การขับรถเที่ยวไปรอบๆ เขาใหญ่วันนั้นทำให้ได้รู้ว่ารอบๆ เขาใหญ่มีรีสอร์ทเกิดขึ้นมากมายจริงๆ น่าจะหลายร้อยแห่งทีเดียว บางแห่งไม่มีภาษาไทยให้อ่านเลย คงรับแต่แขกต่างประเทศอย่างเดียว

สงกรานต์ปีนี้ผมไปเขาใหญ่ ปกติสงกรานต์ถ้าไม่กลับไปเยี่ยมแม่ผม (ย่าของลูก) ที่ตรัง ก็ไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย (ตายายของลูก) ที่เชียงใหม่ แต่เราเพิ่งไปเชียงใหม่กันมาเมื่อปลายปี (พ่อตาเสีย) และเพิ่งไปร่วมงานครบรอบ ๘๐ ปีของแม่ที่ตรังมาเมื่อต้นปี เลยกะว่าสงกรานต์ปีนี้จะอยู่บ้านเฉยๆ แต่ลูกสาวอยากออกไปที่ไหนสักแห่ง ภรรยาก็เห็นด้วย ประกอบกับเคยรับปากญาติที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ที่เขาใหญ่ว่าจะไปเยี่ยม ก็จะใช้โอกาสนี้เลย ถือโอกาสท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวไปด้วย โดยผมทำจิตว่างสบายๆ อาสาเป็นสารถีให้ภรรยาและลูก ไปไหน อย่างไรก็ได้ ขอให้บอกมา ประเภท anywhere & anything as you want ปรากฏว่าพี่สาวภรรยากับสามี และญาติภรรยาที่มาจากฮ่องกงอีกคนหนึ่งไปด้วย ผมก็เลยเป็นสารถีขับรถตู้ไป   

ออกจากบ้านเช้าวันที่ ๑๔ ขับรถแบบสบายๆ ออกจาก กทม.ทาง ถ.วิภาวดีรังสิต ขับไปคุยกันไปเรื่อยๆ ใครอยากแซงก็เชิญแซงไปเลย ไม่กำหนดเวลาว่าจะถึงเขาใหญ่เมื่อไร รวมทั้งทางไหนด้วย (ก็มาเที่ยวกันนี่นา) พร้อมหยุดพร้อมเลี้ยวทุกที่ๆ มีใครในรถสนใจเรื่องอะไรขึ้นมา พี่สาวอยากกินขนมกุ๊ยฉ่ายที่เคยกินแล้วยังอร่อยไม่หายที่ตลาดสดอำเภอบ้านนา ก็เลี้ยวออกจากถนนใหญ่ไปทางอำเภอบ้านนาเลย ก็อร่อยจริงๆ เพราะใหม่ร้อนๆ ขึ้นจากกะทะ ออกจากบ้านนา สมาชิกบอกว่ามีร้านอาหารปลาอร่อยอยู่ตรงปากทางจากถนนใหญ่ที่จะเลี้ยวเข้า รร.นายร้อย จปร. ก็เลยตรงไปทางนครนายก อาหารเที่ยงวันนั้นก็เลยได้กินปลาเผาตัวใหญ่เท่าแขนและอีกสารพัดปลาที่ร้านชื่อ ครัวริมคลอง ทางเข้าเขาชะโงก ร้านนี้เขาสร้างปฏิมากรรมปูนปั้นเป็นรูปปลาช่อนตัวอ้วนใหญ่ทาสีทองขนาดเท่ารถยนต์ไว้หน้าร้านด้วย อิ่มหนำสำราญกันทุกคนแล้วก็ วกกลับมาบ้านนา ใช้เส้นทางเก่าที่ตลอดสองข้างทางขายพันธุ์ไม้นานาชนิด ไปทะลุเชื่อมกับถนนมิตรภาพที่อำเภอแก่งคอย ผ่านโรงพยาบาลแก่งคอยที่อาจารย์เสรีถูกพาไปปฐมพยาบาลตอนประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วด้วย  

