เมื่อตอนที่ 50 และ 54 ได้กล่าวถึงวิกฤติผักหวานป่าที่ดงหลวง โดยสรุปกล่าวคือ ผักหวานป่าเป็นพืชป่าที่เป็นความต้องการของตลาดทั่วไป มีพ่อค้าจากตลาดในเมืองเข้าไปรับซื้อจากชาวบ้านทุกวันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ในราคา กก.ละ 300 บาทสำหรับใบอ่อน และ 400 บาทสำหรับดอกผักหวานป่า
ที่น่าตกใจซึ่งผู้บันทึกกล่าวว่าเป็นวิกฤติ คือ หลายปีที่ผ่านมามีการฝึกอบรมเรื่องการขยายพันธุ์ผักหวานป่าโดยเพาะเมล็ดบ้าง ตอนกิ่งบ้าง แต่พบว่า ไม่สามารถหาเมล็ดผักหวานป่าในธรรมชาติได้อีกต่อไป ทั้งนี้เพราะว่าชาวบ้านต่างพากันขึ้นภูเก็บดอกจนหมดสิ้น เนื่องจากราคาดีกว่าใบอ่อนดังกล่าว
สภาพปัญหานี้ทำให้ผู้บันทึกได้ตั้งคำถามกับกลุ่มคณะกรรมการป่าชุมชนในหมู่บ้านต่างๆว่า “จะแก้ปัญหานี้อย่างไร หากปล่อยให้คงสภาพเช่นนี้อีกไม่กี่ปีดงหลวงก็จะไม่มีผักหวานป่าอีกต่อไปเพราะไม่สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้อีกแล้ว และแม้ประชาชนต้องการจะช่วยการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดก็ไม่มีเมล็ดอีกต่อไป”

คณะกรรมการป่าชุมชนประชุมกัน
วันนี้ผู้ประสานงานเครือข่ายอินแปงจากจังหวัดสกลนครได้มาร่วมประชุมกับผู้บันทึกเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการทำกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามแผนงานและงบประมาณของ ส.ป.ก.ที่มีอยู่ และตอนบ่ายเดินทางเข้าอำเภอดงหลวงเพื่อเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการป่าชุมชน 3 หมู่บ้านที่ตำบลพังแดง เพื่อติดตามการทำกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ อันเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ “ภูพานเขียวขจี” และใช้โอกาสนี้ปรึกษาหารือกันเรื่องการแก้ไขวิกฤติผักหวานป่า สรุปได้ดังนี้
- ที่ประชุมยอมรับว่าเกิดสภาพดังกล่าวจริง

ผู้นำชุมชนนำเสนอผลงาน
ที่ประชุมใช้พลังสมองทั้งซีกขวาซีกซ้าย ที่ขับออกมาทางปาก โดยเปล่งเสียงกันดังลั่นศาลากลางบ้าน (ซึ่งเป็นลักษณะการประชุมทั่วไปของชาวบ้าน ไม่มีใครฟังใคร ใครคิดอะไรต่างก็พูดออกมา) ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร สักพักหนึ่ง เมื่อเมื่อยปากกันพอสมควรแล้ว ต่างเห็นด้วยว่า

