ในการทดลองแลกเปลี่ยนเรียนรู้(สุนทรียสนทนา)ครั้งที่สอง นอกจากทีมงานแล้วผมไปเชิญอ.รุ่งอรุณ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยาช่องปากมาร่วมด้วยครับ ส่วนนิสิตก็ให้ประธานสโมสรนิสิตชักชวนนิสิตชั้นปีที่ 4,5,6 มาร่วมอีกประมาณ 14-15 คน รวมอาจารย์อีก 9 คน

          ผมยกรูปแบบที่อ.วิบูลย์ทำที่การสัมมนากิจการนิสิตมาใช้ในการทดลองวันนี้ครับ

          เริ่มต้นด้วยการอธิบายรูปแบบของกิจกรรมที่กำลังจะทำ ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง อธิบายเรื่องการเล่าเรื่อง การฟังอย่างตั้งใจ โดยกำหนดหัวข้อให้นิสิตคือ ให้นิสิตเล่าเรื่องราวดีดี ที่ทำให้นิสิตรู้สึกมีความสุข ประทับใจ รู้สึกดี ตั้งแต่เข้ามาเรียนในคณะทันตแพทยศาสตร์ เรื่องอะไรก็ได้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน อาจารย์ การเรียนการสอน กิจกรรม ฯลฯ ส่วนหัวข้อสำหรับอาจารย์คือ เรื่องราวที่ทำให้อาจารย์มีความสุข ประทับใจ รู้สึกดีตั้งแต่เข้ามาทำงานในคณะฯ หรือเรื่องราวสมัยเป็นนิสิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเป็นอาจารย์ที่ดี โดยให้เวลาเล่าคนละ 5 นาที

          กติกาสำหรับผู้เล่า คือ ให้เล่าออกมาจากใจ ให้เล่าถึงเหตุการณ์แวดล้อม บุคคลที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ อารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

          กติกาสำหรับผู้ฟัง คือ ต้องมองตาผู้เล่า ให้ฟังอย่างตั้งใจที่สุด ห้ามแทรกระหว่างที่ผู้เล่ายังเล่าไม่จบเรื่อง ให้จดชื่อผู้เล่า จดเรื่องราวย่อๆของเรื่องลงในแบบฟอร์มที่แจก (รูปแบบของแบบฟอร์มนำมาจากของอ.วิบูลย์ครับ)

          เมื่อแต่ละคนเล่าเสร็จ ให้ทุกๆคนในกลุ่มช่วยกันคิดและอภิปรายกันว่า Key success factor ในเรื่องที่เล่าคืออะไร มีได้มากกว่า 1 ข้อ แล้วจดลงไปในแบบฟอร์ม โดยให้เล่าเรื่องเรียงตามเข็มนาฬิกา (นั่งกับพื้นเป็นวงกลม)

          ก่อนเริ่มต้นกิจกรรม ให้ทุกคนทำสมาธิ นั่งหลับตาเป็นเวลา 2 นาที ในระหว่างนี้ให้นึกถึงเรื่องที่จะเล่าด้วย

          จากการทดลองครั้งที่สองนี้ พบว่า work ครับ นิสิตและอาจารย์สามารถถ่ายทอดเรื่องราวดีดีและมีพลังออกมาได้  มีน้ำตากันหลายคนเลยทีเดียวทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง (ทำให้ต้องวิ่งหากระดาษทิชชู่ เพราะว่าไม่ได้เตรียมไว้)  แต่ไม่ได้ทำจนครบทุกคนนะครับ ทำไปได้ประมาณครึ่งวง เห็นว่าโอเคแล้ว ใช้ได้แน่นอนจึงหยุดกิจกรรมสุนทรียสนทนาแล้วประชุมกันต่อว่าน่าจะปรับปรุงแก้ไขตรงไหนบ้าง

          เราพบว่า บางคนเมื่อวนมาถึงคิวที่จะต้องเล่าแล้วแต่ยังนึกเรื่องไม่ออกก็มีครับ หรือบางคนเรื่องที่เล่าออกมาค่อนข้างจะแกนๆ ไม่มีพลังพอที่จะกระทบใจผู้ฟัง บางคนเล่าเกินเวลาไปเยอะมาก เพราะเป็นเรื่องราวที่มีรายละเอียดมาก มีที่มาที่ไป จึงคิดกันว่าน่าจะปล่อยให้เล่ากันอย่างอิสระ ไม่กำหนดว่าใครเล่าก่อนเล่าหลัง ใครพร้อมก็เล่าก่อน ส่วนถ้าทุกคนยังคิดไม่ออกก็ให้เงียบไว้หรือทำสมาธิต่อไปก็ได้ และไม่กำหนดเวลาว่าจะต้องเล่าไม่เกินกี่นาที ผู้เล่าจะได้เล่าอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา  เพราะอยากได้เรื่องราวที่มีรายละเอียดอยู่แล้วและโดยเฉลี่ยก็เล่าคนละไม่เกิน 5 นาที มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เล่ายาว