เลี้ยวเข้าเขาใหญ่ทางอำเภอปากช่อง ระหว่างทางแวะรับของที่พี่สาวโทรศัพท์จากในรถให้เพื่อนช่วยซื้อจากด่านเกวียน เพื่อนพี่คนนี้ทำรีสอร์ทเล็กๆ มีพื้นที่เพียงไร่กว่าๆ แต่จัดภูมิทัศน์ได้ดีมาก ดูโปร่งสบาย ต้นไม้เยอะและตกแต่งสวยงาม ตัวเจ้าของเองเป็นสถาปนิกด้วย เขาปลูกบ้านพักรอบๆ ชิดกำแพงเป็นหลังเล็กๆ เพียง ๕ - ๖ หลัง เรียกว่าเป็นรีสอร์ทแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีร้านอาหารและมินิมาร์ทเล็กๆ ด้วย ที่ว่าเป็น ศก.พอเพียง คือ มี(ขนาด)พอประมาณที่ใช้แรงงานครอบครัวช่วยกันทำได้ ภรรยาผมดีใจมากที่บังเอิญได้พบครูสอนภาษาไทยเก่าตั้งแต่เรียนมัธยมที่นครสวรรค์ ครูเกษียณแล้วลูกหลานพามาเที่ยวและมาพักที่นี่พอดี ชื่อ ครูมะลิ ก็เลยจัดพิธีรดน้ำดำหัวเล็กๆ ให้ครูมะลิที่นั่นเลย พร้อมกับโทรศัพท์ไปให้เพื่อนคนอื่นที่สนิทกับครูมะลิได้คุย ขอพรครูกันทางโทรศัพท์ด้วย  

เสร็จพิธีที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีมาก่อนแล้วก็ขับรถต่อไปถึงบ้านญาติภรรยาตอนบ่ายๆ ญาติคนนี้อพยพไปตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ที่หมู่บ้านสว่างใจเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นมาโดยคนเมืองอพยพเข้าไป โดยมีวัดสาขาของวัดสังฆทานไปตั้งอยู่ก่อนแล้วชักชวนผู้มีจิตศรัทธาของวัดเข้ามาอยู่ใกล้ๆ สมาชิกของหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองที่เกษียณแล้ว ต้องการมาอยู่เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี อากาศเย็นสบายดีมาก บ้านที่นี่สร้างเป็นระเบียบรอบๆ สระน้ำขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่สร้างด้วยคอนกรีตหลังใหญ่ ๆ มีไฟฟ้าเข้าถึง ถนนคอนกรีตทั้งหมู่บ้าน ตอนเช้ามืดหนาวมากจนผมต้องขดตัวอยู่ในผ้าห่มกลางเดือนเมษา ชาวบ้าน(ทั้งหมดเป็นคนที่อพยพไปจากเมือง)มีทั้งข้าราชการเกษียณ แพทย์ พ่อค้า ออกมาเดินออกกำลังกาย มีคนหนึ่งเป็นแพทย์อายุ ๘๐ กว่าแล้ว แต่สุขภาพทางกายภาพแข็งแรงกว่าอายุจริงมาก ทุกคนที่นี่ก็ดูจะเป็นแบบนั้น ญาติบอกว่าพันธุ์ทิพย์พลาซ่ามาซื้อที่ดินหน้าหมู่บ้านตรงที่ติดถนนจะสร้างศูนย์การค้าหรืออะไรสักอย่าง

http://gotoknow.org/file/surachetv/noviceWatTamKrishana.jpg  

เช้าวันที่ ๑๕ ญาติชวนคณะของเราไปร่วมทำบุญงานอบรมสามเณรที่บวชฤดูร้อนกว่า ๕๐๐ รูป ที่วัดถ้ำกฤษณา (วัดสาขาของวัดสังฆทาน - หลวงพ่อฉลอง) ที่อยู่ใกล้ๆ ด้วย (ดูรูป) โดยเดินเท้าไปใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที วัดนี้นอกจากบวชและอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนแล้วยังจัดอบรมธรรมผู้ใหญ่ทุกเดือนด้วย ผู้สมัครเข้าปฏิบัติธรรมไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย เพราะคนมาทำบุญเยอะมาก  