ผล(เมล็ด)ผักหวานป่าในสวนส่วนตัวของสหายธีระ
- ควรค้นหาต้นพันธุ์ผักหวานป่าที่ดีที่สุดที่ชาวบ้านมีประสบการณ์มาแล้วสักจำนวนหนึ่ง เช่น 5 ถึง 10 ต้นในเขตป่าชุมชน และป่าอนุรักษ์
- ต้นอื่นๆอนุญาตให้เก็บได้ตามปกติ
- กำหนดกติกาขึ้นว่าห้ามชาวบ้านทำการเก็บดอกและใบของต้นผักหวานป่าต้นที่อนุรักษ์ดังกล่าว โดยการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบทั้งในหมู่บ้านตัวเองและบ้านอื่นๆข้างเคียง โดยการทำสัญลักษณ์ไปติดไว้ที่ต้นผักหวานป่านั้นๆ โดยการเดินเวรยามเฝ้าระวังในช่วงออกดอก(ยังกะลูก) และอื่นๆที่เหมาะสม
- คณะกรรมการป่าชุมชนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และประเมินผลทุกสัปดาห์ และให้เริ่มดำเนินการฤดูกาลผักหวานป่าต่อไป
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดต่างๆอีกที่ไม่สาธยายในที่นี้ เพียงบันทึกให้สาธารณะทราบว่าวิกฤติผักหวานป่าที่ดงหลวงเริ่มมีทางออกที่ชัดเจนขึ้นแล้ว
<div style="text-align: center">
</div>
ลักษณะผล(เมล็ด)ผักหวานป่าชนิด "ผักหวานโคก"
</span><p align="center">อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง</p><p>วิเคราะห์ </p><p> </p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt">แปลก ที่ความรู้สึกว่าผักหวานป่าวิกฤติและยกเอามาเป็นประเด็นนั้นไม่ได้เกิดมาจากชาวบ้าน แต่เกิดจากนักพัฒนาที่เป็นคนนอก</li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt"> ชาวบ้านมีลักษณะอะลุ่มอล่วย กล่าวคือ มีผู้เสนอให้ปิดป่าในฤดูผักหวานป่า หลายคนค้านว่าหากทำเช่นนั้นเกิดการเดินขบวนของชาวบ้านแน่นอน !! เพราะรายได้จากการเก็บผักหวานป่าขายนั้นเป็นเงินจำนวนมากในแต่ละปี และเป็นรายได้ของชาวบ้านที่ใครๆสามารถทำได้ จึงกำหนดเป็นการห้ามเฉพาะต้นที่จะทำพันธุ์เท่านั้น </li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt">ชาวบ้านเป็นผู้รู้ดีว่าต้นไหนมีลักษณะพันธุ์ดี เพราะเขาคลุกคลีมาตลอด </li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt"> จะดำเนินการเฉพาะ “ผักหวานโคก” เท่านั้น ไม่ดำเนินการกับผักหวานดงเพราะ “ผักหวานโคก” เป็นที่ต้องการมากกว่า </li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt">เมื่อมีการกระตุ้น ชาวบ้านก็พร้อมที่จะคิดต่อ และปัญหามีทางออกเสมอ</li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt"> กรณีนี้จะเกิดการผนึกกำลัง 3 ป่าชุมชนที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกันดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลดีต่อลักษณะภูมินิเวศน์ </li></ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt left 139.5pt" class="MsoNormal"></p> “ชาวบ้านคือพลังที่สามารถกระตุ้นให้ปลดปล่อยศักยภาพแห่งการสร้างสรรค์ได้ ทั้งเพื่อตัวเขาเองและเพื่อมวลมนุษยชาติ”
ครูอ้อยชอบกินผักหวาน สงสัยที่กินไปนี่เป็นผักหวานอะไรคะท่าน คงไม่ใช่ผักหวานป่านะคะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
มาดีใจกับการต่อยอดค่ะ..เราคงได้เห็นการจัดการผักหวานป่าโดยชุมชนกันคราวนี้ล่ะค่ะ
ดีใจด้วยค่ะกับก้าวใหญ่อีกก้าวหนึ่ง..
ดีใจกับชาวดงหลวงที่มีโอกาสสะท้อนปัญหาของตัวเอง และยอมรับว่าเป็นปัญหาจริง
คนเราเมื่อยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริงและต้องการแก้ปัญหา ย่อมมีทางออก พูดไปก็เข้าหลักอริยสัจ 4 เลยนะคะ ที่สำคัญคือนักพัฒนาซึ่งมาจากภายนอกต้องมีความจริงใจและเข้าใจ ไม่ไป "คิดแทน" สั่งการให้ชาวบ้านทำ เห็นด้วยว่าชาวบ้านนั้นมีพลัง หากเขาตระหนักว่าการกระทำของเขาสร้างความแตกต่างได้จะเกิด"การระเบิดจากภายใน"(คำของอ.วิจารณ์ค่ะ)ให้เขาก้าวไปได้อีกไกล
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
มากราบขอบพระคุณสำหรับการชี้แนะที่ทรงคุณค่ายิ่งนัก..และสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุดสำหรับงานชุมชนที่จะเริ่มในเดือนหน้านี้ค่ะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
ที่พิษณุโลกตอนออกใหม่ ๆ กิโลละ 100 บาท ขึ้นไป แต่พอเยอะ ๆ ไม่เกิน 50-70 บาทค่ะ โอ้โหถ้าไปขายบ้านพี่บางทรายตั้งตัวได้แน่เลย อิ อิ
ได้อ่านแล้วไม่กล้ากินเลยครับ กลัวจะหมด....เคยได้กินผักหวานตอนไปบวชที่อีสาน(นานมากแล้ว) พ่อออกแม่ออก ทำมา...
คนเป็นอะไรที่กินได้ทุกอย่างจนหมดโลกได้จริงๆเลยนะครับ....
โอชกร