          อีกเรื่องหนึ่งที่ต่อเนื่องกับประเด็นข้างบนนี้ก็คือ มีคนบอกว่าทำสมาธิดี แต่ 2 นาทีไม่พอ ยังคิดไม่ออก ตรงนี้ทำให้ในวันสัมมนาจริง เพิ่มเวลาในการทำสมาธิเป็น 10 นาทีครับ

          อีกประเด็นหนึ่งก็คือ พอมีเรื่องไหนที่มีพลังมาก จะทำให้เรื่องที่เล่าต่อๆมามีพลังไปด้วย ทำให้เราคิดว่าคนเล่าเรื่องคนแรกๆสำคัญมาก ถ้ามีพลังมากพอ จะดึงให้คนอื่นๆในกลุ่มเล่าเรื่องราวได้อย่างมีพลังตามมาด้วย ตรงนี้ทำให้เกิดความคิดที่ว่าจะต้องกระจายทีมงานและนิสิตที่มาทดลองวันนี้ไปในทุกกลุ่ม เพื่อที่อย่างน้อยจะมีคนที่เข้าใจประเด็นนี้ในแต่ละกลุ่มและพยายามเล่าเรื่องราวที่มีพลังหรือดึงคนในกลุ่มให้เล่าอย่างมีพลังได้ แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ยาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้เรื่องแรกๆมีพลังที่มากพออย่างที่ต้องการอย่างแน่นอนในทุกกลุ่ม

          อีกประเด็นหนึ่งคือ เรากำหนดให้ทุกคนจดเรื่องราวโดยย่อลงในแบบฟอร์มที่แจก ปรากฏว่าทุกคนตั้งใจจดกันมากเกินไปเลยมองตาคนเล่าไม่ได้ครับ!! เราเน้นให้ฟังมากกว่าเลยเปลี่ยนใหม่ ให้จดชื่อกับประเด็นสำคัญในเรื่องที่ทำให้นึกถึงเรื่องนั้นได้กับให้คิดว่า KSF ของเรื่องนั้นๆคืออะไรแล้วจดเอาไว้ ซึ่งจะต่อเนื่องกับประเด็นที่กำลังจะกล่าวต่อคือ

          เราพบว่าการอภิปราย KSF หลังเล่าเรื่องแต่ละเรื่องจบ ทำให้ความรู้สึกสะดุด ยิ่งถ้าอภิปรายกันนานๆจะชะงัก เหมือนต้องเริ่มสะสมพลังใหม่  รวมถึงไม่ค่อยมีใครพูดเท่าไหร่ ทำให้ประธานต้องนำอภิปรายค่อนข้างเยอะ จนบางครั้งกลายเป็น KSF ที่ประธานชี้นำหรือเป็น KSF ของประธานเท่านั้น (ผมลืมบอกไปครับว่าให้เลือกประธานกับเลขาฯของกลุ่มด้วย) เราเลยเปลี่ยนครับ เปลี่ยนให้การอภิปรายเรื่อง KSF ไปอยู่ตอนท้ายสุด ให้ทุกคนเล่าเสร็จก่อนแล้วค่อยอภิปรายรวดเดียวทุกเรื่อง โดยให้แต่ละคนคิด KSF ของเรื่องที่ตัวเองเล่าและเรื่องที่ได้ฟังแล้วจดเอาไว้ในกระดาษของตัวเอง เมื่อทุกคนเล่าเสร็จ ให้แต่ละคนเขียน KSF ในเรื่องของตัวเองลงในบัตรคำ หนึ่งใบต่อหนึ่ง factor  อ่าน KSF ในเรื่องของตนเองให้ทุกคนในกลุ่มฟัง หากมีคนอื่นในกลุ่มที่มี KSF เพิ่มเติมจากเจ้าของเรื่อง ให้เจ้าของเรื่องจดเพิ่มลงไปในบัตรคำของตัวเอง  

          จากความกังวลว่าถ้านิสิตและอาจารย์ต้องมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอาจจะทำได้ไม่ดีนัก เพราะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก การทดลองครั้งนี้ ทำให้ทีมงานมั่นใจยิ่งขึ้นครับว่าวิธีการนี้ใช้ได้ แต่ก็หวังไว้ว่า สำเร็จสัก 50% ก็ดีใจแย่แล้ว

          การเตรียมงานยังไม่จบครับ ติดตามต่อบันทึกหน้านะครับ