การออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ครั้งนี้ นับว่าแตกต่างจาก 3 ครั้งที่ผ่านมาของปี 2550 อยู่ 2 ประการคือ (เกี่ยวกับบุคลากรของมน.)
- ผมเป็นตัวแทนของหน่วยประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ออกหน่วยฯเพียงคนเดียวในครั้งนี้ (ปกติต้องออก 2-3 ท่าน)
- การออกหน่วยครั้งนี้ ไม่มีตัวแทนของคณะวิทยาศาสตร์ (ซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่) ร่วมออกหน่วยด้วย (ติดภาระกิจ)
อีกประการหนึ่ง การออกหน่วยครั้งนี้ ผมเหนื่อยที่สุดในชีวิตการออกหน่วยที่ผ่านมาทั้งหมด แต่ก็มีความสุขครับ เพราะ "ทำงานได้ผล และคนก็เป็นสุข" ครับ
ผมออกหน่วยครั้งนี้ในสภาพที่ไม่เต็มร้อยครับ คือมีอาการของหวัดลงคอครับ... แต่ถ้าผมไม่ได้ไปคงเสียดายแย่เลย.. มีเรื่องเล่าดีๆ มาฝากครับ... เป็นเรื่องของการทำงานที่ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลาเลย และรู้สึกว่า ครั้งนี้จะทำได้ดีด้วย ท่านผู้อ่านสามารถ capture วิธีการแก้ปัญหาซึ่งผมจะเล่าแทรกอยู่ในเรื่องเล่าได้ครับ โดยผมจะเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์นะครับ... เริ่มกันเลย
วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2550
หลังจาก ผมให้สัมภาษณ์ทีมงาน "คิดได้ไง" จาก TiTV เสร็จและส่งทีมงานขึ้นรถแล้ว ผมกลับมาบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมาลง gotoknow และกลับไปที่พักตอนบ่ายสองครึ่ง เพื่อทานข้าวกลางวันและทานยา ล้างถ้วยชามเครื่องครัว จัดกระเป๋า สำรวจแก๊สและปลั๊กไฟ เนื่องจากไม่มีใครอยู่บ้าน 2 คืน 2 วัน
ผมขับรถมาที่จุดนัดพบ คือโรงจอดรถคณะแพทย์ศาสตร์ได้ทันตามกำหนด 3 โมง โดยอาศัยจอดรถในที่จอดรถของสำนักหอสมุดที่อยู่ใกล้ๆ (ขอบคุณที่มีที่ว่างให้กับผม..ตอนนี้ผมเป็นสมาชิกของสำนักหอสมุดไปโดยปริยายแล้ว)
ครั้งนี้ มีรถบัสกับรถตู้ 2 คันที่จะออกหน่วย (ตอนกลับมีรถตู้เพิ่มอีกคันหนึ่ง เนื่องจากมีหลายท่านตามไปทีหลัง) ผมเดินทางโดยรถตู้ แต่รถบัสออกเดินทางก่อนในเวลา 15.25 น. (เลยกำหนดไปสิบนาที)
ส่วนรถตู้ต้องไปรอคุณหมอโรคผิวหนัง (พญ.ศศิมา เอี่ยมพันธุ์) ซึ่งเป็นแพทย์ที่ร่วมออกหน่วยฯไปด้วยเพียงท่านเดียวเท่านั้น ท่านติดภาระกิจที่คนไข้ตามตัวมาดูอาการด่วน พวกเราในรถนั่งรออยู่ที่จอดรถของโรงพยาบาลมน.อยู่ประมาณ 30 นาที
ภาพแรกที่คุณหมอขึ้นรถ คือ กล่าวคำขอโทษ "สมาชิกในรถ" ที่ทำให้ต้องรอคอย พร้อมกับ "ยกมือไหว้ขอโทษ" ด้วย ซึ่งผมประทับใจมากในความมีสัมมาคารวะของคุณหมอในครั้งนี้ ทราบว่าคุณหมอพึ่งมาทำงานเป็นปีแรก และรับอาสาที่จะมาร่วมออกหน่วย ทั้งๆ ที่งานก็ยุ่งเหลือหลาย
รถของเราวิ่งมาด้วยความเร็วมากๆ แบบรถด่วน ตามเส้นทาง พิษณุโลก-หล่มสัก และมาถึงโรงแรมที่พัก "หล่มสัก ณัฐติรัตน์แกรนด์โฮเต็ล" ภายในเวลาเพียง 1.40 ชั่วโมงเท่านั้น มาถึงพร้อมๆ กัน กับรถบัสซึ่งออกมาก่อนเราครึ่งชั่วโมง
![]() |
พวกเรามาออกันบริเวณ Lobby รับน้ำตะไคร้คนละ 1 แก้ว แล้วก็ทยอยกันเข้าห้องพัก ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบ 18 นาฬิกาแล้ว ผู้ติดตามผม ได้พักห้องคุณวิภาและคุณนุ่น (404) ส่วนผมเข้าพักห้อง 517 โดย Room mate ของผมคือ ผศ.สุรพล ตั้งวรสิทธิ์ชัย คณะสหเวชศาสตร์
เราไปพักผ่อนที่ห้องสักครู่ ก็ได้เวลาอาหารเย็น คือ 18.30 น. เป็นอาหารแบบบุปเฟ่ พอทานกันอิ่มแล้วก็ไปพักผ่อนกัน แต่หลายท่านอาหารไม่ถูกปากทานได้น้อย ก็ไปต่อก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นไปตามอัธยาศัย ส่วนผมได้ร่วมโต๊ะทานอาหารมังสะวิรัติกับคุณแอ๊ว-วิภา กับผู้ติดตามของผมด้วย รวม 3 ที่
|
![]() |
หลังจากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน... ผมได้พักผ่อนโดยการอ่านหนังสือพระราชประวัติของรัชกาลที่ ๔ ในตอนหนึ่งที่ผมสนใจ คือฝรั่งเขาประมาณการว่า ประชากรไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีเพียง 6 ล้านคนเท่านั้น และผมทราบว่าในสมัยรัชกาลที่ ๘ ประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น ๘ ล้านคนเท่านั้น
สมัยรัชกาลที่ ๔ ตอนหนึ่งกล่าวว่า ประชาชนคนไทย ยังมีอุปนิสัย ชอบทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล ตามคู คลอง หนองบึง เป็นอุปนิสัยที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้คนไทย มีอารยธรรมเทียบเท่าฝรั่งตะวันตก
ในบันทึกนี้ยังไม่ค่อยมีเรื่องงานและการแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่เล่าเหตุการณ์ที่เห็นและเป็นไปสู่กันฟังเท่านั้นครับ โปรดติดตามเนื้อหาที่เข้มข้นขึ้น ในตอนถัดไปครับ
![]() |



อาจารย์บีแมนนี่รวดเร็วจริงๆเลยครับ ผมว่าทำสำคัญที่นี่อากาศร้อนกว่าทุกที่เลยครับ
ขอบคุณ beeman มากครับ เหมือนได้ไปด้วยกันเลยครับ