จำได้ว่าเคยเล่น guitar ร้องเพลงนี้กับเพื่อน ๆ ตั้งแต่เปิดวง folksong ตอนเรียนอยู่มัธยมปลาย พอมาเรียนที่ม.เกษตรบางเขน ช่วงปิดภาคปลายปี 1 ได้ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่ศรีสะเกษ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นดินแดนที่เรียกว่า "พื้นที่สีชมพู"
หลังจากทำงานหนัก... อ่อนล้า เหนื่อยกันมาทั้งวัน...ตอนเย็นหลังทานข้าว อาบน้ำให้สดชื่น พักผ่อนพอมีพลังแล้ว พวกเราก็จะมานั่งจับกลุ่ม พูดคุยกันถึงเรื่องราวความรู้สึกนึกคิดที่เรามีต่อการทำงานแต่ละวัน... บางทีก็แอบบ่น... แอบนินทากาเลพี่ ๆ ที่ให้ "แบบฝึกฝึก" น้อง ๆ โหดไปหน่อย (เมื่อเติบใหญ่ต่อมาจึงเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าแห่งความอดทน) ค่ายที่เราอยู่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา และความสะดวกสบายอื่น ๆ ที่เราเคยชิน เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะมี "ความสุข" ภายใต้วิถีชีวิตแบบใหม่ที่เราเลือกเผชิญ...
นอกจากจะนอนเขียนบันทึก...เขียนจดหมาย...อ่านบทกลอนโดยใช้แสงสว่างจากเทียนแท่งน้อยในเต้นท์ที่พักแล้ว นอกจากจะนั่งดูดวงดาวและท้องฟ้าเงียบ ๆ คนเดียวแล้ว บางค่ำคืน...เราก็เล่นบทเป็น " the entertainer" ให้พี่ ๆ และเพื่อน ๆ ....
พวกเราพักผ่อน สร้างความสุขกันง่าย ๆ ด้วยการนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เล่นดนตรีจาก guitar และ mouth organ ที่นำติดตัวกันมา ...ช่วยกันร้อง ช่วยกันบรรเลง...บทเพลงส่วนใหญ่ที่พวกเราร้องมักเป็น "บทเพลงแห่งชีวิต" เนื้อเพลงที่สร้างสรร ที่เป็นกำลังใจ เพื่อสานต่อและเติมเต็มความรู้สึกดี ๆ ที่เรามีในหัวใจ ...ตอกย้ำความรับผิดชอบของพวกเราที่มีต่อผู้คนในสังคม สำหรับบทเพลงที่ตัวเองชื่นชอบมากเป็นพิเศษมีอยู่ 2 เพลง คือเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" (ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เวลาที่มีงานปัจฉิมนิเทศลูกศิษย์แต่ละรุ่น คณาจารย์รุ่นสว. = สูงวัย จะช่วยกันร้องเพลงนี้หลังจากเพลง "ทรายกับทะเล" ซึ่งเป็นเพลงประจำของภาควิชาที่คณาจารย์ทุกคนช่วยกันร้องอำลาลูกศิษย์) และเพลง "คีตาญชลี" ในขณะที่เพลงโปรดของเพื่อนรัก คือบทเพลงที่เป็นบทกลอน...งานวรรณกรรมชิ้นสำคัญของ "จิตร ภูมิศักดิ์"
....เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน.....
