... อาหารเป็นพลังงานเข้า ออกกำลังกายเป็นพลังงานที่ออก ... ทำให้การกินจะต้องสมดุลกัน จึงจะมีสุขภาพที่ดี

 

เรื่องนี้มีดี ตัวอย่างเล็กๆ ของการเริ่มต้นความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ คุณพัชรินทร์ ได้มาเล่าให้ฟังในเรื่องของ ... โภชนาการกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

งานโภชนาการ ทำกับทุกกลุ่มวัย ... ต้องส่งเสริมประชาชนให้มีการดูแลควบคุมอาหารกันอย่างไร ก็คือ กินตามโภชนบัญญัติ 9 ข้อ และธงโภชนาการ

4-5 ปีมานี้ เราพบว่า พฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไป๋ (อิ๊ อิ๊) ไปนิยมอาหารภาคตะวันตกเสียมาก คือ นิยมอาหารไขมันสูง มีรสหวานจัด เค็มจัด มันจัด ... พบว่าประชาชนมีภาวะโภชนาการเกิน มีโรคอ้วน พบโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด และหัวใจ

ใจของนักโภชนาการ ก็ต้องว่า โภชนาการเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก่อนต้องแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะมีการกินที่มากขึ้น จะต้องทำอย่างไร

  • ต้องหาความรู้มากขึ้น เพื่อที่จะไปให้ความรู้ ให้คำแนะนำการกินอาหารที่ถูกต้อง
  • ที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นแบบอย่างให้เขา ในการที่จะดูแลสุขภาพตัวเอง ... ทางด้านการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง ... การออกกำลังกาย
  • ตัวอย่างที่ทำสำเร็จ คนลดน้ำหนักได้ถึง 32 กก.
  • การกินอาหารของเขาจะกินตามใจ เช่น กินเนื้อย่างเกาหลีเป็นประจำ และน้ำอัดลมขาดไม่ได้ ที่บ้านจะมีน้ำอัดลมตลอด
  • ก่อนหน้านั้นเราไปคุยกับชาวบ้านมาก่อน เป็นการให้ความรู้
  • และมีการติดตามเป็นระยะ เช่น ชาวบ้านไปติดตามทุก 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ เราก็ติดตามทุกเดือน และถามเป็นระยะๆ ถามข้อขัดข้องว่า การปฏิบัติตัวของเขาเป็นอย่างไร
  • น้องคนนี้อ้วนถึง 90+ กก. เราไปติดตามเป็นระยะทุกเดือน ครั้งแรกถามว่า ทำยังไง อยากลดไหม เพื่อให้เขามีส่วนร่วม เพราะว่าเขาต้องมีการจดบันทึกด้วยว่า เขากินอะไร ให้มาบอกเรา
  • ความรู้ก็คือ ... อาหารเป็นพลังงานเข้า ออกกำลังกายเป็นพลังงานที่ออก ... ทำให้การกินจะต้องสมดุลกัน จึงจะมีสุขภาพที่ดี
  • เพราะฉะนั้น เขาจะจดมาให้ดูว่า กินอย่างไร เราก็บอกต่อว่า แล้วคุณออกกำลังกายแบบไหน ได้สัดส่วนกันไหม ... แบบว่า … นักโภชนาการต้องไปรู้เรื่องออกกำลังกายด้วย ว่ากินแบบไหน ออกกำลังกายเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กินน้ำอัดลมแคน 1 กระป๋อง มีพลังงานประมาณ 280 Kcal ถ้าคุณจะรีดออก คุณจะต้องล้างรถประมาณ 2 ชั่วโมง (โดนคุณหมอสมศักดิ์แซว เพราะว่านอกจากกิจกรรมล้างรถก็ทำอย่างอื่นๆ ก็ได้ค่ะ ที่เป็นกิจกรรมของเขาที่ทำกัน) ... เพราะว่า 1 ชั่วโมง จะลดได้ประมาณ 150 Kcal เท่านั้น หรือข้าว 1 ทัพพี 80 Kcal ขนมจีน 1 จับ 80 Kcal ข้าวเหนียว 1 ปั้นมือ ครึ่งทัพพี ก็จะเท่ากับข้าว 1 ทัพพี
  • เพราะฉะนั้นคนที่กินอาหาร อาจจะยังไม่เข้าใจเท่าที่ควรว่า คุณกินไปแล้ว 5 บาท เท่ากับคุณกินไปแล้ว 3 ทัพพี เพราะฉะนั้นวันหนึ่งคุณกินแค่ 8 ทัพพี กินข้าวเหนียวไปแล้ว 3 ทัพพี เกิดว่ากินขนมจีนอีก 1 จับ กับข้าว 1 ทัพพี ขนมจีน 1 ชาม ใส่ไป 3 จับ ก็เท่ากับ 3 ทัพพีแล้ว วันหนึ่งๆ ก็กินไปแล้ว 8 ทัพพี กินข้าวเสร็จยังกินข้าวโพดอีก 2 ฝัก ข้าวโพด 1 ฝัก เท่ากับข้าว 1 ทัพพีเหมือนกัน (โอ้โห ได้ไปหลายแคลอรี่เลยละค่ะ) ... อันนี้ละค่ะ ที่เราต้องไปแนะนำเขา และให้เขานำไปปฏิบัติ เพราะถ้าเราจะแนะนำไม่ให้เขากิน เขาไม่รู้อะไรก็ไม่ได้
  • ใน 1 เดือนที่ติดตาม คนหนึ่งลดได้ 3 กก. ก็มี และน้องคนนี้เขาจะลดเป็นระยะๆ จน 1 ปี เขาสามารถลดได้ 32 กก. จากที่เสื้อผ้า size หลาย XL ก็เหลือ L เดียว เสื้อผ้าเดิมก็จะใส่ไม่ได้หมด พอถามว่า หนูจะกลับไปอีกไหม เขาบอกว่า หนูไม่กลับไปแล้ว เสื้อผ้าทิ้งหมดเลย หนูจะไม่เป็นอีกแล้ว
  • นี่ละคะ สิ่งนี้เหมือนได้สรุปบทเรียนว่า การจะไปให้ความรู้ เอาหนังสือไปให้เขา ไม่ได้ผล เราจะต้องให้เขาได้ทำด้วยตัวของเขาเอง ต้องทำให้เขามีอารมณ์ ให้เขาได้ตั้งสติของเขาเองได้ เพราะต้องเกิดมาจากตัวเอง “สุขภาพดีไม่มีขาย ต้องทำมาจากตัวเอง”

