บันทึกที่แล้ว ได้พูดถึงหน้าตาความยากจนกันไว้นะครับ พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า อ่านหนังสือเรื่อง The End of Poverty แล้ว รู้สึกว่าคนเขียนคือ Dr. Sachs นั้น สนับสนุนให้ตัดหนี้ของประเทศที่ยากจนออก

เหตุผลที่ Dr. Sachs นั้นสนับสนุนให้ประเทศเจ้าหนี้นั้นยกยอดให้ประเทศลูกหนี้ก็เพราะว่า ประเทศลูกหนี้นั้นไม่เหลืองบประมาณอะไรเลย หลังจากที่จ่ายหนี้ให้กับประเทศเจ้าหนี้ (งบประมาณนี่รวมไปถึงเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติแล้วนะครับ) บ่อยครั้งที่ Dr. Sachs นั้นยกแผนมาแชล ที่ใช้ช่วยประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่ประเทศที่แพ้สงครามนั้นไม่ต้องจ่ายหนี้ครับ  

เมื่อไม่เหลืองบประมาณอะไรเลย ทำให้ประเทศด้อยโอกาสเหล่านี้นั้น ไม่เหลือเงินที่จะมาพัฒนาสิ่งที่จำเป็นของประเทศต่อไป โดยที่สิ่งจำเป็นต่างๆนั้นมีดังต่อไปนี้ครับ

  1. ทุนด้านมนุษย์ เช่นสุขภาพ โภชนาการ การศึกษา
  2. ทุนด้านธุรกิจ เช่นเครื่องจักร งานด้านบริการและการผลิต
  3. ระบบสาธารณูปโภค เช่นถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา
  4. ทุนด้านธรรมชาติ เช่นพื้นที่เพาะปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์
  5. ทุนด้านสังคม เช่นกฏหมาย รัฐบาล
  6. ทุนด้านความรู้ เช่นนวัตกรรมต่างๆ

ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าเราสามารถพัฒนาทั้งหกด้านนี้ได้ เราก็จะทำให้ตัวเองนั้นสามารถก้าวให้หลุดพ้นจากวงจรยากจนได้ครับ ก็ในเมื่อวงจรความยากจนนั้นอยู่ตรงที่เราไม่สามารถผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความจำเป็น เมื่อทำไม่ได้ เราก็ไม่มีส่วนเกิน ไปขาย หรือไปทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น

นอกจากการตัดหนี้ Dr. Sachs นั้นก็บอกว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่สัญญาว่าจะให้เงินช่วยเหลือประเทศด้อยโอกาส เท่ากับ 0.7% ของ GNP นั้น ประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ครับ (สัญญาพวกนี้นั้นให้มาเป็นสิบปีแล้ว) ผมว่านี่แหละครับคือจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ พยายามเรียกร้องให้คนนั้นเห็นภาพความยากจน และให้เห็นภาพที่คนอื่นมองประเทศสหรัฐในเรื่องการต่อสู้กับความยากจน บ่อยครั้งที่หนังสือได้กล่าวโทษ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ IMF และ World Bank

แต่เมื่อได้เงินแล้ว รัฐบาลประเทศเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆให้ดีครับ โดยเฉพาะโครงการบางอย่างเช่นในข้อสอง รัฐบาลก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องไปลงทุน  

ในขณะเดียวกันโครงการบางอย่างก็สมควรที่จะเป็นโครงการของกลุ่มประเทศมากกว่าโครงการของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับเรื่องระบบสาธารณูปโภคด้านการขนส่ง 

ในขณะเดียวกันสำหรับคนที่ยากจนมากๆนั้น รัฐบาลก็สมควรที่จะให้การช่วยเหลือ อย่างเช่นไฟฟ้า หรือประปา ซึ่งรัฐบาลก็น่าจะกำหนดลิมิตสูงสุดให้คนด้อยโอกาส แต่ถ้าใช่เกินก็จำเป็นที่จะต้องคิดค่าใช้

มุมมองส่วนตัว

ผมมองว่าประเทศไทยโชคดีครับที่ไม่ได้เจอความโหดร้ายของภูมิประเทศอย่างหลายๆประเทศในแอฟริกา เรามีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศ แล้วก็สามารถที่จะผลิตพืชผลทางการเกษตรได้อย่างดี  

แต่ผมว่าในความโชคดีนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการที่สมบูรณ์แบบด้วยครับ

เช่นเรื่องระบบชลประทาน ที่เราจำเป็นที่จะต้องวางแผน เรื่องการใช้น้ำ ทั้งทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการใช้น้ำในครัวเรือน ซึ่งผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ 

ผมอยากเห็นรัฐบาลนั้นแก้ปัญหาให้ครบวงจรครับ เช่นปัญหาเรื่องราคาพืชผลตกต่ำ  ในโลกปัจจุบันนั้น มีเทคโนโลยีหลายต่อหลายอย่างที่เราสามารถนำมาใช้ได้