วันเวลาผันผ่าน เนิ่นนาน 30 ปี ...มาถึงวันนี้...ถ้อยคำในบทเพลงเมื่อยามเยาว์วัยได้กลายมาเป็น "เนื้อหา" ที่ใช้ประกอบการเรียน-การสอนโดยมุ่งหวังให้นิสิตเกิด "สำนึกรู้" บุญคุณของ"ชาวนา" พี่น้องร่วมแผ่นดิน ...ชาวนาผู้เป็น "กระดูกสันหลัง" ของชาติ ตรากตรำทำงานหนัก...อาบเหงื่อต่างน้ำ...แต่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ความยากจนมิใช่เป็นเพียงเรื่องของ "วิบากกรรม" ในอดีตชาติ แต่เป็นผลที่มีเหตุมาจากการกระทำหรือ "กรรม" ใน "ปัจจุบันชาติ" นั่นคือจากการถูกเอาเปรียบภายใต้โครงสร้างของสังคมที่อยุติธรรมและจากผู้ได้รับ "การศึกษา" ขณะเดียวกัน คงต้องยอมรับด้วยว่า...สาเหตุสำคัญแห่งความยากจนของชาวนา คือการรู้ไม่เท่าทันต่อ "กระแสกิเลส" ภายในตัวของชาวนานั้นเอง
วิถีชีวิตของชาวนาที่ถ่ายทอดผ่านสารคดีเรื่อง "สิ้นนา สิ้นชาติ" นับเป็นเรื่องราวแห่งความจริงที่ทุกคนในสังคมไทยควรได้รับรู้... เรื่องราวของชาวนาที่เมื่อได้เปิดชมครั้งใด ความรู้สึกแห่งการ "หยัดสู้" จะบังเกิดขึ้นในใจทุกครั้ง ขอขอบคุณและชื่นชม "คุณจุฬารัตน์ นิรัติศัยกุล" และทีมงานที่ช่วยผลิตสารคดีที่มีคุณค่าควรต่อการเรียนรู้
แม้ตระหนักดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและจักรวาลล้วนตกอยู่ภายใต้กฏแห่ง "ไตรลักษณ์" ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลง ...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป...ตามธรรมชาติ เราจึงไม่ควร "ยึดมั่น ถือมั่น" ในผู้ใดและสิ่งใดให้เกิดทุกข์ อย่างไรก็ตาม การสร้างและทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น เพื่อสังคมที่ดีงามและมีความสุขร่วมกันนั้น ย่อมไม่เหลือวิสัยที่จะทำได้ ...เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนทำได้...ถ้าได้ทำ
....เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน.....
เคยฟังคาราวานร้องครับ ตั้งแต่เด็กแล้ว พยายามหาซื้อต้นฉบับแต่ยังหาไม่ได้เลยครับ
เพิ่งรู้วันนี้ว่า เป็นกลอนของจิตร ภูมิศักดิ์
คนทั่วไปได้ข้าวสวยร้อนๆตักใส่จานมาตั้งตรงหน้าได้อย่างไม่ต้องนึกถึงอะไร
ทุ่งนาของจริงก็ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิด แม้ขับรถผ่านมองเห็นก็ยังไม่รู้สึกอะไร ก็แค่เห็นทุ่งนา
กระบวนการจากนากว่าจะมาเป็นข้าวสวยในจานก็ไม่เคยรู้จัก จินตนาการไม่ออก
แล้วจะไปรู้สึกรู้คุณข้าวและชาวนาได้อย่างไร
ต้องช่วยๆกันสร้างความตระหนัก
การช่วยกันส่งเสริมให้ชาวนาได้รู้เท่าทันตนเอง เท่าทันโลก อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเป็นการช่วยชาติและตัวเราเองด้วย ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์และคนไทยทุกคนที่เข้าใจและร่วมกันช่วยชาวนาให้ช่วยตนเองได้ในกระแสทุนนิยมทุกวันนี้
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน"
เป็นเพลงที่ร้องมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินผู้ใหญ่ร้องให้ฟัง
