วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอบรมเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชน รุ่นที่3 เราให้ตัวแทนแต่ละอำเภอเขียนแผนกิจกรรมวิชาชีพเสนอ หลังจากนั้นจะเป็นพิธีมอบวุฒิบัตร สาระของการอบรมรุ่นนี้เน้นไปที่การสร้างภาวะผู้นำ และการวางแผนกิจกรรมนำไปสู่กิจการ ในกลุ่ม5อำเภอ อำเภอเชียงยืน อำเภอบรบือ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอแกดำ อำเภอนาดูน โดยมีการประสานงานต่อเนื่องหลังจากกลับไปดังนี้
แนวทางการทำงานร่วมกัน
- รับวุฒิบัตรเพื่อประสานงานวิชาการ/วิชาชีพกับมหาชีวาลัยอีสาน
- ได้รับการคัดเลือกบุตรหลานเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรบูรณาการศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- ได้รับการเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษ ฝึกอบรมในโอกาสต่างๆ
- คัดเลือกผู้นำเข้าศึกษาในวิทยาลัยวิจัยชุมชน
- คัดเลือกเป็นสถานีเรียนรู้ระดับชุมชนเพื่อจัดฝึกอบรมในระยะที่2/2551
- ประสานงานวิจัยอาชีพที่สนใจและเหมาะสม
- เชิญเข้าร่วมโครงการประกันราคาข้าวของบริษัทโตโยต้า
- เชิญเข้าร่วมประชุมเวทีพันธมิตรวิชาการ
- เชิญมาร่วมเวทีประชาคมการจัดการความรู้ระดับชุมชน
- เชิญไปศึกษาดูงานในโอกาสอันเหมาะสม
- ส่งบุตรหลานฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการพัฒนา
ผู้นำชุมชนในแต่ละกลุ่มเขียนแผนพัฒนาวิชาชีพอำเภอของตนเอง รุ่นนี้มี 5 อำเภอๆละ10 คน
นับเป็นคลังสมองของชาวมหาสารคามที่ทำการบ้านอย่างแข็งขัน
กรมราษฎรส่งเสริมก่อตั้งมาหลายสิบปี มีคนสงสัยมากว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร ความคิดแรกมาจากการที่เห็นคนโน้นคนนี้มาส่งเสริมชาวบ้าน นั่นก็หมายความว่า เขามองว่าพวกราษฎรชาวไร่ชาวนาเป็นพวกหูหนาตาเถื่อน ไม่มีความรู้ความสามารถอะไรเลย หน่วยราชการหรือใครๆจะต้องเข้าไปอัดฉีดความรู้ ไปแนะนำไปส่งเสริมไปพัฒนาแต่ฝ่ายเดียว จริงหรือที่สมมุติฐานว่าชาวบ้านไม่มีความรู้
การที่เรามองเห็นชาวบ้านลำบากยากเข็ญ อาจจะมีสาเหตุมาจากเรื่องอื่นๆมากมาย เช่น ชาวบ้านถูกกระทำต่างๆนาๆ ทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจล้วนเอาเปรียบ ปัจจัยการผลิต การกำหนดราคา การแทรกแซงทุกรูปแบบของพ่อค้า ตกอยู่ในสภาพพูดไม่ได้ไอไม่ดัง เมื่อไม่มีใครสามารถจัดการจุดเป็นจุดตายตรงนี้ได้ สภาพความเป็นอยู่ของสังคมภาคเกษตรรายย่อยจึงค่อยๆสลดสลบตายลงไปเรื่อยๆ ชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพารายได้จากการทำไร่ทำนาได้อีกต่อไป ความจริงแห่งสังคมนี้ได้พิสูจน์การดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างกระเสือกกระสนมาแล้วทุกรูปแบบ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในขณะที่ภาคการเกษตรกำลังจะจมน้ำตาย การแก้ไขปัญหาทำได้กับเรื่องเฉพาะหน้าเท่านั้น เช่น เรื่องการประกันราคาข้าว ประกันราคาพืชผลการเกษตร การชดเชยฝนแล้ง/น้ำท่วม การจัดตั้งกองทุนกู้ยืม การเอื้ออาทรในรูปแบบต่างๆ ตอนนี้เดินทางมาถึงการโหมโรงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง บนฐานความไม่พร้อม ความถูกเอารัดเอาเปรียบ ความสับสนในกิจกรรม ความไม่รู้ไม่ชี้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญบนความรู้ผิดๆ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องวิทยาการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จากการดำเนินชีวิตอยู่บนฐานที่ไม่พร้อม ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกการพัฒนาส่งเสริมแบบผิวเผิน ทำให้เกษตรกรถอดใจ ชาวไร่ชาวนาโยนผ้าขาวยอมแพ้กันแล้ว ที่เห็นอยู่นั้นส่วนใหญ่ก็ทนทู้ซี่เพราะไม่มีทางเลือก เราจะเห็นสภาวะดิ้นรนแถกไถไปต่างๆนานา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p align="justify"> จึงมีคำถามว่า เศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละครัวเรือน แต่ละชุมชน จะหยั่งรากลงในพื้นที่ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจของราษฎรที่ถอดใจได้จริงหรือ เท่าที่เห็นยังเป็นนิทรรศการจัดแสดงฉาบฉวย ความจริงเรื่องนี้อยู่ที่ไหน โจทย์ที่เป็นเลือดเนื้อสดๆเป็นอย่างไร คำตอบอยู่ที่ไหน ใครจะตอบ ใครจะอธิบายเรื่องจริงนี้ได้ </p>
สวัสดีค่ะครูบาสุทธินันท์
ขอบคุณค่ะ
อ่านละเอียดครับ เห็นภาพ เห็นความจริงแจ่มชัดมาก
ระบบอำนาจนิยม และเจ้าขุนมูลนาย ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้จริงจัง และยั่งยืน เป็นได้แค่ความฉาบฉวยและตื้นเขิน จริงๆครับ
สิ่งที่ระบบนั้นขาดมากก็คือ การให้เกียรติ และให้ความเคารพ อย่างจริงใจ ในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน .. เมื่อขาดสิ่งนี้ การมองเห็น คนอื่นโง่ จึงเป็น ความโง่แบบละเอียด ของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น เจ้านาย จำนวนไม่น้อยครับ
ระบบการศึกษาที่ถูกต้อง คือคำตอบสำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวครับ .. ส่วนจะช่วยกันอย่างไรได้บ้าง หลายคนรู้ แต่อยู่ที่ว่าได้ทำกันมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง