คืนวันที่ 21-23 ผมเริ่มมีอาการคิดถึงบ้านมากขึ้น แสดงออกด้วยการฝันถึงลูกๆ ภรรยาและคุณแม่ ครั้งนี้เป็นการทัศนศึกษานอกประเทศที่นานที่สุดของผมใช้เวลาทั้งหมด 17 วัน ในสองสามวันแรกก็ยังตื่นเต้นอยู่กำลังปรับตัวก็ไม่ค่อยรู้สึกคิดถึงมากนัก แต่พอวันที่ห้าที่หกก็เริ่มออกอาการคิดถึงบ้านมากขึ้น ไหนจะต้องปรับตัวเข้ากับอาหารการกิน สถานที่ ไหนจะต้องปรับตัวเข้ากับการมาเป็นนักเรียนที่ต้องเรียนกันทั้งวัน เวลาที่จะใช้การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ต้องใช้ในสถานที่เรียนซึ่งก็ไม่มีเวลาเพราะเรียนตลอดพักเฉพาะทานข้าวกับเบรค จะโดดก็ไม่ได้เพราะเรียนเป็นกลุ่มเล็กแค่หกคน หากใครเข้าช้าอาจารย์ก็จะเดินไปตามให้เข้าห้องเรียนจึงจะเริ่มสอนพร้อมกัน  ในสังคมของฝรั่งนี่เขาจะเคร่งครัดกับเรื่องเวลามากเหมือนกับที่ญี่ปุ่นที่ผมได้เคยไปดูงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรื่องการเรียนการสอนเขาก็จะยึดถือตามตารางที่แจ้งไว้อย่างเคร่งครัด มีเอกสารประกอบการเรียนการสอน มีการสรุปประเด็นที่พูดคุยกัน

            ทางที่ช่วยลดความคิดถึงได้บ้างก็คือการใช้โทรศัพท์ ซึ่งผมได้ซื้อซิมการ์ดแต่ปรากฏว่าใช้กับเครื่องโทรศัพท์ของผมไม่ได้ ต้องใช้เครื่องของหมอเดือน ก็เลยไม่ค่อยสะดวกที่จะโทร และเวลาก็ห่างกันกับเมืองไทยถึงสี่ชั่วโมง แต่ก็ได้โทรกันบ้างวันเว้นวันหรือสองวัน

            การอยู่ไกลบ้านนานๆสำหรับคนที่มีครอบครัวที่อยู่ด้วยกันตลอดจึงทำให้คิดถึงกันมาก ทำให้นึกถึงเนื้อเพลงคิดถึงบ้าน ที่ว่า มองดูดวงดาวก็เป็นดาวดวงเดียวกัน มองดูดวงจันทร์ก็เหมือนดั่งจันทร์ที่บ้านเรา คืนนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน ... อีกเนื้อเพลงหนึ่งชื่อเดียวกันก็คือ จากมานานคิดถึงจังเลย หอมเจ้าเอยลออท้องถิ่น อยากกลับไปแนบซบไอดิน บ้านยังคงคิดถึงเสมอ อัสดงอาทิตย์กล่าวลา คืบคลานมาคือคิดถึงเธอ คืนเหน็บหนาวอีกแล้วหนอเออ อยากกลับไปเอาใจซ่อมแซม กี่ร้อนกี่หนาวกี่หมื่นร้าวรานไม่เคยสะท้านทุกเส้นทาง สู้ทนสร้างฝัน แม้ว่าลางๆ จะเก็บไปถมความทุกข์ระทม...

            ปกติผมจะเป็นคนที่ทานอาหารไทยตลอด อาหารต่างชาติจะทานได้น้อยมากโดยเฉพาะอาหารฝรั่ง พออยู่หลายวันก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ต้องทานให้ได้ ทำให้ต้องนำเอาคำสอนของอาจารย์หมอผจญมาใช้อีกคือแท้จริงความลำบากไม่มี มีแต่ความไม่เคยชิน ก็ดีขึ้นเริ่มชินกับอาหาร ที่อยู่ การเรียน ภาษาอังกฤษที่เริ่มฟังรู้เรื่องมากขึ้น แต่ที่ไม่ชินตามเวลาก็คืออาการคิดถึงบ้าน(Home sick) ยิ่งนานวันก็ยิ่งคิดถึง

 

Phichet

Oakhampton Farm

Manilla, NSW

23 November 2005