จนมาหัดเล่นกีต้าร์และร้องเองเมื่อโตขึ้น
มีโอกาสได้ออกไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา
ส่วนตัวไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการเกษตรมากนัก แต่มีใจ
ขอบคุณมากค่ะ
จะลองตามดูรายการช่อง TLC นะคะ บอกช่วงเวลาที่มีรายการด้วยนะคะ
หากคุณ Little Jazz สนใจทำรายการและต้องการ Content ด้านการเกษตร พอช่วยแนะนำให้ได้ค่ะ เรามีงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนในหลายพื้นที่ทั่วประทศค่ะ
ที่สำคัญอยากเห็นเกษตรกรมีแนวคิด "พึ่งตนเอง" และไม่เป็น "เกษตรตาโต" จะได้ไม่ถูกลากจูงเข้าสู่การเป็นเหยื่อของสายพานแห่งทุนนิยมที่หากรู้ไม่เท่าทันก็เป็นปัญหาลูกโซ่..ต่อไปและต่อไปค่ะ
ถ้าอยากติดตามชม จะไปลงรีรันที่ ASTV เริ่มใหม่ทั้งหมด เริ่มเดือนนี้
เห็นด้วยกับอาจารย์เรื่องเกษตรตาโต เพราะได้ไปทำประชาสัมพันธ์ให้อำเภอวังน้ำเขียว
เริ่มเห็นมาประมาณ 2 ปีแล้วค่ะ ว่าเกษตรตาโตเป็นยังไง
พอระยะหลังนี้บูมจัด กลายเป็นว่าเกษตรกรต้องมาคอยสร้างภาพเพื่อให้นักท่องเที่ยวดู
หนักๆ เข้า ขายที่ขายทางให้นายทุนมาลงทำรีสอร์ต
ผันตัวเองไปเป็นคนเฝ้าสวน กินเงินเดือน เพราะเห็นแก่เงินก้อนใหญ่
แต่ยังดีที่นั่นยังมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง เป็นกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ
ใช้ชีวิตพอเพียง แต่ก็สามารถพัฒนาการทำเกษตรไปควบคู่กับให้บริการด้านท่องเที่ยว
พอดีๆ ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป แบบนี้รู้สึกดีกว่าค่ะ
ชมเว็บด้านการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวได้ที่ http://www.wnk.go.th
กระผมดีใจมากครับที่ได้อ่านความรู้สึกของผู้มีความรู้ที่เข้าใจชาวนา ยอมรับครับว่าตอนเด็กๆ ไม่อยากเลี้ยงวัวควาย-ทำนา ทั้งที่คุณปู่คุณย่าเคยเป็นชาวนาเพราะกลัวเหนื่อย เป็นเหตุผลให้เรียนมาจนจบปริญญาโท (คุณพ่อคุณแม่หวังอยากให้ลูกได้ทำงานราชการแล้วกระผมก็เลยพยายามทำให้ท่านสมความปราถนาครับ) แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปช่วยชาวนาที่ทำนาแบบใช้รถไถเดินตามก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและเหนื่อยพอดูครับ ย้อนคิดถึงสมัยคุณปู่คุณย่าที่ใช้วัวใช้ควายคงจะเหนื่อยยิ่งกว่าและคงต้องใช้เวลามากกว่าเครื่องจักร พอตอนหว่านข้าวอีกก็ทำให้ปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลยครับขนาดแค่ช่วยหว่านข้าวไปได้แค่ 2 ถังที่คนงานก่อสร้างใช้ขนปูน (ส่งสัยได้มาจากตอนช่วงไม่ได้ทำนาคงจะไปเป็นแรงงานอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้) เพื่อหารายได้ทั้งเพื่อใช้ในการดำรงชีพและเพื่อส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ เพื่อจะได้ทำงานราชการหรืองานที่มีเงินเดือนมีสวัสดิการ ทำให้คนที่มีความรู้กลับเข้ามาสู่อาชีพทำนาเพียงจำนวนน้อย กระผมได้มีโอกาสสอนเด็กหลายวัย