประเภทไป เช่น ความรู้สึก และผมว่าข้อมูลแบบนี้แหละมีคุณค่าเยอะมากครับ และผมเองก็เขียนลงไปในบทความของผมแล้วเหมือนกันว่า บางทีปัญหาบางอย่างในคณะเรา แก้ได้ด้วยการสร้างความเข้าใจและสร้างจิตวิญญาณบางอย่างที่มันเลือนหายไป
ถ้าในวันนั้นผมนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ ใครจะเถียงหรือเห็นแย้งกับผมก็ต้องอ้างอิงด้วยข้อมูลสถิติด้วยเช่นกัน อย่างนี้เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจะยุติธรรมหรือครับ ผมว่า ในบางโอกาสเราไม่ควรมองหาแต่บะหมี่สำเร็จรูปก็จะดีนะครับ ถ้าทำอะไรเองไม่เป็น ก็แค่เจียวไข่กินเองบ้าง บางทีความอร่อยที่คิดไม่ถึงก็จะได้สัมผัส หลักการทางทฤษฏีไม่ใช่บะหมีสำเร็จรูปที่แกะกล่องใส่น้ำแล้วทานได้เลย เพราะคนใช้ต้องรู้จักประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด บะหมี่ถุ่งนั้นมันจึงจะให้รสชาตที่ดีที่อะไรและถูกใจเรา
ต้นตอที่ 2 อาจารย์ท่านเดียวกัน ตำหนิอีกประการหนึ่งว่า ในการทำแผนจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้ วันนี้ที่คณะทำนั่นไม่สอดคล้องกับทฤษฏี?
ผมไม่แน่ใจว่า อาจารย์อ่านทฤษฏีทำแผนจบหรือเปล่า ถ้าผมถามกลับไปยังอาจารย์ด้วยคำถามง่ายๆ ว่า มีที่ไหนบ้างทำแผนกัน 1 วันเสร็จ จากประสบการณ์จริงของผม ผมไม่เคยเจอที่ไหนนั่งทำแผนกันวันเดียวเสร็จ จะเอาทุกขั้นตอนมาทำวันเดียว ไม่มีทางทำได้ครับ ดังนั้นถ้าจะยกทฤษฏีมาอ้างในการทำแผนวันเศษของคณะฯ มันก็ไม่ถูกต้องครับ เพราะมีอีกหลายกระบวนการที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่ต้องถามคือ กระบวนการทำแผนก่อนหน้านี้ อาจารย์อยู่ที่ไหน ทำไมจึงไม่ได้ร่วมกระบวนการดังกล่าว การจะตำหนิอะไรสักอย่างควรศึกษาข้อเท็จจริงเสียก่อน ในขณะเดียวกันการอ้างอิงทฤษฏี ก็ควรมีความระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะคนฟังเขาดูออกว่าเข้าใจทฤษฏีอย่างถ่องแท้หรือเปล่า
การทำแผนของคณะ ผ่านกระบวนการมาหลายขั้นแล้วครับ จนกระทั้งสองวันที่ผ่านมา เป็นวันทำร่างฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอในที่ประชุมกรรมการบริหารคณะ เพื่อส่งต่อไปยังวิทยาลัย ไม่ใช่เพิ่งมานับหนึ่งทำแผนกันเมื่อสองวันที่ผ่านมา
ผมว่าการท่องจำทฤษฏีมาว่า การทำแผนมีขั้นตอนอย่างงี้ อย่างงี้ หนึ่ง สอง แล้วสาม มันเอามาใช้ไม่ได้ผลหรอกครับ จริงๆ เราจะต้องเข้าใจเป้าหมายของแต่ละทฤษฎี แล้วนำมันมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยยึดเอาเป้าหมายของทฤษฏีมาเป็นสำคัญ มากกว่า การยึดเอาแค่รูปแบบภายนอกมาเป็นตัวตัดสิน