ผมได้มีโอกาสสนทนากับแม่ชีชาวเนเธอร์แลนด์คนหนึ่งอยู่ประมาณ ๒๐ นาที ชื่ออัญญา ซึ่งเป็นชื่อจริงๆ ของเธอในภาษาดัทช์ด้วย เพิ่งบวชชีเมื่อเดือนมีค.นี้เอง เช้าวันนั้นแม่ชีอัญญามีหน้าที่คอยบริการเครื่องดื่ม เช่นนมสดอุ่นๆ ที่สามเณรน้อยทั้งหลายชอบมาก ก่อนมาบวชชีที่เมืองไทย แม่ชีอัญญามีอาชีพค้าขายอัญมณีอยู่ที่เบลเยี่ยม ตอนนี้สามีที่เป็นวิศวกรก็มาอยู่เมืองไทยด้วย ก่อนนี้เคยตั้งครรภ์หลายครั้งแต่ล้มเหลวทุกครั้ง (แท้ง) แม่ชีบอกว่าสุขใจมากที่มาอยู่เมืองไทยและได้ทำงานกับวัดที่อบรมสามเณร เพราะ "ฉันไม่สามารถมีลูกเอง แต่ได้ทำแบบนี้ก็เหมือนกับว่าเด็กทั้งโลกเป็นลูกของฉัน" ดูตาและปากที่ยิ้มอยู่ตลอดเวลาแล้วก็รู้ว่าแม่ชีอัญญามีความสุขในชีวิตจริงๆ

http://gotoknow.org/file/surachetv/Anya.jpg  

มีคำตอบหนึ่งที่ทำให้ผมทึ่งมาก ผมถามว่าศาสนาพุทธสอนอะไร แม่ชีอัญญาตอบสวนกลับโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “Peace” (สันติ)  ซึ่งพลิกล๊อกไปจากที่ผมคิดอยู่ในใจว่าคงทำนอง สอนให้ละความชั่ว ทำความดี และทำใจให้สงบ แต่ก็ทำให้ได้รู้มุมมองศาสนาของชาวตะวันตกคนหนึ่ง   

ตอนบ่ายขับรถเที่ยวไปตามถนนที่เลียบตีนเขาใหญ่ไปเรื่อยๆ ผ่านหลายหมู่บ้าน มีป้ายเตือนให้ระวังสัตว์ข้ามถนน ก็เจอจริงๆ เป็นงูตัวใหญ่ยาวเมตรกว่า แต่เบรคทันเพราะขับไม่เร็ว เขาเลื้อยมาได้ครึ่งถนน พอเราหยุด เขาตัดสินใจเลื้อยกลับลงจากถนนไปทางเดิม

ขับต่อไปเข้าเขตอำเภอวังน้ำเขียว ถึงเขื่อนลำพระเพลิง ไปดูวัดที่มีคนไปบริจาคที่ให้สร้างอยู่ริมเขื่อน วัดนี้ยังไม่มีชื่อ ยังเป็นคล้ายๆ สำนักปฏิบัติธรรม ถ้าไม่บอกว่าเป็นวัดอาจนึกว่าเป็นรีสอร์ท เพราะกุฏิที่สร้างเป็นแนวสวยงามมาก ไม่มีอุโบสถแต่มีอาคารสูงใหญ่มากหลังหนึ่งริมอ่างเก็บน้ำรูปทรงทันสมัย (คงใช้สำหรับประชุมหรือทำพิธี) ติดกระจกกรองแสงรอบด้าน ตอนแรกนึกว่าเป็นอาคารสำนักงานของ ททท.หรืออะไรสักอย่าง แต่เมื่อมองทะลุเข้าไปเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่อยู่ข้างในจึงรู้ว่าเป็นวัด 