และมาจากหลายภูมิภาค ในช่วง 2 ปีกว่าๆ กระผมมักจะถามเด็กเกี่ยวกับเรื่องการทำนา จากร้อยกว่าโรงเรียนมีเด็กที่เคยช่วยทางบ้านทำนาไม่ถึง 10 คน แล้วกระผมก็เชื่อมโยงให้เด็กๆได้คิดต่อครับว่าทำไมประเทศมหาอำนาจพยายามจะจดลิขสิทธิ์ข้าวหอมมะลิ แล้วทำไมประเทศญี่ปุ่นพัฒนามาปลูกข้าวในอาคาร เพื่อหวังว่าสักวันคงมีเด็กที่จะเติบโตอย่างเข้าใจชาวนาและสามารถค้นหาวิธีที่จะช่วยเหลือชาวนาด้วยความเข้าใจ และเมื่อถามว่าใครหุงข้าวเป็นบ้างค่อยเบาใจเด็กรุ่นใหม่ยังหุงข้าวเป็น(หุงกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้แต่เตาถ่านไม่ได้) แล้วให้ลองนับดูว่าคุณแม่หรือคุณพ่อหุงข้าวให้กินกี่มื้อกว่าจะโตเท่านี้แล้วเราหุงข้าวให้ท่านรับประทานกี่มื้อ ช่วงตอบแทนท่านได้คือช่วงที่อยู่กับท่านทำได้ง่ายที่สุดคือช่วยงานบ้านหุงข้าว กระผมฝันไว้วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อทำหน้าที่ลูกสมบูรณ์แล้ว(รับราชการ)หรือมีโอกาสกลับไปทำงานใกล้ชาวนา กระผมจะลงไปช่วยแบบเต็มตัว เพื่อจะได้รู้ปัญหาอย่างถ่องแท้และแก้ปัญหาได้ถูกจุดยิ่งขึ้น เพราะปัญหาแต่ละที่ย่อมแตกต่างกัน แต่กระผมเชื่อว่าทุกคนต้องการความมั่นคงทั้งชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงาน ดังนั้นถ้าเราทำให้เกิดความมั่นคงได้กระผมเชื่อมั่นว่าความสุขย่อมเกิดขึ้นทั่วหน้า หากมีโครงการอะไรที่กระผมสามารถช่วยเหลือเกษตรกรหรือชาวนาได้กระผมก็ยินดีร่วมโครงการครับ(วันนี้ขอแสดงความคิดเห็นแค่นี้ก่อนนะครับเวลาจำกัด)
สวัสดีค่ะคุณวุฒิชัย
ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็นนะคะ
และขออภัยที่เพิ่งเข้ามาอ่านข้อคิดเห็นค่ะ
ตั้งใจว่าจะจัดกิจกรรม "รวมพลังชาวนา" ที่มูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรีค่ะ ส่วนวันเวลายังไม่ได้กำหนดค่ะ
อยากเรียนเชิญคุณวุฒิชัยมาร่วมเป็น "ส่วนหนึ่ง" ในทีมงานนะคะ ช่วยคิด ช่วยแนะนำ...ช่วยทำอะไรก็ได้ ที่จะช่วยให้พี่น้องชาวนาเรามีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ค่ะ
จะติดต่อคุณวุฒิชัยได้ที่ไหนคะ กรุณาให้ข้อมูลด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
ข้าวแต่ละเม็ด ต้องใช้เวลาและหยาดเหงื่อ
ควรกินด้วยความสำนึก อย่าเหลือทิ้งขว้าง
ขอบพระคุณครับ กระผมทำงานที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ต. คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77000
หรือติดต่อทาง[email protected]
หรือโทร 089-9778987
กระผมได้อ่านบทความของอาจารย์ ทำให้ทราบถึงการทำงานที่มากมายของอาจารย์ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ทำงานประสบความสำเร็จโดยปราศจากอุปสรรคใดๆ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์เคารพนับถือโปรดดลบันดาลให้อาจารย์และบุคคลที่อาจารย์รักปราศจากโรคภัยเจ็บ และภยันตรายทั้งปวงนะครับ
แวะมาอ่านครับ
เหงื่อกู หมายถึง อะไรครับ (เป็นกรณีศึกษา)