ต้นตอที่ 3 อันนี้ส่วนหนึ่งมาจากหัวหน้ากองแผนของมหาวิทยาลัย คุยกับผมว่า เขาอยากให้ทุกหน่วยงานทำแบบเดียวกับที่คณะทำ ผมจึงบอกท่านไปว่า ก่อนที่จะทำอย่างคณะทำในวันนี้ ต้องจัดอบรมคนเกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้เขารู้ว่า แผนเขาทำกันอย่างไร ไม่งั้นผลที่ได้ก็จะไม่ได้อย่างที่ต้องกันผมสังเกตกำหนดการทำแผนในปีนี้ มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมามากมายหลายประการครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงผมว่า เนื่องจากงบประมาณในปีนี้จำกัด ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเท่าไร และเมื่อเริ่มกิจกรรมไปได้สักสองถึงสามชั่วโมง คณบดีก็เรียกผู้เกี่ยวข้องมาปรับกิจกรรมให้มีความใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่นั่นแหละครับ อันนี้ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาครับ ถึงภายนอกจะมีความใกล้เคียงกัน แต่คุณภาพก็ไม่เหมือนกันครับ หากคนปฏิบัติงานไม่เข้าใจเป้าหมายของแต่ละกิจกรรม
ในส่วนตัวผม ผมมีหลักยึดอยู่ประการหนึ่งคือ ถ้ามีความเข้าใจเป้าหมายในสิ่งที่จะทำดีพอ การออกแบบวิธีการปฏิบัติถึงจะไม่เหมือนกัน ก็สามารถทำให้ผลที่ได้มีความใกล้เคียงกัน แต่ถ้าไม่เข้าใจเป้าหมาย ถึงรูปแบบกิจกรรมเหมือนกัน ผลลัพธ์ก็จะไม่เท่ากัน
ก่อนไปทำแผน หัวหน้าสำนักงานคณะฯ เอากำหนดการมาให้ผมดู ซึ่งในนั้นไม่มีการวิเคราะห์ swot ผมเลยถามไปว่า ทำไมไม่มี เขาก็ถามผมว่า จำเป็นด้วยหรือ ผมตอบว่า จำเป็นสิ่ง ถ้าไม่ทำ swot ก็ไม่เห็นตัวตนของเอง และเมื่อไม่เห็นตัวตนของเราเองก็ไม่เห็นภาพของอนาคต หัวหน้าสำนักก็เอาไปปรับแก้ให้มีการทำ swot แต่เมื่อปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติก็ไม่เข้าใจว่า จะเอาผล swot ไปทำอะไรกับโครงการที่ถูกเสนอมา (ผมละเซ็งจริงๆ )
ผลที่เห็นได้ชัดๆ จากการไม่นำผลของ swot มาใช้คือ กรรมาธิการแต่ละชุดไม่สามารถตัดปรับโครงการอะไรได้เลย
ผมมีเวลานำเสนอเพียงเท่านี้แหละครับ ต้องขออภัยมีอีกหลายเรื่องแต่เวลาไม่อำนวย หากมีโอกาสดีจะนำมาเสนอต่อ ขอบคุณครับ
เห็นด้วยครับ "ทำความเข้ากับเป้าหมาย ให้ชัดเจน"
หลายหน่วยงานสนใจแต่ "ตัวชี้วัด มากกว่าเป้าหมาย เลยเดินทางไม่ถูกครับ"

ความคิดของอาจารย์
ที่ว่า หลายหน่วยงานสนใจแต่ "ตัวชี้วัด มากกว่าเป้าหมาย เลยเดินทางไม่ถูกครับ
ผมเห็นด้วยมากเลยครับ และผมคิดว่า ต่อๆ ไปข้างหน้า หากจะคิดหาตัวชี้วัด เราคงต้องมีกลไกจากข้างใน มากกว่าให้ทำตามตัวชีวัดจากภายนอก ทำให้หน่วยงานขาดธรรมชาติของการประเมินที่ควรประเมินเพื่อเรียนรู้ตัวเองและพัฒนาตนเองได้ ไม่ใช่เพื่อการผ่านเกณฑ์และการทำรายงานเท่านั้น มันขาดวิญญาณจริงๆ ครับ