สวัสดีครับอาจารย์ sasinanda

ขอบพระคุณอาจารย์มากครับสำหรับความเห็นและคำถามครับ

อาจารย์พูดเหมือนที่ผมทิ้งท้ายไว้ตรงข้อสมมติฐานครับ ว่าความเห็นผมตั้งอยู่ในสมมติฐานว่าทุกคนมีความจริงใจต่อกัน

แต่เมื่ออาจารย์ได้กรุณาแลกเปลี่ยนมาและถามมา

ขั้นแรก รัฐบาลต้องเน้นทางวางแผนครับ แผนที่สอดคล้องและประสานกันระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร กระทรวงทรัพยากร (ที่จัดการเรื่องน้ำ) และกระทรวงมหาดไทย (เพื่อช่วยในการจัดการเรื่องลงทะเบียนขึ้น)

ขั้นสองครับ เมื่อมีการลงทะเบียนแล้ว ถือว่าเกษตรกรนั้นได้ทำสัญญากับรัฐบาลแล้วครับ อันนี้รัฐบาลอาจจะตั้งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจมาจัดการตรงนี้ก็ได้ครับ

แต่มีความคิดผมมีความแตกต่างกับอาจารย์นิดหนึ่งครับ ตรงที่การลงทะเบียนนั้นลงทะเบียนเหมือนส่งส่วยครับ คือสามารถส่งให้ทางการได้เท่าไรครับ

เมื่อเกษตรกรไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ต้องเสียค่าปรับครับ หรืออาจจะตัดสิทธิไม่ให้มาลงทะเบียนอีก แต่เรื่องนี้ต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยครับ เช่นถ้าฝนแล้ง แถมรัฐบาลก็ไม่ทำการส่งน้ำให้เพียงพอ อันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียครับ แต่ให้รัฐบาลจ่ายให้เป็นค่าชดเชยในส่วนที่เกษตรกรลงทะเบียนไว้แต่ผลได้ไม่พอครับ (ไม่ต้องชดเชยทั้งหมด)

วิธีการที่รัฐบาลมาจัดการตรงนี้นั้น อาจจะดีอย่างตรงที่รัฐบาลอาจจะคุมราคาได้ครับ

เรื่องแบรนด์นั้น ผมว่าจำเป็นมากครับ ผมคิดว่าถ้าเราจะทำใช้คำว่า localization สู้กับ globablization เราต้องสร้างแบรนด์ท้องถิ่นครับ ทำยังไงก็ได้ให้เราสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นของท้องถิ่น ก็ OTOP นั่นแหละครับ แต่ต้องทำให้มันดีกว่านั้น พิเศษกว่านั้น

ทำให้แต่ละท้องถิ่นนั้นมีสินค้าพิเศษ เหมือกับไวน์นะครับ ที่ไวน์นั้นจะมี region ปลูกไวน์ที่ดัง เช่น บอโดในฝรั่งเศส Napa Valley ของอเมริกา

ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างอะไรกับ การที่เรามีเงาะโรงเรียน ที่สุราษฏร์ ลิ้นจี่ที่อัมพวา ทุเรียนเมืองนนท์ ผมคิดว่าพันธุ์พวกนี้ต้องรักษาไว้ ทำเป็นแบรนด์เนมขึ้นมาครับ อาจจะต้องใช้เวลาครับ แต่ก็ต้องเริ่มทำครับ

อาจารย์ครับ ผมยอมรับครับว่าเป็นเหมือนฝัน มันยาก แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเริ่มครับ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ขั้นแรกที่ยากที่สุดก็คือการเริ่มครับ พอเริ่มได้ ผมว่าอะไรๆมันก็น่าจะดีขึ้นครับ ว่าแต่จะมีรัฐบาลไหนจะกล้าเริ่ม และอีกนานขนาดไหนก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

อาจารย์ครับ ผมต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์จริงๆครับที่ได้กรุณาชมและให้เกียรติผมครับ

ผมแค่คนขายฝันครับ :D

ต้น