เช่น แต่ละปี กระทรวงพาณิชย์นั้นพยายามคาดการณ์และพยากรณ์ว่า พืชผลชนิดไหน ที่ราคาจะดี และสมควรจะปลูกเท่าไร ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์อุปทาน ครับ  รวมไปถึงการซื้อตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือตลาดออปชั่น เพื่อประกันราคาขายขั้นต่ำได้

เมื่อได้แล้ว กระทรวงเกษตรก็อาจจะศึกษาว่าสมควรจะปลูกอะไร ในพื้นที่ตรงไหน เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราสามารถคาดการณ์ว่าอากาศจะเป็นยังไงได้พอสมควรครับ เราก็สามารถที่จะเอาเทคโนโลยีตรงนี้มาใช้ได้

พอคาดการณ์ได้แล้ว กระทรวงเกษตร ก็ออกประกาศออกมาว่าในแต่ละพื้นที่ สมควรจะปลูกอะไรบ้าง ปลูกเท่าไร แล้วก็ออกประกาศให้เกษตรกรมาลงทะเบียนไว้ว่าจะปลูกอะไร ปลูกเท่าไร (เพื่อการกระจายความเสี่ยง อาจจะต้องบังคับให้เกษตรกร ปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิด) โดยที่เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้รัฐบาลก็ประกันราคาขั้นต่ำไปตั้งแต่ต้น เพราะว่าราคาพวกนี้กระทรวงพาณิชย์ก็จะรู้แล้ว ตั้งแต่ตอนทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

หมดสมัยที่จะปล่อยให้เกษตรกรจะปลูกอะไรก็ปลูก แล้วพอถึงเวลาก็เจอปัญหาพืชผลตกต่ำครับ

หลายคนอาจจะบอกว่า เราอาจจะเจอตลาดเกษตรจากเมืองจีน เราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมาครับ สร้างแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ Made in Thailand  แต่เป็นการสร้างแบรนด์ว่ามาจากตรงไหนของเมืองไทย เช่นข้าวหอมมะลิต้องมาจากทุ่งกุลาร้องไห้ แล้วเมื่อสร้างได้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาคุณภาพให้ได้ครับ

สิ่งเหล่านี้เราจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล และที่สำคัญคือรัฐบาลต้องกล้าครับ เพราะอยู่ๆจะบังคับให้เกษตรกรนั้นจำกัดว่าจะปลูกอะไรได้บ้างนั้น และปลูกเท่าไรนั้น มันอาจจะเสียคะแนนนิยมแน่นอนครับ

อันนั้นเป็นมุมมองของผมนะครับ ทำยังไงให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเรามากที่สุด ทำยังไงให้เราแก้ปัญหาให้ครบวงจรครับ และคำว่าครบวงจรนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายๆฝ่าย  

หลายท่านอาจจะมองว่ามุมมองที่ผมมองนั้น ดูจะเป็นแบบทุนนิยมไปหน่อย ดูไม่เหมือนเศรษฐกิจพอเพียงเลย

ผมว่าคำว่าพอเพียงอยู่ตรงที่เกษตรกรนั้นจะไปลงทะเบียนปลูกอะไรและพื้นที่เท่าไรครับ เพราะตรงนี้นั้นเป็นเรื่องของส่วนเกินแล้วครับ เกษตรกรสามารถที่จะปลูกพืชผล หรือส่วนต่างๆให้พอกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ และใช้พื้นที่ส่วนเกินที่เหลือ เพื่อประโยชน์สูงสุดครับ

แน่นอนครับ วิธีนี้อาจจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดครับ อาจจะมีมุมมองต่างๆที่ดีกว่านี้ก็ได้ เพราะว่ามุมมองนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลจริงใจ ไม่มีการกำหนดการเพาะปลูกให้กับพวกพ้อง หรือพ่อค้ารายใหญ่ ใช้ระบบใครมาลงทะเบียนก่อนก็ได้ก่อน มีการใช้เทคคโนโลยีที่ถูกต้อง ไม่หมกเม็ด เกษตรกรก็จริงใจ ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาเก็บเกี่ยว แล้วมาเจอว่าตลาดให้ราคาดีกว่า ก็ไม่ขายให้รัฐบาลครับ

ในโลกนี้ไม่มีอุตสาหกรรมที่ล้าหลังครับ มีแต่วิธีการประกอบการที่ล้าหลัง

ที่มา Sachs, J. D. The end of poverty: Economic possibility of our time, Penguin Books, NY 2006 ISBN 0-14-303658-0


เล่มต่อไป หลังจากติดเรื่องนี้กับคนสองคนครับ

เล่มต่อไปจะยังวนเวียนอยู่กับเศรษฐศาสตร์เหมือนเดิม แต่เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินที่สัมพันธ์กับการเมืองครับ

หนังสือชื่อว่า The cash nexus เขียนโดย Prof. Niall Ferfusan ครับ อาจารย์สอนประวัติศาสตร์การเงินและการเมืองของมหาวิทยาลัย Oxford