การขับรถเที่ยวไปรอบๆ เขาใหญ่วันนั้นทำให้ได้รู้ว่ารอบๆ เขาใหญ่มีรีสอร์ทเกิดขึ้นมากมายจริงๆ น่าจะหลายร้อยแห่งทีเดียว บางแห่งไม่มีภาษาไทยให้อ่านเลย คงรับแต่แขกต่างประเทศอย่างเดียว 

http://gotoknow.org/file/surachetv/KhaoyaiBigHouse50.jpg  

ผ่านหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งชื่อเป็นภาษาแปลกๆ คือ ซ็องซูซี แวะเข้าไปขับรถวนดู ตรงประตูหมู่บ้านมีป้อมยาม ยามที่นั่งกันอยู่ ๒ คน โบกมือให้สัญญาณผ่านเข้าไปเลย (งงเหมือนกัน คงนึกว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังใดหลังหนึ่งหรือเปล่า) โอ้โห ยังกะอยู่แถบเทือกเขาในนิวซีแลนด์ที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่องลอร์ดออฟเดอะริง หมู่บ้านของฮอบบิท แต่ละหลังใหญ่โตมโหฬารทั้งบ้านทั้งพื้นที่ หลังหนึ่งราคาคงหลายสิบล้านขึ้นไปจนถึงเป็นร้อยล้าน ครอบครองเนินเขาและหุบเขากันคนละเนินคนละหุบเลยก็ว่าได้ (ดูรูป)  ที่น่าสนใจคือแทบไม่เห็นมนุษย์ในหมู่บ้านเหล่านี้เลย เห็นแต่ยามกับคนทำสวนและสุนัข มีหลังหนึ่งสร้างด้วยไม้สวยงามมาก ไม่มีคนอยู่ ผมจอดรถเดินลงไปดู (สวมบทบาททำตัวเป็นเจ้าของบ้าน) น่าอยู่มาก คงเป็นบ้านหลังที่สองหรือที่สามของใครบางคนที่มีเงินเยอะ ที่นานๆ เข้ามาสักครั้ง เพราะเห็นลูกทับทิมสุกแล้วหล่นอยู่โคนต้นเต็มไปหมดไม่มีคนเก็บ มะม่วงก็เหมือนกัน 

กลับมาถึงบ้าน ๔ ทุ่ม คืนวันที่ ๑๕ เมษ. ใช้เส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ทางสระบุรี รถเยอะมาก แต่ไหลได้ตลอดช้าบ้างเร็วบ้างสลับกันไป หยุดชงักเป็นบางครั้งในจุดที่มีอุบัติเหตุชนกันเป็นกลุ่มๆ (ชนท้ายต่อๆ กันหลายๆ คัน) ก็จะติดทีหนึ่ง

http://gotoknow.org/file/surachetv/chokchaiFarm480.jpg  

ขากลับแวะฟาร์มโชคชัยที่มวกเหล็ก คนแวะกันเยอะ เขาทำลานจอดรถไว้ให้จอดได้เป็นร้อยคัน ที่น่าสนใจคือทั้งนมสดและผลิตภัณฑ์จากนม ทำกันสดๆ ตรงนั้นเลย รีดนมจากแม่วัวนมตัวใหญ่สีขาว-ดำ ที่ลูกสาวผมบอกว่าเคยเห็นแต่ในรูป เพิ่งได้เห็นตัวจริงเป็นๆ อย่างใกล้ชิด เป็นวัวที่เป็นมิตรมาก นมของแม่วัวตัวนี้ถูกรีดโดยใช้เครื่องจักร ผ่านกระบวนการต่างๆ ไหลตามท่อออกมาขายกันตรงนั้นเลย เรียกว่า "สด" ทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกรรมวิธี (ดูรูป) กินกันแล้วก็อดซื้อผลิตภัณฑ์นมต่างๆ (เช่นไอสครีมนมสด) ของเขามาฝากคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ด้วยความที่เป็นของที่ควรกินสดๆ ถึงกรุงเทพฯ แล้วจึงยังต้องตระเวณเอาไปฝากคนนั้นคนนี้ตามที่ตั้งใจไว้ กว่าจะถึงบ้านก็สี่ทุ่ม แล้วก็นอนหลับสบายด้วยความอ่อนเพลีย 

ก็เป็นสงกรานต์ที่มีความสุขกันทั้งครอบครัวพอสมควร แม้จะไม่ได้เป็น "สงกรานต์บ้านย่า" หรือบ้านตา อย่างปีที่ผ่านๆ มา