บันทึกนี้ เป็นบันทึกที่ผมจะขอเล่าต่อเนื่องจากที่ได้เล่าในครั้งก่อนนะครับ เกี่ยวกับการทำ KM ในวลัยลักษณ์ หลังจากที่ผมและทีมงานได้มีการวางแนวทางการหัดเดินทำ KM ของวลัยลักษณ์ เราก็เริ่มคิดกันว่า ก้าวแรกที่เราจะเดินควรจะเป็นอย่างไรดี ในระหว่างนั้นผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการนำเสนอเกี่ยวกับการทำ KM ขององค์กรต่าง ๆ ที่ สคส. จัดขึ้นที่โรงแรมเอเซีย ผมต้องขอโทษด้วยนะครับผมจำวันที่ไม่ได้ ซึ่งในวันนั้นผมได้ฟังการนำเสนอถึงความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของแต่ละองค์กร โดยมีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมได้ข้อคิดมาออกแบบการหัดเดิน KM ของวลัยลักษณ์ ก็คือ การทำ KM สิ่งที่จำเป็นที่สุด ทุกคนต้องเปิดใจ ซึ่งในข้อคิดตรงนี้ทำให้ผมและทีมงานได้นำกิจกรรมสัมพันธ์ walk rally มาเชื่อมโยงกับการทำ workshop เรียนรู้เครื่องมือต่างๆ ของ KM ให้แก่พนักงานของเรา โดยเริ่มจากการจัดตลาดนัดคนหน้างาน(เฉพาะสายสนับสนุนก่อน) ครั้งที่ 1 โดยเชิญคนหน้างานที่มีผลงานดีมาก ๆ มาเข้าร่วมโครงการฯจำนวนประมาณ 50 คน และเราจัดตลาดนัดครั้งนี้ใช้เวลา 4 วัน โดยวันแรกเป็นวันที่ให้ความรู้เรื่องแนวคิดและเครื่องมือ KM ของ สคส. 

   ในครั้งนี้ผมได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์      พิเชษฐ์ จาก มอ. มาช่วยให้ความรู้และประสบการณ์ในการทำ KM กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ(การจัดตลาดนัดนี้ ชื่อเต็ม คือ โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การปฏิบัติงานที่ดีเพื่อวลัยลักษณ์ ครับ) วันที่สอง เป้าหมายเพื่อให้ทุกคนเปิดใจ เราจึงได้จัดกิจกรรม walk rally ซึ่งได้ผลเกินคาดที่เดียวครับ และในวันที่ 3-4 จึงได้เริ่มเรียนรู้เครื่องมือ KM จนถึงกิจกรรมสุดท้าย คือ การทำ AAR และในช่วงนี้ทำให้ผมได้พบว่าการทำ KM ครั้งนี้ มีพลังมากจริง ๆ พนักงานหลายคนสะท้อนออกมาว่า ก่อนที่จะมาร่วมกิจกรรมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย แค่หวังว่าได้มาเที่ยว

(เราจัดกิจกรรมที่ เขื่อนรัชชประภา ครับ) เพราะก็คิดว่าการทำ KM ก็เป็นของเล่นที่ฝ่ายบริหารน่าจะนำมาเล่นหลังจากที่ได้ยินได้ฟังมามากกว่า แต่เมื่อได้มาแล้ว พบว่าสิ่งที่คิดไว้นั้นผิดคาด พวกเขาได้เพื่อนร่วมงานที่เข้าใจกัน ได้กำลังใจที่จะทำงานร่วมกัน และทำงานเพื่อวลัยลักษณ์ของเรา จนทำให้ผมและทีมงานก็ประทับใจไปตามๆ กัน และวางแผนทันทีในการจัดตลาดนัดครั้งที่ 2 ในเดือนพ.ย. (ครั้งนี้เราจัดเดือน ก.ย.) ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็จัดไปแล้วนะครับไว้ผมจะนำมาเล่าให้ฟังอีก ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้เข้าร่วมตลาดนัดครั้งแรกนี้ ได้มีการนำเครื่องมือ KM ไปขยายผลในหน่วยงานและในหน้าที่งานของพวกเขาแล้วในบางกลุ่ม ผมคิดว่านั่นคือจุดหมายปลายทางที่สำคัญของเรา เพราะผมคิดว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดอย่างหนึ่ง นี่เป็นประสบการณ์ก้าวแรก KM ของวลัยลักษณ์ที่มีคุณค่ามากครับ ผมลืมเล่าไปอย่างหนึ่งว่า ในการทำ workshop KM ครั้งแรกนี้ วลัยลักษณ์ได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ ส่งคุณธวัชและคุณอุรพิน มาทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยหลัก และมีหัวหน้าส่วนงานต่างๆ ของวลัยลักษณ์ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย เพื่อเรียนรู้การเป็นคุณอำนวยไปด้วยครับ ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ อย่างสูง ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