คุณหมอสมศักดิ์ ท่านสรุปในเรื่องเล่านี้ไว้ว่า

  • ประเด็นที่สำคัญมากคือ ถ้าเรามีความรู้ ทางทฤษฎี และเรายังไม่สามารถไปหาคนที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จ มาให้ความรู้เป็น tacit knowledge แลกกันโดยตรงอย่างที่คุณจันทิราไปทำ อย่างแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ใน ไปเที่ยวตลาดนัด ... ที่โคราช (6) ลปรร. เรื่อง เครือข่ายแม่อาสา กับยังใช้ tacit knowledge มาเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้
  • อย่างน้อยๆ การใช้เทคนิคที่จะไปเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ จะต้องทำให้มันเข้าไปสู่ตัวเขาให้ได้ ซึ่งมีวิธีที่สำคัญมากคือ (ตามที่คุณพัชรินทร์เล่าให้ฟัง) ทำให้เขาเห็น เชื่อมโยงพฤติกรรม เขากินอะไรก็ต้องบอกเขาให้ได้ ว่าที่เขากินมีผลอย่างไร อย่าไปพูดทฤษฎีลอยๆ ว่า อย่ากินคาร์โบไฮเดรทเยอะนะ อย่ากินไขมันเยอะนะ เพราะว่าไม่รู้แปลว่าอะไร เยอะหรือไม่เยอะ ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เทียบว่าไปออกกำลังกาย ถ้าไปล้างรถ หรือไปเทียบกับกิจกรรมของเขา พูดง่ายๆ คือ ทำให้ทุกอย่าง ที่ถ้าใช้ภาษาของพวกเราก็คือ ความรู้ถ้าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ต้อง contextualize ก็คือ ขึ้นกับบริบทของเขา
  • นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ยังไม่นับเรื่อง การเป็นมิตรที่ทำให้เขารู้สึกสนใจที่จะมาฟังเรา การที่จะไปประเมินว่า เขาเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน การทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี ก็เป็นเรื่องอื่นๆ ที่ทุกคนก็คงจะรู้กันอยู่แล้ว